จากประกาศผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวของ Elon Musk ว่า Tesla จะงดรับการจ่ายเงินด้วย “Bitcoin” เพื่อชำระค่ารถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับการใช้พลังงานจากฟอลซิลที่กำลัเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกระบวนการขุดและโอนบิทคอยน์โดยเฉพาะพลังงานจากถ่านหินที่ปล่อยมลพิษมากที่สุด
แถมยังทิ้งท้ายในการทวีตส์ครั้งนั้นว่ากำลังมองเหรียญคริปโทอื่นที่ใช้พลังงานน้อยกว่า 1% ของที่บิทคอยน์ใช้ในการโอนแต่ละครั้ง
วันนี้พี่ทุยเลยขอพาไปเจาะลึกการใช้พลังงานของบิทคอยน์ว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ใช้พลังงานมากขนาดนี้ และในอนาคตจะมีเหรียญคริปโทเหรียญใดที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้หรือไม่
ทำไม Elon Musk ถึงระงับการใช้ Bitcoin ?
ไม่ใช่เพียงแค่ Elon Musk ที่ออกมาพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมอันเกิดจาก Bitcoin ก่อนหน้านี้ Janet Yellen รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวถึงการทำธุรกรรมผ่านบิทคอยน์ว่าไร้ประสิทธิภาพเนื่องจากใช้พลังงานอย่างมากในกระบวนการประมวลผล
การจะเข้าใจว่าทำไมบิทคอยน์ถึงเป็นเหรียญคริปโทที่ใช้พลังงานอย่างมาก ก็ต้องรู้จักกับกระบวนการที่บิทคอยน์ใช้ในการโอนเหรียญก่อน
Bitcoin เป็นสกุลเงินคริปโทที่มีลักษณะ Decentralized คือ ไม่มีหน่วยงานใดเพียงหน่วยงานเดียวที่ควบคุมได้ โดยมี Blockchain เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังที่เป็นเครือข่ายเก็บข้อมูล โดยข้อมูลจะถูกเก็บอยู่ในแต่ละ Block และเชื่อมโยงกันบนเครือข่ายเป็น Chain
เมื่อมีการทำธุรกรรมหรือการโอนบิทคอยน์ธุรกรรมนี้จะถูกประกาศเข้าไปในเครือข่ายโดยมีการเข้ารหัส ซึ่งก็คือ สมการคณิตศาสตร์อันซับซ้อน แต่ธุรกรรมดังกล่าวยังไม่ถูกยืนยันความถูกต้อง หรือ ก็คือการโอนเหรียญยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลในเครือข่ายจะเข้ามาแข่งขันกันแก้ไขสมการคณิตศาสตร์เพื่อยืนยันความถูกต้อง และในที่สุดก็สร้าง Block ใหม่ขึ้นในเครือข่าย Blockchain การโอนเหรียญจึงเสร็จเรียบร้อย
กระบวนการที่กล่าวมาเรียกว่า “Proof-of-Work” หรือ “การขุด” โดยเหล่านักขุดจะได้รับค่าตอบแทนเป็นบิทคอยน์
กระบวนการโอนเหรียญบิทคอยน์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาทั่วโลก ถูกออกแบบให้ใช้เวลาเฉลี่ย 10 นาที สำหรับการยืนยันความถูกต้องและสร้าง Block ใหม่ ดังนั้น ถ้ามีนักขุดเข้ามาในระบบมากขึ้น สมการคณิตศาสตร์ก็จะถูกปรับให้ยากขึ้นได้เอง
การเพิ่มจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลในเครือข่ายกลับลดขนาดของผลตอบแทนด้วย แต่ด้วยราคาบิทคอยน์ที่พุ่งมาโดยตลอดตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้มีเหล่านักขุดเข้ามาร่วมวงล่าสมบัติมากขึ้น
ดังนั้น ด้วยการประมวลผลเพื่อแก้สมการอันซับซ้อนและจำนวนนักขุดในเครือข่ายที่มาก ตอบได้อย่างชัดเจนเลยว่าการโอนบิทคอยน์เป็นธุรกรรมที่ใช้พลังงานสูงมาก
Bitcoin ใช้พลังงานมากขนาดไหน ?
