เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา เหล่าในนักลงทุนในตลาดหุ้นก็ได้เฮกันสักที เพราะปู่ SET กลั้นใจโดดสูงจนปิดสิ้นวันในแดนบวกถึง +27 ซึ่งเรื่องนี้แว่ว ๆ ว่าส่วนนึงเป็นผลมาจาก “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ” ที่เพิ่งประกาศออกมา
เรามาดูกันดีกว่าว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของปี 2562 ที่เพิ่งออกมาในครั้งนี้อัดฉีดเงินเข้าระบบมากถึง 3.19 แสนล้านบาททีเดียวล่ะ และครอบคลุมถึงเรื่องต่าง ๆ ได้แก่
- ช่วยเหลือเกษตรกร โดยดำเนินงานผ่าน ธ.ก.ส. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งใน 13 จังหวัด
- ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย 0% ในปีแรก มาตรการนี้ก็ดำเนินการผ่าน ธ.ก.ส. เช่นกัน และรัฐจะให้ ธ.ก.ส. ออกงบไปก่อน แล้วค่อยมาอุดหนุนชดเชยอีกที
- กระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยว มีมาตรการ “ชิม ช็อป ใช้” โดยเค้าจะสนับสนุนค่ากิน ช็อปและใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในจังหวัดอื่น ๆ ผ่านกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) แก่คนที่มีอายุเกิน 18 ปีทุกคน แต่เงื่อนไขคือ ต้องใช้จ่ายในจังหวัดที่ไม่ใช่บ้านเกิดเราเท่านั้นนะ เช่น เราอยู่พะเยาอยู่แล้ว ใช้จ่ายในพะเยา อันนี้รัฐบาลไม่ให้นะ
- มีการให้เครดิตเงินคืน 15% สำหรับการใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แต่ไม่เกิน 4,500 บาท เช่น เราใช้จ่ายกับการท่องเที่ยวไป 10,000 บาท ก็จะได้เงินคืน 1,500 บาท แต่ถ้าเราใช้เพลินไปนิดหน่อย สมมุติว่า 50,000 บาท ถ้าคิด 15% ก็ต้องเป็น 7,500 บาท แต่เราจะได้เงินคืน 4,500 บาทตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้สูงสุดเท่านั้นนะ
- ช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย ผ่านการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปกติจะมีการอุดหนุนทุกเดือนอยู่เเล้ว แต่นโยบายนี้จะช่วยเหลือเพิ่มโดยการเพิ่มเงินสนับสนุน 500 บาท/เดือน รวม 2 เดือน แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีการอุดหนุนค่าเลี้ยงดูลูกที่อายุไม่เกิน 6 ปีสำหรับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 300 บาท/เดือน รวม 2 เดือนด้วย
นโยบายนี้เป็นประโยชน์ต่อใครบ้าง ?
ถ้านโยบายนี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามชื่อ ก็แน่นอนว่าประโยชน์ย่อมตกอยู่กับผู้ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างคนไทยทุกคน
มาตรการตามข้อ 1, 2 ก็จะมีส่วนช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง
ส่วนมาตรการตามข้อ 3 และ 4 ก็จะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบดีมากขึ้น รัฐอัดฉีดเงินเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว คนก็จะมีแรงจูงใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และธุรกิจต่าง ๆ ก็จะได้รับประโยชน์กันถ้วนหน้า ทั้งโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร
นอกจากนี้มาตรการตามข้อ 5 ยังเพิ่มเงินสนับสนุนแก่ผู้ที่มีรายได้น้อย 2 เดือนถึง 1,000 บาท ดูเป็นเงินที่ไม่มาก แต่ถ้าหากเข้าเงื่อนไขหลายข้อก็มีสิทธิ์ได้เพิ่มหลายข้อ เช่น เป็นชายไทยอายุ 65 ปี มีลูกหลงอายุ 3 ขวบและมีรายได้น้อยเข้าเกณฑ์ เขาคนนี้จะได้เงินสนับสนุนเพิ่มใน 2 เดือนนี้เท่ากับ 2,600 บาทเลยนะ (1,000 บาทสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย 1,000 บาทสำหรับผู้สูงอายุและ 600 บาทสำหรับผู้ที่มีบุตร)
พอเห็นนโนบายออกมาแบบ หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกว่าอีกแล้วเหรอ (ฮ่า) ใจเย็น ๆ กันนะ เพราะนโยบายส่วนนี้คืองบประมาณที่เค้ามุ่งเน้นจะให้กระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประจำทุกปีอยู่แล้ว
ทำไมต้องมีนโยบายนี้ ?
