ก่อนอื่นเลยพี่ทุยต้องขอบคุณทุกคนที่มารับชม Live งาน “คริปโต๊โต Expo 2022 presented by Zipmex” มหกรรมการลงทุนของคนรุ่นใหม่ ในช่วงวันที่ 1 – 17 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา
ซึ่งส่วนตัวพี่ทุยเองก็มองว่าคริปโต เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์การลงทุนที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นโลกอนาคตของอุตสาหกรรมการเงินด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเริ่มต้นศึกษาเป็นเรื่องที่ยากไม่น้อยเลยทีเดียว พี่ทุยก็เลยรวบรวมกูรูสายคริปโตชื่อดังมาระดมให้ความรู้ และแบ่งปันประสบการณ์สำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นลงทุนในคริปโตกัน
พี่ทุยได้สรุปประเด็นสำคัญ ๆ ให้อ่านกันง่าย ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าใครอยากรับชม LIVE งาน “คริปโต๊โต Expo 2022 presented by Zipmex” ย้อนหลังก็สามารถไปเปิดดูได้เลยพี่ทุยไม่มีการปิด LIVE ทิ้งแต่อย่างใดแน่นอน !
EP 1 “จุดเริ่มต้นของเหรียญดิจิทัลแรกของโลก”
Q: Bitcoin คืออะไร ?
A: Bitcoin คือ “เงินดิจิทัล” ที่ถือว่าเป็นอัปเกรดระบบการเงินครั้งใหญ่ ซึ่งเทคโนโลยีของเงินไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลานานทำให้ระบบการเงินไม่สามารถเติบโตและรองรับการของระบบการค้าขายได้ทัน Bitcoin ถือว่าเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาทำให้เงินสามารถส่งต่อโดยไม่เกิดการ “คัดลอก (Copy)” ได้เหมือนกับข้อมูลดิจิทัลอื่น ๆ และยังช่วยลด “ความเสี่ยงของตัวกลาง (Counterparty Risk)” ที่อดีตจนถึงปัจจุบันถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่ถูกมองข้าม ซึ่งถ้าเราลองย้อนมองดูวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น “ตัวกลาง” เหล่านี้เนี้ยแหละที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจ
Bitcoin เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีหลากหลายแต่หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักก็คือ “Blockchain” ที่ช่วยสามารถทำให้สามารถโอนเงินได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง พร้อมด้วยการบันทึก “ระบบแบบกระจายศูนย์” ทำให้การเข้าไปแก้ไขข้อมูลย้อนหลังเพื่อแก้ไขข้อมูลย้อนหลังจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ
ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจว่า Bitcoin ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 2008 ช่วงหลังที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่ในความเป็นจริง Bitcoin ถูกพัฒนาตั้งแต่ปี 1973 และอีกกว่า 35 ปีต่อมา Bitcoin ค่อยถูกเริ่มประกาศใช้กับสาธารณะ
Q: ทำไม Bitcoin ถึงมีมูลค่า ?
A: หลายคนจะมอง Bitcoin เป็นเหมือนกับสกุลในโลกเกมออนไลน์เท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ Bitcoin แตกต่างก็คือ “ข้อจำกัดในเรื่องการผลิต” ที่มีจำนวนเหรียญทั้งหมดเพียง 21 ล้านเหรียญและมีการกำหนดอย่างชัดเจนว่า Bitcoin จะถูกผลิตขึ้นจำนวนเท่าไหร่ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่ง Bitcoin จะมีสิ่งทีเรียกว่า Bitcoin Halving ซึ่งปริมาณการขุดเพิ่มได้จะลดลงครึ่งหนึ่งไปเรื่อย ๆ ทำให้ยิ่งมีเหรียญออกมาน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้เกิดความขาดแคลน (Scarcity) เมื่อความต้องการใช้งานมากขึ้น แต่ปริมาณเหรียญมีเพิ่มขึ้นไม่ทันกับความต้องการ “ราคา” ก็ย่อมปรับขึ้นตามกลไลของ Demand และ Supply
Q: Bitcoin มีโอกาส จะเข้ามาทดแทนระบบการเงินแบบเก่าหรือไม่ ?
