หลายๆคนจะสังเกตเห็นว่าช่วงนี้รัฐบาลเริ่มออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวหรือมาตรการช็อปช่วยชาติต่างๆ หนำซ้ำยังใช้คำที่ค่อนข้างชัดเจนอย่างคำว่า “พยุงเศรษฐกิจ” อีกด้วย รวมๆแล้วพี่ทุยก็ส่อแววแหละว่าเศรษฐกิจเริ่มจะไม่ดีแล้ว ตอนนี้พี่ทุยมีเฉลยมาให้ดูกันว่าจริงเหมือนที่พี่ทุยพูดมั้ย
วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.หรือ NESDC) ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ของปี 2562 ซึ่งจากประสบการณ์ของพี่ทุย พี่ทุยบอกเลยว่าตัวเลขไตรมาสแรกของปีมักจะเป็นตัวเลขที่สำคัญและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายต่างๆตลอดทั้งปีเลย เนื่องจากมันเป็นจุดตั้งต้นและมันมักจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนต่างๆ ของนักลงทุนอีกด้วย ตัวเลขนี้จึงค่อนข้างสำคัญเลย บทความนี้พี่ทุยจะมาเล่าและวิเคราะห์ให้ฟังว่า เศรษฐกิจไตรมาส 1 ปี 2562 เป็นอย่างไร
เริ่มจากตัวใหญ่ที่สุดอย่าง GDP ไตรมาส 1 มีการขยายตัวที่ 2.8% คำถามคือ เศรษฐกิจขยายตัว 2.8% เนี่ยถือว่าขยายตัวมากหรือน้อย สำหรับพี่ทุยแล้วถือว่าน้อยไปนิดนะ โดยพี่ทุยดูจากการประมาณการของหลายๆหน่วยงานที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ อย่างของ NESDC เองก็พอเห็นตัวเลขไตรมาสแรกออก ก็ปรับลดเป้าประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงทันทีเลย ซึ่งพี่ทุยบอกได้ว่าเลย เดี๋ยวคงมีข่าวออกตามหน้าหนังสือพิมพ์อีกหลายๆฉบับอย่างแน่นอน และยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลข 2.8 % นี้ออกมาน้อยกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 3.6% ซึ่งห่างกันเยอะมาก
พี่ทุยอยากจะบอกเพิ่มเติมอีกว่า ครั้งสุดท้ายที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่า 3% คือ เมื่อปี 2558 เลย ซึ่งก็ประมาณ 3-4 ปีมาแล้ว จึงยิ่งตอกย้ำเลยว่าไตรมาสนี้เศรษฐกิจมันเริ่มถึงขาลงแล้วนั่นเอง ทีนี้เรามาดูกันว่าเศรษฐกิจที่แผ่วมาจากปัจจัยอะไรกันบ้าง
อย่างแรกเลยหากใครที่ไม่คุ้นเคยมาดูตารางก็จะงงว่าทำไมตัวเลขไม่ตรงกัน ซึ่งจริงๆแล้วพี่ทุยจะอธิบายง่ายๆ ว่า GDP มันวัดได้ 3 แบบด้วยกัน คือ (1) วัดจากภาคการผลิต (2) การใช้จ่ายและ (3) ด้านรายได้ ซึ่ง สุดท้ายทั้ง 3 แบบต้องเท่ากัน อย่างในตารางด้านบนจะเห็นว่า GDP ด้านการใช้จ่ายขยายตัวที่ 2.7 % จะต่างจากข้างบนเล็กน้อยที่เป็นการวัดจากด้านผลิตที่ 2.8 % ซึ่งหากแปลง่ายๆ คือ เวลาที่เราผลิตมากกว่าใช้มันก็จะเหลือเป็น Stock นั่นเอง ผลิตออกมา 2.8 แต่ขายได้ 2.7 ก็จะเหลือเก็บเป็นสินค้าคงคลัง (ซึ่งในตารางที่เผยแพร่เขาจะเรียกว่า สินค้าคงคลัง) โดยพี่ทุยจะวิเคราะห์เศรษฐกิจในด้านการใช้จ่ายแล้วกัน เนื่องจากมันจะมีองค์ประกอบที่เราคุ้นเคยอย่างพวกการส่งออก การบริโภคและการลงทุน
ประเทศไทยเริ่มส่งสินค้าออกได้ลดลง โดยปริมาณการส่งออกหดตัวถึง 5.4% ซึ่งการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลักๆของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด เปรียบเหมือนเครื่องยนต์หลักของเราเลยก็ว่าได้ แต่มาในวันนี้เครื่องยนต์ตัวนี้เริ่มทำงานไม่ดีแบบแต่ก่อน พอเราส่งสินค้าออกไม่ได้เศรษฐกิจไทยเราจึงเติบโตลดลงมาก เหตุหลักๆก็คงหนีไม่พ้นผลกระทบจาก Trade War นั่นแหละ
เนื่องจากประเทศไทยเราถือว่าอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีนหรือแปลง่ายๆว่า เราผลิตสินค้าขั้นต้นบางอย่างให้จีนและจีนก็ส่งออกต่อไปอีกทีหนึ่ง อย่างพวกยางพารา ล้อรถยนต์ สินค้าเกษตร และ Hard Disk Drive ทีนี้พอจีนทะเลาะกับสหรัฐฯ จีนส่งไปอเมริกาลำบาก เราก็เลยซวยไปด้วย
ในไตรมาส 1 นี้ เราส่งออกไปตลาดจีนลดลงไป 9.2%
เราสามารถส่งออกไปจีนลดลง 9.2% สำหรับพี่ทุยแล้วถือว่ายังเบาๆนะ เพราะพี่ทุยมองว่าต่อไป Trade War จะเริ่มเข้มข้นกว่านี้อีก เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดเลย
