"ดอกเบี้ยต่ำ" กำลังทำร้ายเศรษฐกิจทั่วโลก

“ดอกเบี้ยต่ำ” กำลังทำร้ายเศรษฐกิจทั่วโลก

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางทั่วโลกช่วยทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลงเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้
  • ณ เวลานี้ โลกเราอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าดอกเบี้ยต่ำมานานกว่า 12 ปี ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในหลากหลายแง่มุม
  • ทุกอย่างมีจุดสมดุล อะไรที่มากหรือน้อยเกินไปก็จะทำให้เกิดผลเสียได้ และเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างจะเข้าสู่จุดดุลยภาพเสมอ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี เศรษฐกิจฝืด วิธีหนึ่งที่ถูกใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุดก็คือ การลดดอกเบี้ยนโยบาย จนเกิดภาวะ “ดอกเบี้ยต่ำ” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

หลักการแบบง่าย ๆ ก็คือ ควรทำให้ต้นทุนทางการเงินเวลาที่คนไปกู้ยืมต่ำลง ทำให้มีแรงกระตุ้นที่อยากจะไปกู้เงินมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำลง คนก็จะไม่อยากนำเงินไปฝากธนาคาร อยากนำเงินออกมาใช้ ออกมาลงทุนมากขึ้น ถ้าจะให้พี่ทุยสรุป ก็คือ ทำให้เงินในระบบเศรษฐกิจหมุนได้ดีขึ้น

แต่รู้กันหรือไม่ว่า ดอกเบี้ยต่ำ เป็นระยะเวลานาน ทำร้ายเศรษฐกิจมากกว่าที่ทุกคนคิด

พี่ทุยลองย้อนไปในอดีตหลังจากปี 2008 เป็นต้นมา โลกเราก็เข้าสู่ช่วง “ดอกเบี้ยต่ำ” มาตลอด เรียกว่าใกล้ 0% มาก จนบางประเทศนั้นมีอัตราดอกเบี้ยติดลบเลยก็มี ซึ่งอยู่ในระดับต่ำแบบนี้มามากกว่า 12 ปีแล้ว จากมุมมองของพี่ทุยเอง การที่ดอกเบี้ยต่ำนาน ๆ ก็กระทบเศรษฐกิจในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็น..

1. ความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้น

ดอกเบี้ยต่ำทำให้ผู้กู้มีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง คำนี้พี่ทุยมองว่าใช้ได้กับคนโดยทั่วไป ที่ไม่ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นลงยังไง ดอกเบี้ยที่ถูกเรียกเก็บยังไงก็ยังอยู่ในระดับที่สูงอยู่ดี เพราะดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจะประกอบด้วย 2 ส่วน

ส่วนแรกคือดอกเบี้ยแบบไร้ความเสี่ยง (Risk Free)” และส่วนที่สองคือส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium)” 

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นการปรับ Risk Free ลง แต่ส่วน Risk Premium ยังคงเท่าเดิม เผลอ ๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจส่วน Risk Free จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก โดยรวมแล้วการปรับอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนการเงินต่ำลง ถือเป็นการได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ยิ่งคนเฉพาะกลุ่มได้ประโยชน์มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเท่านั้น

2. ระบบบำเหน็จบำนาญ

ทั่วโลกกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ช่วงนี้ถ้าใครได้ตามข่าว พี่ทุยว่าต้องได้ยินข่าวการขาดทุนของกองทุนบำเหน็จบำนาญทั่วโลก อารมณ์ประมาณว่าอีกไม่นาน กองทุนต่าง ๆ เหล่านี้จะมีผลประกอบการติดลบ เหตุผลหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับที่ต่ำนานจนเกินไปเนี้ยแหละ 

