ถ้าพูดถึงหุ้นของกิจการปั็มน้ำมัน แทบทุกคนคงละเมอตอบชื่อ “ PTT (ปตท.)” ออกมาจากจิตใต้สำนึกได้เลย เพราะในช่วงปีสองปีมานี้ เค้าก็ขยันเป็นข่าวพอสมควร ทั้งเรื่องการแตกพาร์จากพาร์ละ 10 บาทเป็นพาร์ละ 1 บาท ที่ทำเอาทั้งตลาดสะเทือนเมื่อปีก่อน หลังจากนั้นก็ประกาศว่าจะแยกธุรกิจประเภท Non-Oil และขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในชื่อ “PTTOR”
ทำธุรกิจปั๊มน้ำมัน แต่มีธุรกิจ Non-Oil หรือธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมันงั้นเหรอ ? อ๊ะๆ อย่าเพิ่งทำหน้างงกันนะ ธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมีอยู่ในทุกๆ กิจการปั๊มน้ำมัน ทั้งเอสโซ่ PTG ปั๊มท้องถิ่นก็มีนะ แต่เค้าไม่ได้จดทะเบียนเข้าตลาด พี่ทุยขอข้ามไปแล้วกัน
Non-Oil Business หรือ ธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมันในปั๊มน้ำมันคืออะไร ?
ด้วยปัญหาหลายอย่าง กิจการปั๊มน้ำมันจึงต้องปรับตัวตามเทรนด์โลกและมุ่งในการทำธุรกิจอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมันมากขึ้น อย่างร้านกาแฟ ร้านมินิมาร์ทภายในปั๊มน้ำมัน แรงจูงใจนึงคงมาจากลักษณะพฤติกรรมของคนไทย ที่เวลาเดินทางไกล มักมองว่าปั๊มน้ำมันไม่ใช่ที่เติมน้ำมันเท่านั้น แต่เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ยืดเส้นยืดสายก่อนที่จะเดินทางต่อ และสมรภูมิรบ Non-Oil ก็ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟ ที่นำมาด้วยร้าน Amazon Café ของ PTT ตามมาติดๆด้วยร้านกาแฟพันธุ์ไทยและร้านกาแฟคอฟฟี่เวิร์ลจากปั๊มน้ำมันพีที (จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยชื่อ PTG) กับร้านกาแฟอินทนิลแห่งปั๊มน้ำมันบางจาก (จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยชื่อ BCP)
ทำไมปั๊มน้ำมันต้องทำธุรกิจ Non-Oil ล่ะ ?
ปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตหลายรายได้ปล่อย “รถยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งก็หมายถึงว่ารถเหล่านั้นไม่ต้องซดน้ำมันอีกแล้ว รวมถึงปัญหาอื่นๆ เช่น เรื่องพลังงานที่มีจำกัด ควบคุมราคาเองก็ไม่ได้
นอกจากเรื่องพลังงานทดแทนที่จะมาแทนน้ำมันแล้ว ทุกครั้งที่เปิดดูกราฟราคาน้ำมันดิบ พี่ทุยก็อดไม่ได้ที่จะเสียวไส้ทุกครั้ง จะอะไรซะอีกล่ะ… ก็เล่นเหวี่ยงซะจนหัวหมุนเลย แบบว่าถ้าเปิดสถานะถูกทางมีเฮ ผิดทางชีวิตเปลี่ยนกันเลยทีเดียว (ฮ่า)
ที่เอามาให้ดูกัน คือ กราฟรายเดือน ที่แท่งเทียน 1 แท่งจะแสดงระยะเวลา 1 เดือนนะ เห็นแล้วสยองเลย (บรื๋อ)
ในขณะที่ราคากาแฟน่าจะความผันผวนน้อยกว่า พี่ทุยไม่เอากราฟราคากาแฟซื้อขายล่วงหน้าของอเมริกามาเปรียบเทียบนะ เพราะแต่ละที่อาจจะใช้เมล็ดกาแฟจากแหล่งต่างกัน และในประเทศไทยเราก็มีแหล่งปลูกกาแฟหลายที่เหมือนกัน เช่น ถ้าเป็นพันธ์โรบัสต้า นิยมปลูกกันในภาคใต้ แต่ถ้าพันธ์อะแรบิก้าต้องปลูกที่ภาคเหนือ อย่างดอยช้าง จ.เชียงราย เค้าอาจจะใช้เมล็ดกาแฟที่ปลูกภายในประเทศก็ได้ ซึ่งคงไม่มีความผันผวนระดับรถไฟเหาะอย่างน้ำมันดิบ พอควบคุมต้นทุนได้ กำไรก็จะมาเองไง (เย้)
นอกจากนี้พี่ทุยยังรู้มาว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันมีอัตรากำไร (Margin) เพียง 4% ขณะที่กลุ่มค้าปลีกมีอัตรากำไรสูงถึง 30% ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมธุรกิจปั๊มน้ำมันทั้งหลายถึงเริ่มหันมาขยายตลาด Non-Oil มากขึ้น
ถ้าเราสังเกตุจะเห็นว่า ร้านกาแฟเหล่านี้ไม่ได้เปิดอยู่ในปั๊มที่ต้องอาศัยการขยายสาขาของปั๊มน้ำมันในการเติบโตเท่านั้น แต่เปิดแยกตามที่ต่างๆเลย เช่น ตามสนามบินหรือห้างสรรพสินค้า
งั้นเรามาดูธุรกิจ Non-Oil โดยโฟกัสไปที่ร้านกาแฟกันดีกว่า
1. PTT
ร้านกาแฟที่เค้าเปิดคือ “Café Amazon” ถ้าถามพี่ทุยว่าร้านนี้ฮอตฮิตติดลมบนขนาดไหน ขอตอบเลยว่ามากกกก เพราะกาแฟอเมซอนครองส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่าแบรนด์ระดับโลกอย่างสตาร์บัคส์ (Starbucks)ไปแล้ว โดยกินส่วนแบ่งการตลาดกาแฟไป 40% ในขณะที่สตาร์บัคส์ตกกระป๋องด้วยส่วนแบ่งการตลาด 30% พูดง่ายๆว่าคนซื้อกาแฟอเมซอนดื่มมากกว่าสตาร์บัคส์!
