ปัญหาไวรัสโคโรน่า กระทบเศรษฐกิจ
พี่ทุยว่าช่วงนี้น่าจะเป็นปีชงของโลกเราเลยละมั้ง ฮ่า ๆ เพราะนอกจากปัญหา PM2.5 ในอากาศแล้วอีกเรื่องที่น่าเป็นกังวลอย่างหนักเลยคือไวรัสโคโรน่า ที่ปัจจุบันตัวเลขผู้ติดเชื้อก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเหตุการณ์นี้ กระทบตัวเลขการท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด และอาจกระทบการใช้จ่ายในประเทศ จากความกังวลเรื่องไวรัส เพราะไทยเองก็เป็นประเทศอันดับต้น ๆ ที่มีความเสี่ยงในไวรัสเช่นกัน
ซึ่งผลกระทบต่าง ๆ พี่ทุยว่าต้องติดตามกันวันต่อวันเละว่าเป็นอย่างไรบ้าง สำหรับตอนนี้ต้องคอยระมัดระวังไปไหนมาไหนก็อย่าลืมใช้ผ้าปิดปากด้วย ก่อนกินข้าวก็ต้องล้างมือ แล้วถ้ามีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์โดนทันทีห้ามวางใจเด็ดขาด
มาตรการที่คาดว่าจะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ
จากผลกระทบต่าง ๆ ที่ทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัว เพื่อช่วยโอบอุ้มเศรษฐกิจที่กำลังเจอปัญหา จึงมีการพิจรณาออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยวางเป้าหมายที่จะเริ่มดำเนินการภายในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2563
มาตรการที่คาดว่าจะนำมาใช้คือ ”ชิมช้อปใช้ 4” หลังจากที่โดนเบรคมาตอนช่วงต้นปี ก็ได้ถูกนำมาเสนออีกครั้ง เพื่อความต่อเนื่องของโครงการ อีกทั้งโครงการเองยังมีเงินเหลือจากมาตรการเก่าอีก 5,000 ล้านบาท จากงบเดิมที่จะใช้ 19,000 ล้านบาท และอาจนำงบกลางปี 2563 มาสนับสนุนเพิ่มเติมในโครงการนี้
โดย ชิมช้อปใช้ 4 นี้จะมีการปรับปรุงแผนให้ดีขึ้นจากข้อผิดพลาดที่ผ่าน ๆ มา ให้เม็ดเงินที่นำมาใช้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะมีการเปิดรับลงทะเบียนเพิ่ม ทั้งด้านประชาชนที่ยังไม่ได้รับสิทธิ และเปิดรับร้านค้าใหม่ ๆ เพิ่มเติมขึ้นอีก ส่วนในด้านการแจกเงินเพิ่มหรือไม่นั้น ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา
อีกมาตรการก็คือก็คือ “มาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว” ให้คนไทยเที่ยวเมืองไทย โดยวางแผนจะให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในไทยนั้นสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ และมีการสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวในไทยให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยจะให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื้อสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวโดยตรง ได้ดอกเบี้ยพิเศษไว้ใช้ในการปรับปรุงที่พัก และแหล่งท่องเที่ยว และอาจนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปลดหย่อนภาษีได้มากกว่าปกติอีกด้วย ส่วนรายละเอียดนั้นต้องจับตามองกันต่อไปว่าจะออกมามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร
ผลตอบรับมาตรการชิมช้อปใช้
ผลตอบรับดีจนเตรียมลุยเฟส 4 กับมาตรการ ชิมช้อปใช้ โดยปัจจุบันมีประชาชนผู้ลงทะเบียนแล้วทั้ง 3 เฟส 12.6 ล้านราย และร้านค้าในประเทศที่ลงทะเบียนแล้ว 170,000 ร้านค้า โดยใน 3 เฟสแรกนั้นจะแบ่งเป็น 2 กระเป๋าเงิน โดยตั้งงบประมาณทั้งหมดไว้ที่ 19,000 ล้านบาท
โดยกระเป๋าแรก จะเป็นแจกเงิน 1,000 บาทโดยตรงให้กับประชาชน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินส่วนนี้ให้ประชาชนไปใช้จ่ายกันตรง ๆ โดยจะแจกให้ประชาชนที่ลงทะเบียน 13 ล้านคน รวมเป็น 13,000 ล้านบาท
ส่วนกระเป๋าที่ 2 จะเป็นการคืนเงินจากยอดที่ใช้จ่ายไป หรือเมื่อประชาชนใช้จ่ายรัฐจะช่วยสนับสนุนเงินให้อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินคืน (Cash Back) โดยเงินที่คืนนั้นจะได้แตกต่างกันไปตามเฟสที่ลงทะเบียนและวงเงินที่ใช้ไป
โดยข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2563 มีการใช้เงินจากกระเป๋า 2 นี้ไปทั้งหมด 11,600 ล้านบาท หากคิดเป็นที่รัฐเตรียมจะจ่ายคืน (Cash Back) เป็นยอดเงินประมาณ 2 พันกว่าล้านบาท ทำให้ยังมีงบจากมาตรการชิมช้อปใช้เหลือและจะนำไปสนับสนุนชิมช้อปใช้ 4 เพื่อความต่อเนื่อง