A: มีโอกาส เพราะในอดีตโลกของเราดำเนินไปด้วยกฎที่ว่า “Winner takes it all” สุดท้ายถ้าทุกคนบนโลกมองเห็นว่าระบบที่ “ไร้ศูนย์กลาง” น่าเชื่อถือว่าการมี “ตัวกลาง” Bitcoin ก็มีโอกาสได้แต่เชื่อว่าไม่ง่าย และไม่น่าจะเข้ามาเป็นระบบหลักได้ แต่น่าจะเป็นระบบที่คู่ขนานกันไป
เชื่อว่าปลายทางน่าจะเป็นลูกผสมออกมาเป็น “ไร้ศูนย์กลาง” ที่มีตัวกลางคอยดูแล เหมือนตู้กดขนมอัตโนมัติ (Vending Machine) ที่ถ้ากดเราจ่ายเงินขนมตกลงมาให้เราได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อกดแล้วขนมติดขัดตู้ใช้งานไม่ได้ก็จะตัวกลางเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหา ซึ่ง ณ ปัจจุบันตอนนี้เราก็เห็นภาครัฐพยายามออก Central Bank Digital Currency (CBDC) ออกมาเพื่อเป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกคริปโตและโลกความเป็นจริงอยู่ และ Bitcoin ก็น่าจะเป็นระบบคู่ขนานทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ต้องการระบบที่มีตัวกลาง
Q: Bitcoin มีโอกาสเข้ามาแทนทองคำได้หรือไม่ ?
A: ในโลกของสินทรัพย์ “ทองคำ” ก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และเป็นเงิน และโลกก็ยังให้ความน่าเชื่อถืออยู่ แต่ถ้ามองในโลกของการค้า ทองคำไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดีสักเท่าไหร่เลย เพราะความไม่คล่องตัว ทำให้โลกเราต้องพัฒนาระบบการเงินของเราจนถึงทุกวันนี้ทำให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่ง Bitcoin เข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องการค้าได้ดีกว่าทองคำมาก ๆ
มองว่า Bitcoin ไม่น่าจะเข้ามาแทนทองคำได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ในระยะยาวก็มีโอกาส ขึ้นอยู่กับว่าโลกในค่ากับสิ่งไหน เมื่อก่อนทองคำก็เป็นเพียงแค่แร่สีเหลืองเท่านั้นไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย แต่สุดท้ายทองคำมีราคาขึ้นมาก็เพราะมีทุกคนบนโลกในมูลค่ากับทองคำ ซึ่ง Bitcoin ก็อยู่ในกฎเกณฑ์นี้เช่นเดียวกัน
Q: Bitcoin มีโอกาสที่กลับไปไม่มีราคาหรือไร้ค่าเลยหรือไม่ ?
A: มีโอกาสแน่นอน ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ซึ่งทุกครั้งที่ Bitcoin ปรับฐานมักจะมีคำถามประมาณนี้เกิดขึ้นเสมอ ก่อนอื่นอยากให้เข้าใจก่อนว่าคนที่เข้าซื้อ Bitcoin ต่างก็มีเหตุผลของตัวเองบางคนซื้อเพื่อถือระยะยาว บางคนซื้อเพื่อเก็งกำไร เมื่อตลาดเกิดสภาวะ FOMO มาก ๆ ราคาก็มีโอกาสดีดขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดความผันผวน แล้วถ้าใครเข้าไปซื้อช่วงที่ราคาพุ่งมาก ๆ โอกาสติดดอยก็เป็นเรื่องปกติ แล้วถ้าเราขาดทุนกับการลงทุนใดก็ไม่แปลกที่ความเชื่อ ความเห็นกับสินทรัพย์นั่น ๆ ก็จะแตกต่างออกไป
แต่อยากให้มองว่าทุกครั้งที่ตลาดมีการปรับตัว เมื่อความต้องการเก็งกำไรของนักเก็งกำไรออกจากตลาดไป ทุกครั้งจุดที่เป็น “ฐานของราคา” ใหม่ยกสูงขึ้นทุกครั้ง นั่นสะท้อนให้เห็นว่ามีคนเข้ามาถือ Bitcoin เพื่อการใช้งานจริง ๆ หรือเพื่อถือลงทุนระยะยาวมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
ธรรมชาติของการลงทุนในโลกของคริปโตมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงอย่าง อยากให้เราเงินที่สามารถเสี่ยงได้มาลงทุน ถ้าเชื่อว่า Bitcoin คือโลกการของอนาคต ก็ถือว่าเป็นการเดิมพันที่คุ้มเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
Q: อยากเก็บ Bitcoin ในระยะยาวเก็บอย่างไรดี
A: ในจุดเริ่มต้นแนะนำให้ใช้ Hardware Wallet จะง่ายและมีความปลอดภัยที่สูงประมาณหนึ่ง แต่แนะนำว่าให้ศึกษาวิธีการใช้งานและวิธีการเก็บ Seed phrase ในปลอดภัยต้องทำอย่างไร
สุดท้ายถ้าใครอยากจะศึกษาเรื่องของ Bitcoin มากขึ้นแนะนำว่าให้ซื้อหนังสือ “The Bitcoin Standard” ที่ ณ ปัจจุบันมีแปลไทยวางจำหน่ายแล้ว ถือว่าเป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่ควรอ่านก่อนกระโดดเข้ามาลงทุนในโลกของคริปโต
EP 2 “โลกการเงินในอนาคต จะเป็นอย่างไร ?”
