ช่วงที่ผ่านมา มีข่าวว่ารัฐบาลได้โอนเงินชดเชยให้กับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรในปีเพาะปลูก 63/64 พี่ทุยเลยจะมาเล่าให้ฟังว่าใครได้ ใครเสียจากโครงการนี้กัน
ราคาข้าวตกต่ำเป็นปัญหาเรื้องรังของประเทศไทยมาโดยตลอด แม้จะมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ทนแมลงได้ แต่ก็มีทั้งภัยแล้ง ภัยพิบัติที่ไม่สามารถควบคุมได้ทำให้ภาครัฐต้องมีนโยบายเพื่อช่วยเหลือชาวนา จัดเป็นนโยบายสาธารณะภาคเกษตร
นโยบายสาธารณะภาคเกษตรแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับราคา เช่น นโยบาย “ประกันราคาข้าว” และนโยบายที่ไม่เกี่ยวข้องกับราคาแต่ช่วยพัฒนาผลผลิต คุณภาพชีวิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการโรงสี เช่น สินเชื่อเกษตร
นโยบาย “ประกันราคาข้าว”
ในประเทศไทยเคยดำเนินทั้ง 2 โครงการคือ
- โครงการจำนำข้าว – เป็นการกำหนดราคาข้าวให้สูงกว่าราคาตลาด บังคับให้โรงสีซื้อในราคาที่ตั้งไว้ หากชาวนาขายข้าวไม่หมด รัฐบาลก็จะซื้อข้าวที่เหลือเก็บไว้ นำมาขายอีกครั้งเมื่อหมดฤดูเก็บเกี่ยวหรือส่งออก เป็นการแทรกแซงกลไกราคาข้าวผ่านการกำหนดราคาขั้นต่ำ
- โครงการประกันรายได้ – รัฐบาลปล่อยให้มีการซื้อ-ขายข้าวตามราคาตลาดผ่านกลไกราคา โดยที่รัฐบาลได้ทำสัญญาประกันราคาขั้นต่ำกับชาวนาไว้ก่อนหน้าแล้ว หากราคาขายจริงต่ำกว่าราคาที่รัฐบาลประกันไว้ก็สามารถขอรับเงินส่วนต่างได้ ไม่ได้แทรกแซงกลไกราคา แต่ประกันความเสี่ยงให้ชาวนาแทน
ในที่นี้พี่ทุยจะมาเล่าส่วนที่เป็นโครงการประกันรายได้เกษตร ซึ่งเป็นโครงการปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษากลไกราคาในตลาดข้าวเพื่อเกษตรกรและผู้บริโภคและยกระดับรายได้ชาวนา
ใครได้ประโยชน์ จากโครงการ “ประกันราคาข้าว” ?
โครงการมีหลักการเพื่อช่วยประกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกร แม้จะเกิดภัยแล้ง ภัยพิบัติ ชาวนาก็จะได้เงินส่วนต่างจากการประกันรายได้แม้จะไม่มีผลผลิต ราคาข้าวเป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาให้ผู้บริโภค และผู้ประกอบการโรงสีมีโอกาสที่จะแข่งขันในตลาดส่งออกได้ โดยหลักเกณฑ์ประกันรายได้ในปีเพาะปลูก 63/64 ที่ผ่านมา มีดังนี้
ประกันรายได้ข้าว 5 ชนิด ค่าความชื้นไม่เกิน 15% ได้แก่
- ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาประกันตันละ 15,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 14 ตัน
- ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคาประกันตันละ 14,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 16 ตัน
- ข้าวเปลือกเจ้า ราคาประกันตันละ 10,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ตัน
- ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคาประกันตันละ 11,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 25 ตัน
- ข้าวเปลือกเหนียว ราคาประกันตันละ 12,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 16 ตัน
แต่เหตุการณ์ในปีเพาะปลูก 63/64 ที่ผ่านมา เกิดปัญหาการรายงานโครงการเรื่องข้อมูลตัวเลขผลผลิต พื้นที่ รวมถึงชนิดพันธุ์ข้าวผิดพลาดจากการที่ชาวนาบางส่วนให้ข้อมูลไม่ตรงกับความจริง และเจ้าหน้าที่สำรวจไม่เพียงพอจึงใช้วิธีสุ่มตรวจผลผลิตแทน
ปัญหาอยู่ที่ส่วนไหน ?
ปัญหาของโครงการนี้ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Moral Hazzard เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อโครงการสัญญาว่าจะชดเชยรายได้ ชาวนาจึงรายงานพันธุ์ข้าว จำนวนผลิตและพื้นที่ผลิตที่อยู่ในเกณฑ์ให้ได้ผลประโยชน์มากที่สุด แต่ผลผลิตจริงกลับได้น้อยกว่าที่รายงาน อย่างที่เราเคยที่ได้ยินว่า “ทำนาบนกระดาษ” ซึ่งต้นทุนของการใช้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบให้ครบทุกครัวเรือนมีต้นทุนสูง จึงเป็นไปยากที่จะใช้วิธีเพิ่มการตรวจสอบให้ครบทุกครัวเรือน
ซึ่งหัวใจสำคัญของการเกิดเหตุการณ์นี้ทำให้การรับรู้ข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการโรงสีและเกษตรกรไม่เท่ากัน มีฝั่งหนึ่งที่รู้ข้อมูลมากกว่า (Imperfectly Information) ซึ่งจะนำไปสู่ตลาดล้มเหลวได้ คือตลาดค้าขายไม่เป็นไปตามกลไกราคาได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้โรงสีคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผิดพลาด ส่งผลให้การเก็งกำไรราคาข้าวในตลาดส่งออกก็ผิดไปด้วย เมื่อพันธุ์ข้าวเป้าหมายของการส่งออกผลิตได้จริงน้อยกว่าที่คิดไว้ และราคาสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้ส่งออกไม่ได้ โดยก่อนหน้านี้มีโรงสีได้รับซื้อข้าวเพื่อเก็บสต็อกไว้ ทำให้เขาต้องแบกรับต้นทุนที่จ่ายไป เหตุการณ์นี้ทำให้โรงสีหลายแห่งขาดสภาพคล่องจึงขอให้ภาครัฐช่วยปล่อยกู้ใน Soft Loan
ปัญหา Moral Hazzard ส่งผลกระทบอย่างไร ?
ปัญหา Moral Hazzard ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนได้รับเงินชดเชยมากกว่าความจริง รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยมากกว่าผลผลิตที่ได้จริง และผู้ประกอบการโรงสีคาดการณ์ราคาและผลิตผิดพลาดส่งผลให้ส่งออกข้าวไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบนี้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างแน่นอน
พี่ทุยว่าในทางปฏิบัติอาจมีความผิดพลาดได้จากเก็บข้อมูลทั้งเจ้าหน้าที่ เกษตรกร และการนำข้อมูลเข้าส่วนกลาง ในความเป็นจริงก็มีเกษตรกรที่ได้รับเงินชดเชยน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เหตุการณ์ที่มีความผิดพลาดคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น จริง ๆ แล้วโครงการประกันรายได้เกษตรจำเป็นนโยบายที่สำคัญมากทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ
สุดท้ายแล้วพี่ทุยมองว่าหากมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยคาดการณ์สภาพอากาศ น้ำ ดินซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญ เกษตรกรก็จะสามารถคาดการณ์ผลผลิตที่แม่นยำขึ้น ส่วนต่างที่ได้มาอาจจะมากกว่าเงินชดเชยที่ได้รับในปัจจุบันและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผู้ประกอบการโรงสีก็จะสามารถแข่งขันในตลาดส่งออกได้ง่ายขึ้น
Comment