ปัจจุบันรายได้จากร้านกาแฟอเมซอนเป็นส่วนในรายได้รวม 1% ที่เกิดจากธุรกิจ Non-Oil เท่านั้น แต่ถ้าเจาะลึกถึงธุรกิจ Non-Oil ทั้งหมดของอาณาจักร ปตท. แล้ว มีทั้ง Jiffy Daddy Dough ฮั่วเซ่งฮง Fit ออโต้ และอื่นๆ กาแฟอเมซอนสร้างรายได้ถึง 60% ในส่วนนี้
พี่ทุยขอเอาตัวเลขทางการเงินมาให้ดูคร่าวๆ นะ
จากรูป รายได้หรือรายรับรวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีตั้งแต่ปี 2559 โดยรายได้ที่เกิดจากธุรกิจอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมันมีสัดส่วนเพียงแค่ 1% แต่เมื่อคิดเป็นกำไรที่เกิดขึ้นจริงจากรายได้เหล่านี้แล้ว พบว่าในปี 2561 ที่ผ่านมา ปตท. มีกำไรลดลง เพราะบริษัทร่วมขาดทุนสต๊อกน้ำมัน จึงกระทบกับกำไรของบริษัท ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า แม้กำไรโดยรวมจะลดลง แต่กำไรส่วนที่เกิดจากธุรกิจอื่นๆที่มีสัดส่วนรายได้เพียง 1% เท่ากันทุกปี กลับเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 6% และสุดท้ายก็เพิ่มเป็น 7% เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา
เมื่อรายรับรวมเท่าเดิมแต่กำไรเพิ่มขึ้น ก็หมายถึงสามารถจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพได้มากขึ้นยังไงล่ะ
และมีแนวโน้มว่าปตท.จะพยายามปลูกต้นกล้า 1% นี้ให้โตขึ้น ด้วยการตั้งเป้าว่าจะขยายเพิ่มเป็น 3,500 สาขาภายใน 5 ปีด้วยนะ
2. PTG
หลายๆคนน่าจะเคยได้ยินร้านกาแฟพันธุ์ไทย ไม่นานมานี้ PTG ได้เข้าซื้อหุ้นของร้าน COFFEE WORLD เรียกได้ว่าเป็นการเดินหน้าเข้าสู่สมรภูมิรบธุรกิจ Non-Oil อย่างเต็มสูบเลยทีเดียว ก่อนหน้านี้ร้านกาแฟพันธุ์ไทยมีอยู่ประมาณ 100 สาขาตามปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ เมื่อรวมกับร้าน COFFEE WORLD ซึ่งชอบเปิดอยู่ในห้างแล้ว ก็เท่ากับ PTG มีร้านกาแฟของตัวเองราว 200 สาขาเลยทีเดียว
ปัจจุบัน PTG มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Non-Oil เพียงแค่ 2-3% เท่านั้น แต่วางแผนว่าภายในปี 2565-2566 จะมีรายได้ในส่วนของกำไรจากธุรกิจ Non-Oil 60% และธุรกิจน้ำมัน 40%
จะเห็นได้ว่า รายได้ที่เกิดจากธุรกิจ Non-Oil มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง
3. BCP
หรือปั๊มบางจาก ทำร้านกาแฟผ่านใต้เเบรนด์ “อินทนิล” ปั๊มบางจากได้ขยายธุรกิจเสริมหลายอย่าง เพื่อดึงดูดใจลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น เช่น ร้านกาแฟอินทนิล ร้านสะดวกซื้อ SPAR
ปัจจุบันมีร้านกาแฟอินทนิลมากกว่า 400 สาขาและร้านสะดวกซื้อ SPAR มากกว่า 30 สาขาทั่วประเทศแล้ว นอกจากนี้ร้านกาแฟอินทนิลยังโกอินเตอร์อีกด้วยนะ เพราะไปเปิดสาขาในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชากับลาว BCP ยังวางเป้าหมายอีกด้วยนะจ๊ะ ว่าภายใน 3 ปีนี้จะขยายสาขาเพิ่มเป็น 50 สาขา
กิ้งก่ายังต้องเปลี่ยนสีตามสิ่งแวดล้อมให้สามารถอยู่รอดได้ มนุษย์เราก็ปรับเปลี่ยนไปมากมายก่อนจะมาเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ในปัจจุบันนี้ ก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่ธุรกิจต่างๆจะพยายามวิ่งตามเทรนด์โลกที่ไม่เคยหยุดหมุน จะได้ไม่โดน “Natural Selection (การคัดเลือกโดยธรรมชาติ)” คัดออกจากวงโคจรยังไงล่ะจ๊ะ ตอนนี้พี่ทุยขอตัวไปหากาแฟจิบก่อนนะ เขียนบทความแล้วเปรี้ยวปาก ฮี่ฮี่
Comment