Q: Cryptocurrency คืออะไร ทำไมเราถึงควรกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังคริปโตด้วย
A: Cryptocurrency ก็คือสกุลเงินที่ถูกเข้ารหัสและใช้ยืนยันธุรกรรมด้วย Blockchain ทำให้ไม่ต้องใช้ตัวกลางในการยืนยันในการทำธุรกรรม
ซึ่งเหตุที่นักลงทุนควรกระจายการลงทุนไปใน Cryptocurrency ด้วยเพราะเชื่อว่าโลกของ Blockchain กำลังเป็น “คลื่นลูกที่ 3” ที่กำลังเป็นกระแสการเติบโตแบบก้าวกระโดดแบบ Exponential ได้ เพราะถ้าเราลองย้อนกลับไปในอดีตบุคคลที่สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดก็คือคนที่ยืนอยู่บนคลื่นที่ถูกคลื่นอย่างช่วงอย่าง “คลื่นลูกที่ 1” และ “คลื่นลูกที่ 2” ที่ผ่านมา
อย่าง “คลื่นลูกที่ 2” คือคลื่นของ “อินเทอร์เน็ต” ในการส่งต่อข้อมูลต่าง ๆ ทำให้ใครก็ตามทีป่ระกอบธุรกิจเกี่ยวกับคลื่นลูกนี้อย่างเช่น Google Facebook Amazon ต่าง ๆ ก็มีเติบโตได้อย่างมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา
แต่ “คลื่นลูกที่ 3” ที่เราเรียกว่าเทคโนโลยี Blockchain กำลังจะมาปลดล็อกสิ่งที่เรียกว่า “ตัวกลาง” สามารถช่วยทำให้เราสามารถทำธุรกรรมกันได้โดยไม่ต้องมีตัวกลาง ช่วยลดความเสี่ยงอย่าง Counterparty Risk ได้ทั้งเรื่องของความเร็วและต้นทุนในการทำธุรกรรมที่ลดลง
ซึ่งในแง่มุมของนักลงทุน เราต้องคาดการณ์และลงทุนในกระแสการลงทุนที่มีโอกาสเติบโตสูงถึงจะช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุนของตัวเราเองได้ซึ่งมองว่า Cryptocurrency กำลังอยู่บนกระแสใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
Q: Cryptocurrency เข้ามาแก้ปัญหาตัวกลางได้อย่างไร
A: การแก้ปัญหาตัวกลางที่เป็น “บุคคล” ณ ปัจจุบันสามารถใช้สิ่งที่เรียกว่า “Smart Contract” หรือถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือเราจะหันมาเชื่อใจ Coding มากกว่า “บุคคล” ที่โปร่งใสและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เหมือนกับตู้ Vending Machine ที่เราหยอดเงินแล้วก็จะได้สินค้าออกมา โดยไม่ต้องมีคนคอยหยิบเงินถอนเงินให้กับเราก็สามารถทำธุรกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนได้
ซึ่งความเชื่อใจในตัวบุคคลไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล ธนาคาร องค์กรเอกชนหลาย ๆ ครั้งก็จบลงด้วยวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้งไป แต่ Smart Contract จะทำให้ไม่เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น ทุกอย่างจะโปร่งใสและตรวจสอบได้
ตัวอย่างเช่นเวลาที่เราต้องการกู้เงินโดยวางสินทรัพย์ไปหลักประกัน ในระบบการเงินแบบเดิม จะต้องมีคนเข้าไปตรวจสอบสินทรัพย์ที่เราวางค้ำประกันว่าของจริงมั้ย มีมูลค่าเท่าไหร่ แล้วค่อยอนุมัติวงเงินกู้ออกไป ซึ่งต้องใช้เวลาและมีต้นทุนที่สูง แต่สำหรับโลกของ Cryptocurrency ทุกอย่างสามารถจบได้ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่เอามาวางค้ำประกันก็สามารถตรวจสอบผ่าน Code ได้ทั้งหมด พร้อมอนุมัติวงเงินกู้ได้ทันที และเมื่อเกิดการผิดนัดชำระกันก็สามารถยึดหลักประกันได้ทันที โดยไม่ต้องมานั่งไล่ตามบังคับหนี้สินกันให้วุ่นวาย
ซึ่ง Smart Contract ณ ปัจจุบันสามารถทำธุรกรรม ให้คนที่ต้องการเงินและคนที่มีเงินมาเจอกันได้แบบไร้พรมแดน อะไรที่ธนาคารทำได้โลกของ Cryptocurrency ก็สามารถทำได้เช่นกันและมีแนวโน้มจะทำได้ซับซ้อนมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ Use Case ของการใช้ Blockchain กับ Smart Contract กำลังถูกประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกจากอุตสาหกรรมการเงินด้วย อย่างในช่วงที่ผ่านมาทุกคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องการรีแบรนด์ของ Facebook สู่ Meta ที่กำลังจะผลักดันตัวเองเข้าสู่โลกเสมือน (Metaverse) อย่างเต็มรูปแบบ
EP 3 “DeFi คืออะไร อนาคตจะไปในทิศทางไหน ?”
