หรือฟองสบู่ "Bitcoin" กำลังจะแตก ?

หรือฟองสบู่ “Bitcoin” กำลังจะแตก ?

5 min read  

ฉบับย่อ

  • Cryptocurrency หรือเงินดิจิทัล โดยเฉพาะ “Bitcoin” เริ่มเป็นที่สนใจจากนักลงทุนทั่วโลกในช่วง 3-4 ที่ผ่านมา จนทำให้มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จนดันราคา Bitcoin เพิ่มสูงขึ้น 1,500% แตะระดับสูงสุด (All time high)
  • ปัจจุบันราคา Bitcoin ร่วงลงมา 40% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน จากปัจจัยด้านข่าวสารในตลาดการเงินทั้งการทวิตของ Elon Musk การให้ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ตลอดจนแผนการดำเนินนโยบายของทั้งสหรัฐฯ และจีน จนเกิดความกังวลว่าจะเกิดวิกฤตเงินดิจิทัลหรือไม่
  • การเคลื่อนไหวของราคาของ Bitcoin ในปัจจุบัน คล้ายกับวิกฤตฟองสบู่ดอกทิวลิปเป็นวิกฤตฟองสบู่ครั้งแรกของโลกเมื่อราว 400 ปีก่อน จากราคาดอกทิวลิปร่วงลงอย่างรวดเร็วภายในเวลา 3 เดือน และวิกฤตดอทคอมในตลาดหุ้น Nasdaq
  • ในปัจจุบันเริ่มมีสถาบันการเงินและธุรกิจทำธุรรมการเงินโดยใช้ Bitcoin มากขึ้น ทำให้ราคาของ Bitcoin และ Cryptocurrency เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100
คอร์สออนไลน์ | สอน "เล่นหุ้น" เชิงเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับมือใหม่ แบบ Step by Step จาก 0-100

ในช่วงที่ผ่านมา กระแสการเคลื่อนไหวของราคาคริปโทเคอเรนซี (Cryptocurrency) หรือเงินดิจิทัลถูกพูดถึงกันอย่างมาก เนื่องจากมีความผันผวนในทิศทางทั้งขาขึ้นและขาลงตลอดกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งที่ราคาของ “Bitcoin” เพิ่งจะทำ All time high ไปไม่นาน แต่ราคากลับร่วงลงถึง 40% ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน จนทำให้หลาย ๆ คนคิดว่านี่ถึงเวลาถึงฟองสบู่ Crypto จะแตกแล้วหรือเปล่า วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปหาคำตอบกัน ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย..

ราคา “Bitcoin” พุ่งสูงขึ้นกว่า 1,500% ภายใน 4 ปี 

คริปโทเคอเรนซี (Cryptocurrency) หรือเงินดิจิทัลได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และการได้รับความสนใจที่มากขึ้น นำมาซึ่งการเคลื่อนไหวของราคาที่มักจะผันผวนอยู่เสมอทั้งในทิศทางขาขึ้นและขาลง โดยเฉพาะราคาของบิทคอยน์ (Bitcoin) ที่มีมูลค่าตลาดคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของมูลค่า Cryptocurrency ทั้งหมด ทำให้การขึ้นลงของราคาบิตคอยน์แทบจะสะท้อนราคา Cryptocurrency ทั้งหมดในตลาด เห็นได้จากเมื่อใดที่ราคาบิตคอยน์ร่วงลงมา ราคาของ Cryptocurrency อื่นก็จะแทบแดงกันยกแผง

ข้อมูลจาก Coinmarketcap ระบุว่าปริมาณการซื้อขายบิตคอยน์ต่อวัน เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจากเฉลี่ยที่ประมาณหลักร้อยถึงหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2017 มาอยู่ที่ประมาณ 20,000-40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว และยังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ มาอยู่ที่ประมาณ 60,000-70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน และเคยมีปริมาณการซื้อขายสูงถึงกว่าแสนล้านดอลลาร์สหรัฐมาแล้วในช่วงต้นปี 2021

ทั้งนี้ ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายเท่าตัวนี้ก็ดันราคาบิตคอยน์พุ่งสูงขึ้น จากเฉลี่ยที่ราว 3,900 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2017 ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนราคาแตะระดับ All time high ที่ 63,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนเมษายน 2021 ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 15 เท่าหรือ 1,500%