อีกตัวเลขที่พี่ทุยค่อนข้างแปลกใจก็คือ การส่งออกภาคบริการของไทย หลายคนที่ไม่คุ้นเคย พี่ทุยอยากจะบอกว่าการส่งออกภาคบริการเนี่ย ตัวหลักก็คือภาคท่องเที่ยวของเรานั่นเอง แปลง่ายๆ คือ เวลาที่ต่างชาติมาเที่ยวในไทยก็เหมือนเราส่งออกบริการเลยออกไป นอกจากนี้มันจะมีหมวดอื่นๆอีก เช่น การให้บริการทางกฎหมายแก่ชาวต่างชาติ เป็นต้น ซึ่งจากข้อมูลที่ออกมาพบว่า หดตัวถึง 3.9% อันนี้แหละที่พี่ทุยค่อนข้างแปลกใจ
เนื่องจากว่าในช่วงที่ผ่านเราจะเห็นนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวต่างๆมากมายเลย เช่น การยกเว้นค่าธรรมเนียม Visa ขนาดมีมาตรการกระตุ้นขนาดนี้ตัวเลขนี้ยังติดลบเลย พี่ทุยจึงอดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆว่า ปีนี้การส่งออกภาคบริการของเราจะหดตัวอีกแค่ไหน
ยังไงก็ตามแม้ว่า 2 องค์ประกอบที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยจะเป็นลบ แต่ก็ยังมีเรื่องที่พี่ทุยพอจะคลายความกังวลไปบ้างก็คือตัวเลขการใช้จ่ายภาคเอกชนในประเทศที่ออกมาค่อนข้างดีเลยแหละ อย่างตัวแรกการบริโภคภาคเอกชนหรือแปลง่ายๆ ก็คือ การกินอยู่จับจ่ายใช้สอยของเราเนี่ยแหละ ซึ่งขยายตัวได้ 4.6% เลยนะ ถึงแม้ว่ามันจะน้อยกว่าไตรมาสก่อน แต่พี่ทุยก็ถือว่าการเติบโตค่อนข้างดีอยู่ โดยพี่ทุยเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 2ปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวเฉลี่ย 3.8% เท่านั้นเอง
และนอกจากนี้จริงๆ แล้วหากเราติดตามตัวเลขส่งออกมาซักระยะหนึ่ง จะพบว่าจริงๆการส่งออกของเรามันเริ่มเข้าสู่ขาลงตั้งนานแล้วแหละ แต่ตัวเลขการบริโภคของเรายังดีอยู่นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเลย แต่พี่ทุยก็ยังคงกังวลในอนาคตเหมือนกันเพราะ Trade War มันเริ่มรุนแรงมากขึ้นจริงๆ มันคงต้องส่งผลต่อการบริโภคในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน ดังนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอะไรมาคอยช่วยบ้าง ซึ่งพี่ทุยก็ได้แต่หวังและขอให้นโยบายต่างๆ ได้ผลทีเถอะ เพราะพี่ทุยบอกได้เลยว่าการบริโภคนี้เป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายที่เราต้องรักษาไว้ให้ได้
อีกตัวที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ก็คือการลงทุนภาคเอกชน หากใครไปเปิดตารางของ NESBC ที่ประกาศมาหน้าแรกๆ เขาจะประกาศเป็นการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น ก็คือ การลงทุนรวมของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐนั่นเอง ซึ่งการลงทุนรวมขยายตัวที่ 3.2 แต่ถ้าคนที่ดูเป็นแบบพี่ทุยเนี่ย ก็จะไปเปิดดูหน้าที่แยกระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ จะพบว่า การลงทุนภาครัฐหดตัว 0.1 % ซึ่งพี่ทุยก็ไม่ได้แปลกใจซักเท่าไหร่หรอก เนื่องจากมันอยู่ในช่วงเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐบาลมันคงยากที่จะมีโครงการลงทุนใหญ่ๆ ดังนั้น ตัวที่ทำให้การลงทุนรวมเป็นบวกได้อย่างมาก ก็คือการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งการลงทุนก็ขยายตัวถึง 4.4 % ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียวในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ ทั้งความไม่แน่นอนจากต่างประเทศเรื่องของสงครามการค้า หรือ ในตอนนั้นที่การเมืองยังคงไม่แน่นอน
โดยสรุปแล้วพี่ทุยว่าในตอนนี้ คงอาจกล่าวได้เต็มปากมากขึ้นแล้วว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลงแล้ว และพี่ทุยมั่นใจมากๆว่า ในช่วงนี้จะมีข่าวออกมาอย่างมากมายว่า เศรษฐกิจเริ่มแผ่ว ซึ่งพี่ทุยคิดว่าสาเหตุหลักก็คงหนีไม่พ้นเศรษฐกิจต่างประเทศที่ส่งผลมายังไทย
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องติดตามเศรษฐกิจในปีนี้อย่างใกล้ชิดและเตรียมรับมือช่วงเศรษฐกิจไม่ดี แต่ยังไงก็ตามพี่ทุยยังคงมีความหวังกับการใช้จ่ายของเราอยู่ทั้งการบริโภคและการลงทุนเลย จริงๆมันก็เป็นอย่างที่รัฐบาลประกาศนั่นแหละ ให้ช่วยกันจับจ่ายใช้สอยมันจะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่ก็อย่าใช้จนเกินตัวล่ะ พี่ทุยขอเตือน !
Comment