Q: DeFi คืออะไร ?
A: DeFi หรือ Decentralize Finance คือโลกที่ช่วยทำให้ทุกคนสามารถทำธุรกรรมทางการเงินแบบที่เคยทำผ่านธนาคาร แต่สามารถทำได้โดยไม่ต้องผ่าน “ตัวกลาง” อย่างธนาคารเลย ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถช่วยให้เรา ฝากเงิน ออมเงิน แลกเปลี่ยนเงิน ปล่อยกู้และลงทุนได้
Q: DeFi ช่วยแก้ปัญหาอะไร ?
A: ปัญหาที่ DeFi แก้ไขก็คือปัญหาเรื่อง “ตัวกลาง” ช่วยให้การทำธุรกรรมมีความโปร่งใสมากขึ้น มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และต้นทุนในการทำธุรกรรมต่ำลงมีประสิทธิภาพมากขึ้น ณ ปัจจุบันก็มีบริการต่าง ๆ มากมายแบบครบมือ ที่เรารู้กันอยู่แล้วปัญหาเรื่องของ “ตัวกลาง” เวลาที่เราเชื่อใจตัวกลางเมื่อไหร่ มักจะจบลงไม่สวยทุกครั้งไป แต่เมื่อก่อนเรายังไม่มีระบบทางเลือกทำให้ต้องอาศัยตัวกลางมาโดยตลอด
ไม่ว่าจะเป็น Decentralized Exchange ใช้สำหรับการแลกเปลี่ยน อย่างเช่น Uniswap , Quickswap และ Pancakeswap หรืออย่าง Decentralized Lending ที่เปิดให้ปล่อยกู้ & กู้ยืมได้ เช่น Compound และ Anchor เป็นต้น
Q: อยากลงทุนกับ DeFi สามารถทำได้อย่างไรบ้าง ?
A: จริง ๆ วิธีการทำกำไรมีหลากหลายรูปแบบมาก ๆ ท่าการทำกำไรที่ง่ายทีุ่สดก็คงเป็น “การเก็งกำไร”
หลักการง่าย ๆ ก็คือซื้อถูกขายแพง คาดการณ์ว่า Platform ไหนจะสามารถเติบโตได้ดีในระยะยาว ก็สามารถซื้อ Token เก็บไว้ได้
“การปล่อยกู้” อย่างที่เรารู้กันว่าโลกของ DeFi จะไม่มีตัวกลาง เวลาที่คนต้องการกู้เงินเราก็สามารถเข้าไปเป็นเจ้าหนี้ได้และเราก็จะได้รับ “ดอกเบี้ย” และผลประโยชน์พิเศษตามที่ Platform แต่ละที่จะให้เรามาได้
“Farming/Staking” คือการนำเหรียญไปวางใน Liquidity Provider เพื่อเป็นสภาพคล่องในการซื้อขายแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ก็จะได้รับ “ค่าธรรมเนียม” และ “Token” มาเป็นผลตอบแทน
“Launchpad” คือการเข้าไปมีส่วนร่วมของ Platform ต่าง ๆ ก่อนที่จะเปิดสู่สาธารณะ ไม่ว่าจะเข้าไปทำกิจกรรม ส่วนทำการตลาด ช่วยใส่เงินในช่วงแรก ๆ หรือสามารถเข้าไปกดรับเหรียญได้ฟรี ๆ และเมื่อเหรียญประกาศ ICO หรือ IDO เราก็จะได้รับเหรียญออกมาในราคาพิเศษทำให้เราสามารถทำกำไรจากส่วนต่างของราคาได้ ซึ่งอย่าลืมอ่าน Whitepaper ก่อนการลงทุนทุกครั้ง
“Platform Owner” คือช่องทางการทำกำไรสำหรับใครก็ตามที่อยากเป็นเจ้าของมีความสามารถในการพัฒนา Platform ก็สามารถเปิดบริการให้ผู้ใช้งานเข้าไปใช้งานและเก็บค่าธรรมเนียมจากการเข้ามาใช้บริการได้
Q: ความเสี่ยงในการลงทุน DeFi เป็นอย่างไรบ้าง
A: DeFi ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แนะนำว่าเงินที่ช่วยเข้าไปลงทุนช่วยเป็นเงินที่เสียได้ทั้งหมด เพราะ DeFi ให้ผลตอบแทนที่สูงมาก ก็จะมีความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน และในหลาย ๆ ความเสี่ยงที่เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุน ที่มองไม่เห็นเยอะพอสมควร
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความผันผวนของราคาเหรียญที่อาจจะปรับตัวลงได้มากกว่า 90-95% ในบางช่วงเวลานักลงทุนต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจใน Platform ที่สูงกว่าการลงทุนอื่น ๆ