จากผลการศึกษาของ The University of Cambridge Centre for Alternative Finance (CCAF) คำนวณไว้ว่าบิทคอยน์ใช้พลังงานทั้งหมดระหว่าง 40 ถึง 445 TWh ต่อปี โดยมีค่ากลางที่ประมาณ 130 TWh ต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับ Bitcoin Energy Consumption Index ที่จัดทำโดย Digiconomist แสดงให้เห็นว่า Bitcoin ใช้พลังงานทั้งหมด 115 TWh ต่อปี
Bank of America (BofA) รวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานของแต่ละประเทศพบ ว่าบิทคอยน์ใช้พลังงานมากกว่าประเทศสาธารณรัฐเช็ก ชิลี และกรีซ โดยเกือบเทียบเท่าประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) พบว่าบิทคอยน์ ปล่อยมากกว่าบริษัทที่ผลิตและใช้พลังงานจากฟอลซิลเสียอีก เช่น บริษัท ConocoPhillips และ American Airlines
เหตุผลที่บิทคอยน์มีส่วนกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขนาดนี้ต้องขออ้างอิงข้อมูลจาก Statista ที่แสดงให้เห็นว่าเหมืองขุดบิทคอยน์อยู่ในประเทศจีนกว่า 65% ของโลก ซึ่งประมาณ 60% ของพลังงานไฟฟ้าถูกผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน
เหรียญไหนที่จะก้าวขึ้นมาแทน “Bitcoin” ?
“เรากำลังมองหาเหรียญคริปโทอื่น ๆ ที่ใช้พลังงานน้อยกว่า 1% ของที่บิทคอยน์ใช้ในการโอนแต่ละครั้ง” ที่ Elon Musk ทิ้งท้ายไว้ในการทวีต เป็นตัวช่วยให้นักลงทุนคาดการณ์ได้ง่ายขึ้นว่า Tesla จะหันไปรับชำระค่ารถยนต์ไฟฟ้าด้วยเหรียญไหน
เมื่อนำมาประกอบกับข้อมูลปริมาณพลังงานที่แต่ละเหรียญคริปโทใช้ในการโอนต่อครั้งจาก Deseret News พบว่า 1% ของพลังงานที่ Bitcoin ใช้จะอยู่ที่ 7.07 KWh ซึ่งอย่างน้อยก็มี Ripple, Dogecoin และ Cardano ที่ผ่านคุณสมบัติดังกล่าว โดยกระแสข่าวให้ความสนใจกับ Dogecoin ที่ Elon Musk สร้างกระแสมาโดยตลอดผ่าน Twitter ซึ่งเหรียญนี้ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 2013 โดย Billy Markus และ Jackson Palmer ทั้งคู่เรียกตัวเองว่า “ชิบะโตชิ นากาโมโตะ” เพื่อล้อเลียน ซาโตชิ นากาโมโตะ ผู้สร้างบิทคอยน์ใช้กระบวนการยืนยันแบบ Proof-of-Work โดยทีมผู้สร้างได้ กล่าวว่าสร้างเหรียญนี้ขึ้นเพื่อความสนุกและต้องการเสียดสี หรือในปัจจุบันก็อาจสร้างจากกระแสในโลกโซเชียล เรียกเหรียญที่สร้างขึ้นในลักษณะนี้ว่า Meme Coin
Proof-of-Stake เป็นกระบวนการที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของกระบวนการ Proof-of-Work นิยมใช้ในเหรียญคริปโตรุ่นใหม่ เช่น Cardano, Polkadot และ Solana เป็นต้น โดยจะไม่มีการแย่งกันเข้ามาแก้สมการ แต่ระบบจะเลือกนักขุดเพื่อยืนยันการทำธุรกรรมด้วยสัดส่วนการถือครองเหรียญคริปโตนั้นในระบบ กระบวนการนี้ช่วยลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
พี่ทุยมองว่า ยังมีเหรียญคริปโทอีกมากมายที่ใช้พลังงานน้อยกว่า 1% ของบิทคอยน์ซึ่งรวมไปถึง Dogecoin ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ แต่หากเลือกเหรียญที่ยังใช้กระบวนการ Proof-of-Work ก็อาจต้องเผชิญปัญหาด้านการใช้พลังงานในอนาคตได้อีกเมื่อได้รับความนิยมสูงขึ้น ส่วนกระบวนการ Proof-of-Stake ที่ถูกนำมาใช้ในเหรียญคริปโทรุ่นใหม่มีระบบที่ทำให้ใช้พลังงานน้อยลง ซึ่งการเลือกเหรียญที่ใช้กระบวนการนี้อาจเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า