ปัจจุบันราคา “Bitcoin” ร่วงลงมา 40% ภายใน 1 เดือน 

แต่ปัจจุบันราคาบิตคอยน์กลับร่วงลงมาเรื่อย ๆ จนราคาแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 เดือนที่ราว 39,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือร่วงลงมาแล้ว 40% ภายในเวลาเพียง 1 เดือน และหนึ่งในสาเหตุถูกพุ่งเป้าไปที่ Elon Musk เจ้าพ่อแห่งเทคโนโลยีนวัตกรรม และเจ้าของบริษัทรถยนต์ไร้คนขับ Tesla และบริษัทผลิตสำรวจอวกาศ SpaceX ที่ได้เริ่มโดดเข้าวงการเงินดิจิทัลมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว หลังจากนั้นราคาของบิตคอยน์และ Cryptocurrency อื่นก็ผันผวนมาโดยตลอด

หากไล่เรียงกันตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2020 ปีที่แล้ว ทาง Elon Musk ได้ทวิตว่า “Bitcoin is my safe word” รวมทั้ง “One word: Doge” ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มสูงขึ้นของราคา Bitcoin หลังจากทรงตัวมาสักพักใหญ่ในช่วงก่อนหน้านั้น ต่อมาช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ทาง Elon Musk ได้ประกาศว่า บริษัท Tesla กำลังจะลงทุนซื้อบิตคอยน์จะรับ Cryptocurrency ในการชำระเงินผลิตภัณฑ์ของบริษัท ก็ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นทำ New high ทันทีที่ 46,000 ดอลลาร์สหรัฐ

แต่ล่าสุดเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2021 ที่ผ่านมา ทาง Elon Musk กลับลำว่า “Cryptocurrency is promising, but please invest with caution” หรือออกมาเตือนให้ลงทุนในเงินดิจิทัลด้วยความระมัดระวัง และต่อมาก็ออกมาประกาศว่าบริษัท Tesla ไม่รับซื้อด้วย Bitcoin แล้ว เพราะการขุดเหรียญเป็นการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างสิ้นเปลือง ซึ่งเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ราคาของ Bitcoin ค่อย ๆ ร่วงลงมาจาก 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 39,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน จนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสร้างความปั่นป่วนนี้ 

เนื่องจากเขา คือผู้ทรงอิทธิพลของโลกในยุคปัจจุบันและเคยเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกมาแล้ว ฉะนั้น การเคลื่อนไหวของเขาจึงส่งผลกระทบไปในวงกว้าง จึงสะท้อนว่าความผันผวนของราคาบิตคอยน์ที่ผ่านมา ล้วนเกิดจากกระแสข่าวข้อเท็จจริงในตลาดทั้งสิ้น

ล่าสุดสิ่งที่ดูเหมือนจะกระทบราคา Bitcoin และ Cryptocurrency อื่น ๆ อย่างหนักและไม่ใช่เพียงกระแสข่าว นั่นคือ รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมเก็บภาษีซื้อขาย Cryptocurrency สูงสุดถึง 80% รวมทั้งมีแผนจะปรับขึ้นภาษีกำไรจากการลงทุน (Capital gain) จาก 20% เป็น 43.4% ทำให้ราคา Bitcoin ร่วงลงมาเรื่อย ๆ 

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนประกาศแบนไม่อนุญาตให้สถาบันการเงินและธุรกิจต่าง ๆ ทำธุรกรรมทางการเงินด้วย Cryptocurrency เพราะกลัวว่าจะกระทบกับเสถียรภาพและสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบการเงินของจีน นั่นหมายความว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก กำลังจะหายไปจากตลาดในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ของโลก ส่งผลให้ราคาค่อย ๆ ร่วงลงมาเช่นกัน

ยังรวมถึงมีนักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน และนักธุรกิจที่ต่างออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับเงินดิจิทัลเหล่านี้ เช่น Paul Krungman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน ที่ออกมาบอกว่าบิตคอยน์หรือ Cryptocurrency อื่น ไม่มีทางจะมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและรูปแบบการชำระเงินในฐานะสื่อกลางการแลกเปลี่ยนได้

ขณะที่ Vitalik Buterin ผู้ร่วมสร้างเหรียญ Ethereum ก็บอกว่า ไม่แปลกใจที่ราคา Cryptocurrency ร่วงลงมาเช่นนี้ เพราะกำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ ซึ่งก็นับเป็นอีกปัจจัยเสริมด้านข่าวสารที่ส่งผลต่อความผันผวนของราคา Cryptocurrency เพราะฉะนั้น การกล่าวหาแต่ Elon Musk เพียงฝ่ายเดียวก็ดูเหมือนจะเอนเอียงไปหน่อย

หรือ “Bitcoin” กำลังจะเกิดฟองสบู่ ?

