งานในฝันของเรา เป็นแบบไหน ? แน่นอนว่าคำถามนี้ ไม่ได้หมายถึงงานที่มีรายได้สูงเพียงอย่างเดียว จากผลสำรวจของ LinkedIn พบว่ามีเพียงกลุ่มตัวอย่างแค่ประมาณ 30% เท่านั้นที่ได้ทำงานในฝันของตนเอง แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าสิ่งที่เราชอบนั้น “ใช่” งานในฝันของเราจริง ๆ ? ก่อนหน้านี้ เคยมีคำว่า “อิคิไก” ซึ่งเป็นแนวคิดของชาวญี่ปุ่นที่นำไปเขียนหนังสือได้เป็นเล่ม อธิบายถึงเหตุผลในการมีชีวิตตามมุมมองของคนญี่ปุ่น สรุปได้อย่างสั้นที่สุดคือ “สิ่งที่ทำแล้วมีความสุขที่ยั่งยืน” ซึ่งแนวคิดนี้เป็นที่พูดถึงอยู่บ่อยครั้ง เช่นใน TED Talk โดย Dan Buettner นักเขียนชื่อดังของ New York Times และ National Geographic ถ้าพิจารณาให้ลึกลงไป อิคิไก คือ ส่วนผสมระหว่างสิ่งที่เราชื่นชอบ สิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่เราถนัด ดังนั้น อิคิไกของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปตามความถนัดและสภาพแวดล้อม และเป็นเหตุผลให้เราอยากตื่นขึ้นมาในทุก ๆ วัน ถ้าเทียบกับงานก็ต้องมีรายได้ตอบโจทย์ด้านความต้องการพื้นฐาน ใช้ทักษะตามความถนัด และในอิคิไกก็ยังประกอบด้วยแนวคิดอื่น ๆ ได้แก่ “ยาริไก” และ “ฮาตาราคิไก”
การเรียนรู้สิ่งไหน จะตอบโจทย์ชีวิตวัยทำงานมากกว่ากัน ?
แนวคิดเรื่อง “ยาริไก” ของชาวญี่ปุ่น จะช่วยเปลี่ยนสิ่งที่เราทำทุกวันให้เป็นมากกว่าแค่หน้าที่ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่มากกว่าแค่บอกว่าพึงพอใจในงาน หรืองานเรานั้นมีความท้าทาย เพราะ “ยาริไก” นี้ ประกอบไปด้วย (1) สิ่งที่เราต้องการจะทำ (2) ความสุขที่เกิดจากการทำหน้าที่ และ (3) การประสบความสำเร็จที่มาพร้อมการพัฒนาศักยภาพของตนเอง
งานวิจัยในปี 2011 ของ Masaki Shoji และคณะ จาก National Hospital Organization Kyoto Medical Center ที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างจากแพทย์และเภสัชกรจาก 15 จังหวัด พบว่า งานของกลุ่มตัวอย่างช่วยเติมเต็ม “ยาริไก” ได้เป็นอย่างดี เพราะงานของพวกเขาเป็นการทำประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยตรง และมีส่วนในการพัฒนาองค์ความรู้ของตนเองผ่านการให้คำปรึกษาแก่คนไข้ นำไปสู่ความรู้และเทคนิคใหม่ ๆ
นอกจากนี้พวกเขายังได้รับคำขอบคุณจากคนไข้ ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกถึงคุณค่าของตนเองที่มีต่อสังคม ส่วน “ฮาตาราคิไก” เป็นแนวคิดที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสำเร็จในหน้าที่การงาน โดย Yoshito Kuranuki ผู้ทำงานด้านพัฒนาบุคลากรมนุษย์จากบริษัท Sonic Garden ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ฮาตาราคิไก จะมีปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ คือ การสร้างประโยชน์แก่ผู้คน ซึ่งมักจะสวนทางกับแนวคิด “ฮาตาราคิยาซึสะ” หรือแปลเป็นไทยสั้น ๆ ว่า “การทำงานที่ง่าย”
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ “ฮาตาราคิไก” คือ การทำงานในบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูง ใช้กำลังคนสูง และสนับสนุนให้บุคลากรพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เราต้องหมั่นพัฒนาฝีมือและตั้งใจทำหน้าที่ของตนอย่างถึงที่สุด โดยจะรู้สึกว่างานของเราล้วนส่งผลโดยตรงต่อภาพรวมของบริษัท
ในขณะที่ “ฮาตาราคิยาซึสะ” มักจะเกิดขึ้นกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบชัดเจน และมีการกระจายงานยิบย่อยจนบุคลากรไม่รู้สึกว่าหน้าที่ของตนจะส่งผลดีอย่างไรต่อสังคม จนกลายเป็นความรู้สึกด้อยค่าและนำไปสู่อาการเบิร์นเอาท์ (Burnout) ในเร็ววัน
แม้ว่าจะมีแนวคิดเหล่านี้อยู่ในวัฒนธรรมการทำงาน แต่ญี่ปุ่นกลับประเทศที่มีปัญหาอันเกิดจากความกดดันในที่ทำงานสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตจากการทำงานหนักที่เรียกว่า “คะโรชิ” หรือปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานอย่าง “Black Company” สาเหตุส่วนหนึ่ง คือ การการปฏิวัติอุตสาหกรรมและแนวคิดการทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสงครามโลก
เราจะนำแนวคิดเหล่านี้มาใช้กับตนเองได้อย่างไร ?
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมชี้ให้เห็นถึง 2 สาเหตุหลักที่ชาว Gen Y เปลี่ยนงานบ่อย คือ ค่าตอบแทน และความท้าทายของงานที่ทำ ซึ่งถ้าเราพบ “งานในฝัน” ที่ตอบโจทย์ทั้งยาริไกและฮาตาราคิไก เราก็จะมีความสุขกับงานมากขึ้นและได้พัฒนาตนเองในสิ่งที่ชอบนั่นเอง
Comment