ตามชื่อเลย นโยบายนี้มีขึ้นเพื่อ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” ถึงแม้จะไม่ได้ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบติดขอบสนามก็คงพอรู้ว่าช่วงนี้สถานการณ์โลกเราไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่นัก ทั้งเรื่องสงครามการค้าที่ 3 วันดี 4 วันไข้ เรื่องของค่าเงิน นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เรื่องวิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ และเรื่องของอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาที่ติดลบ (Inverted Bond yield)
เมื่อสถานการณ์ข้างนอกไม่สู้ดีนักก็ย่อมส่งผลถึงเราด้วย โดย GDP ของประเทศไทยเรา เมื่อปี 2560 อยู่ที่ 4.0% ปี 2561 อยู่ที่ 4.1% ในขณะที่ครึ่งแรกของปี 2562 GDP ของประเทศลดลงเหลือ 2.6% และในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ GDP อยู่ที่ 2.3% ต่ำสุดในรอบ 19 ไตรมาสหรือ 4 ปีเลยถ้าไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ดูเฉพาะแค่ตัวเลขของ GDP ในเชิงปริมาณ เราจะเห็นว่า GDP ของประเทศลดลงและสิ่งที่ฉุดรั้ง GDP ของเราก็คือ การนำเข้า-ส่งออกที่หดตัวเนี่ยแหละ โดยเฉพาะการส่งออก ที่หดตัวลง 4.2% ถือว่าต่ำสุดในรอบ 12 ไตรมาสหรือ 3 ปีเลย จากผลของค่าเงินบาทที่เเข็งโป๊ก
รมว.คลังคาดว่าเงิน 3.19 แสนล้านบาทที่อัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาจะช่วยเพิ่ม GDP ได้ 0.55-0.56%
หุ้นที่ได้รับอานิสงค์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
1. กลุ่มค้าปลีก
ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด คือ CPALL เพราะมีจำนวนสาขามากกว่า 11,000 สาขาและกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ เค้ามีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเลย ในขณะเดียวกันกำไรที่ทำได้ในเเต่ละสาขาที่มีอยู่แล้วก็โตขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้เค้ายังถือหุ้น Makro อยู่ด้วยนะ เรียกได้ว่าหันหน้าไปทางไหน รายได้ก็เข้ากระเป๋าเค้าเต็มๆ เลย
2. กลุ่มโรงแรม
- ERW มีรายได้ 90% มาจากโรงแรมภายในประเทศและมีโรงแรมราคาระดับกลางๆ นอกจากนี้ยังมีโรงแรมในเมืองรองด้วย
- MINT มีสัดส่วนรายได้ 43% มาจากโรงแรมและโรงแรมของเค้ากระจายตัวอยู่ 40 ประเทศทั่วโลกเลยนะ โดยสัดส่วนรายได้ภายในประเทศคิดเป็น 51%
- CENTEL มีสัดส่วนรายได้ 44% มาจากโรงเเรม หุ้น centel ก็คือโรงแรมเซนทารายังไงล่ะ ถ้าคิดรวมเป็น 100% CENTEL มีโรงแรมกระจายอยู่ในกรุงเทพ 30% ต่างจังหวัด 50% (ที่เหลืออีก 20% อยู่ที่มัลดีฟส์)
จริงๆ ก่อนหน้านี้การกระตุ้นการท่องเที่ยวมีมาหลายครั้งเเล้ว เช่น ฟรีวีซ่าเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว แต่นักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นเพียงเเค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งปกติแล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวก็มักจะมากในช่วงปลายปีของทุกปีอยู่แล้ว ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นช่วงปลายปีก่อน เลยไม่รู้ว่าเพิ่มขึ้นเพราะอะไรกันแน่ และหลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
จากสถิติจะเห็นได้ว่าตั้งเเต่เกิดเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวก็ลดลงฮวบฮาบเลย โดยเฉพาะชาวจีน
ถ้าซูมออกไปดูจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้ไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่นัก อัตราการเพิ่มขึ้นดูชะลอลงตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา
นโยบายที่ปล่อยออกมาอาจไม่ได้ส่งผลให้ปัจจัยทางพื้นฐานเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่งที่มีผลชัดเจนคือเรื่องของจิตวิทยาในระยะสั้น เพราะเมื่อมีการประกาศเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกไป ตลาดหุ้นของเราก็ปรับตัวขึ้นทันทีและหุ้นที่เกี่ยวข้องทั้งหลายก็ดีดขึ้นด้วยนะ เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า ในระยะสั้นราคาหุ้นนั้นไม่ได้เคลื่อนที่ตามมูลค่าที่เเท้จริงเสมอไป แต่ขึ้นลงตามความคาดหวังนะ
- SET INDEX ปรับขึ้น 27 จุดในวันที่ 16 สิงหาคมด้วยปริมาณการซื้อขาย 66,000 ล้านบาท
- CPALL ปรับตัวขึ้นถึง 2 บาท คิดเป็น42% ในวันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม
- ERW ปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกัน หลังจากราคาปรับลงมาอย่างต่อเนื่องพักนึง
ก็ต้องจับตาดูกันไประยะนึงนะว่า การรดน้ำ-พรวนดิน-ใส่ปุ๋ย ให้เศรษฐกิจภายในประเทศของรัฐบาลครั้งนี้จะส่งผลยังไงและมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน การหันมาใส่ใจเป็นพัก ๆ แต่ขาดความต่อเนื่องก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย ทั้งเรื่องใหญ่ ๆ อย่างเศรษฐกิจของประเทศความไม่ต่อเนื่องของนโยบายถือว่าเป็นปัญหาอย่างนึงของประเทศเราเลยเหมือนกัน
Comment