หรือจะเป็นความเสี่ยงจากการ Rug Pull คือการปิด Platform หนีทำให้เราขาดทุนเงินลงทุนเกือบทั้งหมด หรือทั้งหมดโดยทันที ซึ่งถือว่าเป็นความตั้งใจของเจ้าของเลย แต่หลาย ๆ ครั้งว่าเสียดายก็ไม่เกิดจากเจ้าของ แต่เกิดจากช่องโหว่ของ Code ทำให้ Hacker สามารถเข้ามาโจมตีและเกิดความเสียหายได้
แล้วก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องเราเข้าผิดเว็บไซต์เข้าไปใน Platform ปลอมที่มีชื่อใกล้เคียงกันหรือเว็บปลอมที่ยิง Ads ใน google มาพอเราไปผูกกระเป๋าก็อาจจะทำให้เราไม่สามารถถอนเหรียญที่เราใส่เข้าไปได้
นอกจากนี้ก็มีเรื่องของการถูกหลอกเอารหัสเข้าถึงกระเป๋าของเราทำให้ถูกโอนย้ายเหรียญออกไปทั้งหมดโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งก่อนการลงทุนในโลก DeFi นักลงทุนควรศึกษาวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้ถูกเข้าถึงกระเป๋าเพื่อป้องกันความเสียด้วย
EP 4 “อยากลงทุนเหรียญดิจิทัล มีวิธีคัดเลือกยังไง?”
Q: วิธีการในการคัดเลือกเหรียญเข้าพอร์ตสามารถทำอย่างไรบ้าง
A: ก่อนอื่นจะต้องแบ่งประเภทของเหรียญออกเป็นแต่ละประเภทก่อน เพราะเหรียญในแต่ละแบบมีวิธีการคัดเลือกที่แตกต่างกัน ส่วนของ อจ. นิรันทร์ ที่ได้ให้มุมมองในงาน “คริปโต๊โต Expo 2022″ ว่าคริปโตเป็นเหมือนกับ Traditional Asset ไม่แตกต่างกัน โดยจะมีการแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ประเภทหลัก ซึ่งเราสามารถแยกประเภทได้จากการอ่าน Whitepaper ว่า Platform นั้นทำธุรกิจอะไร มีกำไรจากอะไร และพยายามแก้ปัญหาอะไร
1. หุ้น
มอง Platform ให้เหมือนกับกิจการและมองเหรียญคล้ายกับการถือหุ้น (แต่ต้องเลือกเหรียญที่มี Tokenomic ที่แบ่งกำไรจาก Platform ให้กับผู้ถือเหรียญด้วย หรือถ้าไม่แบ่งกำไรมาให้โดยตรง ก็ส่วนมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะเอากำไรไปทำอะไรต่อเช่นการนำกำไรบางส่วนไปเผาเหรียญ (Burn) ซึ่งสามารถประเมินและเลือกเหรียญประเภทเหล่านี้ได้จาก “รายได้” ของ Platform และเทียบกับราคาของเหรียญ
2. ทองคำ
เหรียญในกลุ่มนี้ ณ ปัจจุบัน Bitcoin ก็ยังคงเป็นตัวแทนของกลุ่มนี้ได้ดีที่สุดหรือเราจะเรียกติดว่าปากว่าตัวกักเก็บมูลค่า (Store of Value) ซึ่งหลักการประเมินจะใช้หลักการประเมินที่ใกล้เคียงกับ “ทองคำ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุนหน้าเหมืองในการขุด รวมถึงปริมาณเงินที่พิมพ์ นโยบายการเงินของเหล่าธนาคารกลางต่าง ๆ และสภาวะสงคราม
3. สินค้าโภคภัณฑ์
เหรียญประเภทนี้จะเป็นเหรียญที่ขึ้นกับปริมาณ “ความต้องการซื้อ (Demand)” และ “ความต้องการขาย (Supply)” เป็นหลัก ซึ่งสามารถประเมินในเบื้องต้นได้ว่าถ้าหากเหรียญประเภทนี้มีความต้องการใช้งานมากขึ้น แต่เหรียญที่ถูกขุดขึ้นมาใหม่ในแต่ละช่วงเวลามีช้าหรือน้อยกว่าความต้องการใช้ ราคาเหรียญก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปเหรียญประเภทนี้คือเหรียญที่เป็นเหรียญเชนหรือ เหรียญที่มีเอาไว้เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมในการจ่ายค่าทำธุรกรรมบนเชนนั้น ๆ เป็นหลัก
4. Stablecoin