ราคาของบิตคอยน์ที่ร่วงลงมา ทำให้หลายคนวิตกกังวลว่าจะเกิดวิกฤตฟองสบู่ในเงินดิจิทัลหรือไม่ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับวิกฤตฟองสบู่ในอดีตถือว่าใกล้เคียงกัน เช่น วิกฤตฟองสบู่ทิวลิป (The Dutch Tulip Mania Bubble) ซึ่งนับเป็นวิกฤตฟองสบู่ครั้งแรกของโลก ในช่วงปี 1634-1637 หรือราว ๆ เกือบ 400 ปีก่อน 

เนื่องจากดอกทิวลิปเป็นสิ่งที่แสดงฐานะทางสังคมหรือความไฮโซของชาวดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน ทำให้เกิดความต้องการดอกทิวลิปมากขึ้นจนมีการซื้อขายดอกทิวลิปล่วงหน้าเพื่อไปปลูกขายทำกำไรต่อไป แต่ท้ายที่สุดเมื่อราคาแพงถึงจุดที่ไม่มีใครยอมซื้อจึงเกิดการเทขาย ราคาดอกทิวลิปร่วงลงทันทีจากสูงสุดที่ 200 หน่วย ลงมาเหลือไม่ถึง 1 หน่วยภายในเวลา 3 เดือน

รวมถึงวิกฤตดอทคอม (Dot-com Bubble) ในช่วงปี 2000 ที่เป็นวิกฤตฟองสบู่ในตลาดหุ้น Nasdaq ซึ่งเป็นตลาดหุ้นสำหรับบริษัทเทคโนโลยี ซอฟท์แวร์และอินเทอร์เน็ต ด้วยเป็นช่วงเริ่มต้นของยุคเทคโนโลยี กลยุทธ์ของบริษัทเหล่านี้ไม่สามารถสร้างผลกำไรให้เติบโตได้ทัน

จนสุดท้ายตลาดหุ้น Nasdaq เกิดการเทขายอย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี จากจุดสูงสุดที่ 5,000 จุดในช่วงต้นปี 2000 ลงมาจุดต่ำสุดที่ 1,120 จุดในช่วงปลายปี 2002 เช่นเดียวกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์หรือ Subprime Crisis ในช่วงปี 2007-2009 จากวิกฤตฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ 

แม้ว่าราคาบิตคอยน์อาจมีปรับขึ้นมาบ้างเล็กน้อย จากกระแสข่าวดีอย่าง Goldman Sachs ที่บอกว่าในอนาคต Cryptocurrency มีโอกาสกลายเป็นสินทรัพย์การลงทุนยุคใหม่ รวมทั้ง Ray Dalio เจ้าของ Hedge Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Bridgewater Associates ที่ออกมาสนับสนุนการถือบิตคอยน์มากกว่าการถือครองพันธบัตร

แต่ภาพรวมจะเห็นว่าการเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์ในปัจจุบันเทียบกับวิกฤตฟองสบู่อย่างวิกฤตดอทคอมจากดัชนีตลาดหุ้น Nasdaq มีความคล้ายคลึงกันอยู่พอสมควร ส่วนหนึ่งเพราะเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ ดอกเบี้ยเงินฝากบ้านเราไม่ถึง 1% แต่เงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเริ่มปรับตัวสูงขึ้น 

รวมทั้งผลจากโควิด-19 ทำให้คนทั่วโลกต่าง WFH อาจทำให้มีสภาพคล่องเพียงพอและมีเวลาว่างมากขึ้น จึงหันมาหาสินทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์แบบเดิม และเงินดิจิทัลก็เป็นสินทรัพย์หนึ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะไม่มีตัวกลางอย่างธนาคารหรือหน่วยงานใดมาคอยกำกับและเก็บข้อมูล แต่ทำงานและควบคุมด้วยตัวเองบน Blockchain

ราคา Cryptocurrency สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มยอมรับมากขึ้น มีสถาบันการเงินและธุรกิจเริ่มทำธุรกรรมด้วย Cryptocurrency มากขึ้น ขณะที่ในไทยเองก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนหน้าใหม่มากขึ้น มีการเปิดบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่า 500,000 บัญชีในรอบปีที่ผ่านมา แต่การเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์และ Cryptocurrency อื่น ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ราคาอนาคตได้อย่างแม่นยำ เพราะสภาวะราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา 

ดังนั้น เราในฐานะนักลงทุน การทำการบ้าน ศึกษาหาความรู้ด้านการเงิน การออม และการลงทุนในสินทรัพย์ที่เราสนใจจึงเป็นพื้นฐานแรกที่จำเป็นสำหรับนักลงทุนทุกคน

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
error: