สวีเดนอาจจะไม่ใช่ประเทศที่โดดเด่นในโลกของการเงิน การลงทุน หรือมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ จีน หรือประเทศอื่น ๆ ในยุโรป อาทิ เยอรมัน อังกฤษ แต่รู้หรือไม่ว่า สวีเดนเป็นประเทศที่จัดการกับ “วิกฤตการเงิน” ได้อย่างยอดเยี่ยมมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ถึงขนาดที่ว่า ถ้าเกิดวิกฤตทางการเงินขึ้นมา “Swedish Way” จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
สวีเดนเกิด “วิกฤตการเงิน” ได้อย่างไร และสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ภายใน 2 ปี ด้วยวิธีไหน
เดิมทีสวีเดนเป็นประเทศที่ถือว่ามีระบบธรรมาภิบาลดีเยี่ยม และดำเนินระบบเศรษฐกิจแบบรัฐสวัสดิการ แต่ภายหลังจากการเริ่มต้นเปิดเสรีทางการเงินของสวีเดนในช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 ทำให้เกิดการก่อหนี้จำนวนมากในประเทศสวีเดน แม้ช่วงแรกจะเป็นเพียงการกู้ยืมภายในเป็นหลัก แต่เมื่อเศรษฐกิจเฟื่องฟูมากขึ้น ทำให้ธนาคารในสวีเดนเริ่มกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อนำมาปล่อยกู้ให้กับธุรกิจภายใน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้อานิสงส์จากหลักการรัฐสวัสดิการ ที่การให้ประชาชนมีความมั่นคงทางที่อยู่อาศัย คาดการณ์ว่าภาคเอกชนของสวีเดนในเวลานั้นได้ก่อหนี้สะสมถึง 5.41 แสนล้านโครน หรือประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (อิงจากค่าเงินปัจจุบัน) คิดเป็นสัดส่วนถึง 35% ของ GDP
ขณะเดียวกันราคาของอสังหาริมทรัพย์ได้พุ่งขึ้นสูงมาก จนทำให้ค่าเงินโครนของสวีเดนแข็งเกินจริง และเมื่อการควบคุมทางการเงินอ่อนแอลง พร้อม ๆ กับการอิ่มตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ฟองสบู่แตกออกมาในที่สุด และทำให้ค่า GDP ของสวีเดนในช่วงนั้นดิ่งลงจาก 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาเหลือเพียง 2.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือลดลง 25% แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ แนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลสวีเดนในขณะนั้น ซึ่งทำให้ประเทศสวีเดนสามารถกลับมาเดินหน้าต่อได้ภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปี หลังจากเกิด “วิกฤตการเงิน”
เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องเผชิญกับมัน นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลสวีเดนลงมือจัดการแก้ไขทันทีหลังจากเกิดวิกฤต โดยเริ่มจากการให้ธนาคารที่ประสบปัญหาและต้องการเข้าสู่การฟื้นฟู เริ่มต้นยอมรับและบันทึกผลขาดทุนทั้งหมด พร้อมออกหุ้นส่วนหนึ่งให้รัฐบาลเข้ามาถือเพื่อปรับโครงสร้าง นวัตกรรมในการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งในขณะนั้น คือ การจัดตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า Bankstödsnämnden (BSN) ขึ้นมาในเดือน พ.ค. 1993 โดยหน้าที่หลักของ BSN คือการใช้ทุนของภาครัฐในการช่วยเหลือธนาคารที่อาการกำลังโคม่า
ทั้งนี้ BSN จะประเมินขนาดของความช่วยเหลือโดยอิงกับหนี้เสียของธนาคาร หรือในกรณีที่จำเป็น BSN สามารถเข้ายึดกิจการของธนาคารนั้น ๆ ซึ่งการช่วยเหลือทั้งหมดนี้มีลักษณะโปร่งใสและชัดเจนในรูปแบบของการอัดฉีดเงินทุนให้กับกิจการ หากจะสรุปให้ง่ายก็คือ รัฐบาลสวีเดนไม่พยายามที่จะอุ้มธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดด้วยการแบกรับภาระหนี้เสียแทน รวมทั้งการกำหนดเงื่อนไขหลายประการสำหรับการให้ความช่วยเหลือธนาคารแต่ละแห่ง โดยเฉพาะการลดความเสี่ยง การปรับปรุงการควบคุมภายใน และการลดต้นทุนต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลสวีเดนเลือกที่จะไม่เดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจาก IMF ดังเช่นที่หลาย ๆ ประเทศเลือกทำ และใช้วิธีการค้ำประกันเงินฝากในลักษณะครอบคลุมทั้งหมดแก่เจ้าหนี้ และผู้ฝากเงิน ซึ่งในท้ายที่สุด ทำให้รัฐบาลยังได้รับเงินชดเชยกลับมาจากการขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่รัฐเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างหนี้
หลังจากใช้เวลาในการแก้ปัญหาอยู่ประมาณ 2 ปี GDP ของสวีเดนกลับมาเติบโตอีกครั้งระหว่างปี 1994 – 1996 เป็น 2.26 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 2.64 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 2.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ ส่วนทุกวันนี้ คงจะไม่ต้องเป็นห่วงอะไรมาก (เท่ากับอีกหลาย ๆ ประเทศที่กำลังพัฒนา) สวีเดนยกระดับตัวเองกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วอันดับ 8 ของโลก แม้จะมี GDP อยู่ที่ประมาณ 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใกล้เคียงกับไทยที่ 5.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ GDP ต่อรายนั้นสูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าไทยประมาณ 6-7 เท่าตัว
แม้สถานการณ์ของโลกการเงินในปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกันระหว่างประเทศที่มากขึ้น แต่หลักการในเรื่องของความโปร่งใส และรวดเร็วในการจัดการกับปัญหา ยังคงเป็นบทเรียนและแรงบันดาลใจที่ดีเพื่อนำมาปรับใช้กับปัญหาในยุคนี้
Comment