Stablecoin คือเหรียญที่จะถูกตรึง (peg) ค่าเงินให้มีมูลค่าเท่ากับค่าใดค่าหนึ่ง โดยทั่วไปมักจะถูกตรึงกับค่าเงินของดอลลาร์เป็นหลัก โดยจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก
4.1. Fiat-backed Stablecoins
Stablecoins ประเภทนี้จะเปิดให้นักลงทุนเอาเงิน Fiat อย่างดอลลาร์เข้ามาฝากและแลก สกุลเงินดิจิทัลออกไป โดยบริษัทที่เปิดให้แลกเงิน จะนำเงินต่าง ๆ เหล่านั้นไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนเพิ่มเติมเช่นการฝากธนาคาร หรือการลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เราต้องประเมินไปถึงระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์บริษัทเหล่านี้นำไปลงทุนว่ามีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง เพราะถ้าเกิดนักลงทุนแห่ไปถอนเงินออกมา แต่ถ้าการลงทุนขาดทุนจนทำให้ไม่มีเงินให้แลกคืน สกุลเงินที่ออกโดยบริษัทเหล่านี้ก็จะเสียหายได้นั่นเอง ซึ่ง Stablecoins แบบนี้ถือว่ามีความเสี่ยงเรื่อง Counterparty Risk ที่สูงกว่าประเภทอื่น ๆ
4.2. Crypto-backed Stablecoins
เป็น Stablecoin การนำคริปโตมาวางค้ำเพื่อผลิต Stablecoins ออกมาเช่นการนำ BTC มาวาง 1 ล้านบาทก็สามารถถอน Stablecoins ออกไปได้ 6-7 แสน ซึ่งถ้าหากราคาของ BTC มีการปรับตัวลงทำให้มูลค่าหลักประกันใกล้เคียงกับเงินที่กู้ออกไปจะทำให้ Smart Contract ทำงานและขาย BTC ออกไปโดยทันที ซึ่งความเสี่ยงก็คือในกรณีที่ตลาดคริปโตพังอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้ Smart Contract ไม่สามารถ Liquidate ได้ทัน จะทำให้ราคาหลุด peg ได้เช่น แต่ต้องบอกตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ Stablecoins หลุด peg ให้เห็น
4.3. Algorithm-Stabilized Stablecoins
กลไกของ Stablecoins ชนิดนี้จะเหมือนและคล้ายกับ “ฮ่องกงดอลลาร์” ที่ peg ค่าเงินกับดอลลาร์ แต่แทนที่จะให้ธนาคารกลางเป็นคนทำให้ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดเวลา Stablecoins ชนิดนี้จะใช้มหาชนเป็นคน Stabilize ราคาแทน ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของคนในระบบว่ายังเชื่อถือ Stablecoins ชนิดนี้หรือไม่
5. NFT
มูลค่าของ NFT มาจากมูลค่าของคอมมูนิตี้ การประเมินราคาต้องประเมินจากความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้เป็นหลัก ซึ่ง ณ ปัจจุบันจะต้องประเมินจากความรู้ ความมีส่วนร่วมของสมาชิกต่าง ๆ ยังไม่มีสูตรการประเมินอย่างตายตัว
EP 5 “NFT และ GameFi สวรรค์แห่งใหม่ในการทำกำไรของคนเล่นเกม”
Q : NFT คืออะไร
A : NFT ณ ปัจจุบันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบอกสถานะทางสังคม ที่เป็นเหมือนกับ “บัตรผ่าน” ในการเข้าสู่ “คอมมูนิตี้” ไม่ต่างกับการขับรถ Porsche แล้วสามารถเข้าสู่สังคมคนขับ Porsche ได้ หรืออย่างนาฬิกาและกระเป๋าแบรนด์เนม ก็เป็นเครื่องบ่งบอกฐานะได้ ซึ่งแต่ NFT ก็มีหน้าที่และสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกัน การประเมินมูลค่า NFT จะต้องประเมินจากความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้เป็นหลัก
แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ NFT ในตลาด ณ ปัจจุบันมากกว่า 90% คือภาพ JPEG ไม่มีมูลค่าอยู่เบื้องหลัง ไม่มีคอมมูนิตี้ จะต้องระวังในการซื้อ NFT เหล่านี้ให้ดี