ปัญหาโกงเงินชิมช้อปใช้
เนื่องจากเงินชิมช้อปใช้นั้นเป็นมาตรการสนับสนุนให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ สนับสนุนให้คนไทยอุดหนุนคนไทยกันเองเกิดการหมุนเวียนเงินในระบบกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็มีคนหัวใสใช้ประโยชน์จากกระเป๋าเงินที่ 2 กระเป๋าเงินคืน
โดยมีการโอนเงินเพื่อจ่ายค่าสินค้าเป็นยอดเงินที่สูงแต่ไม่ได้มีการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และสัญญาจะนำเงินมาจ่ายคืนเมื่อได้รับเงินคืน (Cash Back) จากภาครัฐ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อเป้าหมายที่รัฐต้องการสนับสนุน
ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ตรวจพบและกำลังทำการตรวจสอบรายละเอียด จึงทำให้การคืนเงินของกระเป๋า 2 ถูกเลื่อนออกไปก่อน ซึ่งร้านค้าที่ทำถูกต้องไม่ได้ทุจริตก็จะได้เงินคืนตามปกติ แต่ร้านค้าที่ตรวจพบการทุจริตนี้จะถูกขึ้นบัญชีดำของโครงการรัฐไว้ และจะไม่มีการคืนเงินให้กับร้านค้าดังกล่าว
จริง ๆ พี่ทุยว่าถ้าเค้าอยากโกงโดยการโอนเงินกันปลอม ๆ พวกนี้น่าจะเรียกเก็บภาษีซะให้เด็ดเพราะรายได้ที่เกิดจากการจ่ายผ่านแอปพลิเคชั่น ถ้าให้ถูกต้องมันต้องถือเป็นรายได้ของร้านค้านั้น ๆ ด้วยเพราะลองคิดดูว่าถ้าโอนกันหลอก ๆ โดนภาษีกัน จะมีร้านค้าไหนกล้ารับโอนหลอกมั้ย ? ปัญหาเลยไปอยู่ที่ระบบการเลือกเก็บภาษีอีกต่อหนึ่ง
เกิดอะไรขึ้นกับชิมช้อปใช้ อินเตอร์
ช่วงที่ผ่านมาเราน่าจะได้ยินข่าวเรื่อง “ชิมช้อปใช้ อินเตอร์” ก็ถูกกระแสโซเชียลคัดค้านหนักจากหลาย ๆ ช่องทาง กับมาตรการแจกเงินให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย โดยเป้าหมายแรกของ “ชิมช้อปใช้ อินเตอร์” นั้นตั้งขึ้นมาเพื่อบรรเทาปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้กำลังซื้อของต่างชาติลดลง ในมุมมองของชาวต่างชาติที่มาเที่ยวไทยนั้นจะรู้สึกว่าของในไทยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆแพงขึ้นกว่าแต่ก่อน เช่นเดียวกับคนไทยที่ช่วงนี้ไปต่างประเทศกันเยอะเพราะค่าเงินบาทของไทยเองแข็งค่า ก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้นด้วยเม็ดเงินเท่าเดิมเมื่อเทียบกับแต่ก่อน
ซึ่งจากค่าเงินบาทที่แข็งค่านี้ทำให้เป้าหมายการเติบโตของนักท่องเที่ยว และยอดการใช้จ่ายของต่างชาติที่คาดไว้ในโตไม่ถึงเป้าที่คาดไว้ โดยปีที่ผ่านมายอดการใช้จ่ายนักท่องเที่ยว ขยายตัวเพียง 4-5% จากเป้าหมาย 10%
ปัจจุบัน “ชิมช้อปใช้ อินเตอร์” ถูกชะลอการนำเสนอไปก่อนเนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าที่เข้ามากระทันหัน แต่ก็ยังมีมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว ที่พักอื่น ๆ อยู่
ถ้าถามส่วนตัวพี่ทุยก็มองว่าไอพวกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจพวกนี้แย่มั้ย มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่หรอกก็เป็นมาตรการในการกระตุ้นระยะสั้น ๆ ที่ให้เศรษฐกิจหมุนต่อไปได้ ซึ่งทุกปีจะมีงบประมาณกระตุ้นสั้นพวกนี้อยู่แล้ว คนละส่วนกับการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานพวกนั้น แต่ปัญหาก็คือ “ประสิทธิภาพในการใช้นโยบาย”มากกว่า
อย่างที่พี่ทุยเกริ่นไปว่าถ้าระบบเก็บภาษีทำได้ดี รัฐบาลน่าจะเก็บภาษีได้เพิ่มอีกเยอะเลยเพราะร้านค้าที่รับเงินจากมาตรการชิมช้อปใช้ได้ จากประสบการณ์พี่ทุยคือหลาย ๆ ร้าน โดยเฉพาะร้านค้าเล็กน่าจะไม่ได้เสียภาษีกันเลย จริง ๆ ถ้าเรียกเก็บอย่างถูกต้องได้ก็จะเป็นรายได้กลับมาที่รัฐได้อีก
อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือเรื่องของ “การเก็บข้อมูล” การอัดฉีดนโยบายลักษณะนี้ ถ้ามีการเก็บข้อมูลที่มีคุณภาพด้วยเช่น คนพื้นที่ไหนเอาเงินไปทำอะไร ซื้ออะไร คนอายุเท่านั้นเท่านี้ชอบเอาเงินไปซื้ออะไร เราก็จะได้ข้อมูลของ “ผู้บริโภค” มาด้วย ซึ่งก็จะเอาไปขาย เอาไปพัฒนาให้นโยบายครั้งหน้าตรงจุดตรงประเด็นมากขึ้นก็สามารถทำได้ แต่พี่ทุยก็ไม่แน่ใจว่าทางรัฐบาลเค้ามีทำตรงจุดนี้หรือเปล่า ถ้าไม่มีบอกได้เลยว่าน่าเสียดายมาก ๆ ยุค Big Data ใครที่มีข้อมูลมากกว่าก็จะทำอะไรได้มากกว่าเสมอ..
Comment