Q : GameFi คืออะไร
A : Game กับ DeFi มารวมกัน โดยหลักการก็คือสมมติว่าถ้าคน 2 คนมีเงินลงทุนคนละ 1,000,000 บาท ถ้าเป็นโลกของ DeFi ก็แค่เอาเงินมาวางแล้วก็ได้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนคนละ 10,000 บาทออกไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
แต่ GameFi คือให้ลงเงินคนละ 1,000,000 บาท แต่ดอกเบี้ยทั้งหมด 20,000 บาทที่เกิดขึ้น ให้มาเล่นเกมแข่งกันใครที่เล่นได้ดีกว่า ก็จะได้รับดอกเบี้ยมากกว่า หรืออาจจะได้รับไปทั้ง 20,000 บาทเลยตามเงื่อนไขของเกมที่กำหนด
ซึ่ง GameFi ต้องเหมาะกับคนที่ชอบเล่นเกม Game เพราะมี “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” ซึ่งคนที่ชนะจะต้องได้รับผลตอบแทนที่มากกว่า ซึ่งที่ต้องระวังก็คือ GameFi ณ ปัจจุบันยังเรียกว่าเกมได้ยาก ส่วนใหญ่ออกแนวแชร์ลูกโซ่มากกว่า คือการนำเงินคนใหม่จ่ายคนเก่า และเมื่อไม่มีคนใหม่เข้าก็จะทำให้ “เกมแตก” ได้
ตามหลักการ GameFi ต้องเป็นเกมที่สนุก ผู้เล่นอยากจะเติมเงินเพื่อเล่นเกม เพื่อให้เงินที่เติมเป็นกำไรของบริษัทผู้ผลิตเกม และจากนั้น ผู้ผลิตเกมค่อยแบ่งเงินส่วนกำไรกลับมาให้กับผู้เล่น ถึงจะเรียกว่า GameFi อย่างแท้จริง จุดสังเกตง่าย ๆ ก็คือถ้าหากผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับมากกว่ากำไรหรือ Reward Pool ที่ผู้เล่นต้องเข้ามาแย่งชิงกันนั่นก็คือแชร์ลูกโซ่ที่รอวันแตกเท่านั้น
Q: ทำไม Metaverse ถึงเป็นอนาคตของ NFT และ GameFi
A : Metaverse หรือโลกเสมือนจะเป็นการรวมระหว่าง GameFi และ NFT แต่จะเป็นมูลค่าอีกแง่หนึ่งเพิ่มเติมด้วยการ “Socialize” ซึ่งจะเป็นอีกระดับของ Social Media ที่สามารถเข้าเล่นเกม ทำกิจกรรม พูดคุยกับเพื่อน ๆ ได้มากกว่าแค่ตัวหนังสือ สำหรับใครที่นึกภาพไม่ออกสามารถไปดูหนังเรื่อง Ready Player One จะเป็นคอนเซ็ปและความเป็นไปได้มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะต้องใช้อยู่อีกหลายปีกว่า Metaverse ที่เราพูดกันจะเข้าไปใกล้กับหนังเรื่อง Ready Player One แต่ก็ถือว่าเป็นโลกอนาคตที่เหล่าแบรนด์ต่าง ๆ กำลังจ้องกระโดดเข้ามาในโลกของ Metaverse
EP 6 “ลงทุนในโลกคริปโตให้เติบโตอย่างปลอดภัย ต้องทำอย่างไร ?”
Q: ทำไมต้องรู้จัดวิธีการเก็บเหรียญการเก็บเหรียญใน Exchange ไม่ปลอดภัย ?
A: จริง ๆ ต้องบอกว่าจุดเริ่มต้นของโลกคริปโตจะบอกว่าคือ Bitcoin ก็ไม่ผิด ซึ่ง Bitcoin คือเทคโนโลยี peer-to-peer โดยไม่ผ่านตัวกลาง ซึ่งเราต้องมีวิธีการเก็บสินทรัพย์ด้วยตัวเองจึงจะดีที่สุด
แต่ Exchange ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมาเพื่อความสะดวก หลักการคือการโอนเหรียญไปฝากที่ Exchange ซึ่งจะช่วยทำให้เราสามารถทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ง่าย แต่ถ้าระหว่างนั้น Exchange เกิดถูก hack หรือปิดหนีไปก็จะทำให้เรามีโอกาสที่ต้องสูญเงินที่ฝากไว้กับ Exchange ได้ ดังนั้นถ้าอยากเก็บระยะยาว ๆ แนะนำว่าถอนเหรียญออกเก็บเองจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ก็ต้องรู้วิธีการเก็บอย่างปลอดภัยด้วย
Q: แล้วการเก็บเหรียญเองให้ปลอดภัยควรเริ่มต้นอย่างไร ?
A: จริง ๆ วิธีการเก็บเหรียญมีหลากหลายวิธีมาก ๆ แต่วิธีที่แนะนำและสะดวกที่สุดก็จะแนะนำที่ “Hardware Wallet”
ก่อนอื่นอย่างให้นึกภาพเวลาที่เราอยากเก็บของมีค่าระหว่างมี “หีบ” กับ “กุญแจ” เวลาที่เราเก็บเราจะเก็บไว้ในหีบ ซึ่งในโลกของคริปโตเราจะเรียกหีบว่า “Public Key” และ กุญแจเราจะเรียกว่า “Private Key”
ซึ่ง 1 Private Key (กุญแจ) จะสามารถเข้าถึงได้ 1 Public Key เท่านั้น แต่เราสามารถเก็บ Private Key ที่เป็นกุญแจหลาย ๆ ดอกผ่าน “Seed Phrase” รวมเป็นพวงกุญแจ 1 พ่วงได้เลย โดย “Seed Phrase” ที่เป็นกลุ่มคำ 12 ถึง 24 คำเพื่อเป็นที่เป็นกุญแจเก็บไว้หลาย ๆ ดอก
ดังนั้นหมายความว่าเราจะต้องเก็บ “Seed Phrase” ให้ดีห้ามให้คนเข้าถึง”Seed Phrase” หรือง่าย ๆ ห้ามให้อินเน็ตเทอร์เข้าถึง “Seed Phrase” ของเราได้ห้ามถ่ายรูปเป็นรูปดิจิทัล ห้าม Copy แล้ววางลงบนระบบต่าง ๆ ถือว่าเป็นเรื่องอันตราย หลักการที่ดีที่สุดคือจดและเก็บในโลกออฟไลน์ (Off-chain) แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ “Seed Phrase” ที่เราจดเลือนหายหรือสูญหาย ซึ่งก็สามารถสลักใส่แผ่นโลหะที่ทนความร้อน กันน้ำกรด กันสนิทได้ดี
และจำไว้เสมอว่า “Seed Phrase” ห้ามกรอกหรือใส่ห้ามกรอกผ่าน Keyboard ในคอมเพราะโดยทั่วไป”Seed Phrase” จะให้กรอกผ่านตัว Hardware Wallet เท่านั้น
Q: ถ้า “Seed Phrase” หายทำอย่างไร
A: ถ้ายังเข้าถึงกระเป๋าได้ให้เข้าไปแล้วโอนออกมากระเป๋าให้ที่เราสร้างใหม่และจด “Seed Phrase” ใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้า “Seed Phrase” แล้วเข้าถึงกระเป๋าไม่ได้อีกก็ต้องยอมรับว่าเราได้สูญเสียเงินก้อนนั้นไปแล้ว
ในโลกของคริปโตหรือโลกของการกระจายศูนย์ และไม่มีตัวกลางหรือผู้ดูแล การดูแลตัวเองถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ทั้งการบริหารหน้าตัก บริหารพอร์ตต่าง ๆ ต้องรับความเสี่ยงไปไว้เองทั้งหมด ไม่ว่าจะทำธุรกรรมหรือรายการใด ๆ ควรทำด้วยความระมัดระวังเสมอ
เป็นอย่างไรกันบ้างกับงาน “คริปโต๊โต Expo 2022 presented by Zipmex” มหกรรมการลงทุนของคนรุ่นใหม่ ที่พี่ทุยตั้งใจรวบรวมความรู้เกี่ยวกับ Cryptocerrency มาฝากทุกคน น่าจะสามารถตอบคำถามที่หลายคนสงสัยได้บ้าง ถ้า LIVE ครั้งนี้ผิดพลาดประการใด พี่ทุยต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ และขอขอบคุณที่ทุกคนให้หารสนับสนุน “คริปโต๊โต Expo 2022″ เป็นอย่างดี
ในอนาคตพี่ทุยจะมี LIVE ในหัวข้อที่น่าสนใจ ๆ มาฝากอีกแน่นอน ทุกคนช่วยติดตามและสนับสนุนพี่ทุยด้วยนะ แล้วเจอกัน !
อ่านเพิ่ม