โดยเฉพาะกองทุนบำเหน็จบำนาญเป็นกองทุนที่เกี่ยวกับความมั่นคงของคนทั่วไปอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเป็นเงินสำหรับการเกษียณของคนทั้งโลก ดังนั้น เงื่อนไขหนึ่งก็คือสินทรัพย์ส่วนใหญ่ที่กองทุนสามารถลงทุนได้จะเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้เนื่องจากต้องการความมั่นคงสูงมากกว่ากองทุนอื่น ๆ  

สิ่งที่เราเห็นได้ชัดในช่วงเวลานี้ คือ ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่เข้าลงทุนมีแนวโน้มต่ำไปเรื่อย ๆ และยังไม่มีแนวโน้มจะดีดตัวกลับมาได้ แล้วเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ตราสารหนี้ที่กองทุนบำเหน็จบำนาญถืออยู่ยังมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระ (Default) ด้วยบางส่วน ทำให้โอกาสที่จะขาดทุนก็จะยิ่งสูงขึ้นไปด้วยในสภาวะแบบนี้

แล้วด้วยโครงสร้างประชากรทั่วโลกที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ทำให้จำนวนคนที่ใส่เงินเข้ากองทุนเริ่มน้อยลง แต่คนที่เตรียมถอนเงินจากกองทุนมีมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการเกิดที่น้อยลง พอรวม ๆ ทุกอย่างแล้วทำให้ “กองทุนบำเหน็จบำนาญ” กำลังตกที่นั่งลำบากอย่างไม่ต้องสงสัย

ยังไม่นับกองทุนของบริษัทประกันต่าง ๆ ที่กำลังลำบากเช่นเดียวกันจากการดอกเบี้ยที่ลดต่ำลง ช่วงนี้เราจะเห็นการปิดกรมธรรม์แบบเก่า แล้วออกกรมธรรม์แบบใหม่ออกมาที่มีผลตอบแทน (IRR) น้อยลงกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลเสียก็ตกมาอยู่กับคนที่ถือกรมธรรม์ปลายทางที่เป็นลูกค้าแบบเรา ๆ เนี้ยแหละ 

3. ปริมาณหนี้ที่สูงขึ้นทั่วโลก

ในช่วงแรกที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ เราจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ เหตุผลนึงก็เพราะว่าคนในระบบยังสามารถกู้ได้ สร้างหนี้จากอากาศได้ เมื่อคนมีเงินมากขึ้นก็มีแนวโน้มใช้จ่ายมากขึ้น แต่หลาย  ๆ คนลืมนึกไปว่าการก่อหนี้ คือ การยืมเงินจากอนาคตมาใช้ ทำให้มีภาระที่ต้องนำเงินดังกล่าวใช้คืนในอนาคต ด้วยทฤษฎีที่ควรจะเป็นคือ การก่อหนี้เพิ่มควรทำให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้นหรือแปลง่าย ๆ ว่าทำให้รายได้มากขึ้นในอนาคตเพื่อให้รายได้ส่วนที่เพิ่มสามารถนำไปทยอยคืนหนี้ที่เราสร้างมาได้ และหลังจากที่เราปลดหนี้ได้ทั้งหมดเราก็จะสามารถยกระดับรายได้ของเราได้ 

แต่ปัญหาจะเริ่มเกิดเมื่อหนี้ที่ก่อขึ้นนั้นไม่สามารถเพิ่มรายได้ในอนาคตได้ เมื่อต้องชำระคืนหนี้ส่งผลทำให้รายได้ลดลงจากการต้องแบ่งรายได้บางส่วนไปคืน ก็จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจเข้าไปอีก ซึ่งช่วงที่ผ่านมาจากตัวเลขต่าง ๆ ก็น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า หนี้ครัวเรือนที่เ่กิดขึ้นนั้นเป็น หนี้บริโภคเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นหนี้เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น 

ส่วนตัวพี่ทุยว่าทุกอย่างมีจุดสมดุลเสมอ อะไรที่มากหรือน้อยเกินไปย่อมมีผลลบตามมา และเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างจะเข้าสู่จุดดุลยภาพเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะกินระยะเวลาหลาย 10 ปีก็เป็นไปได้เช่นกัน ในช่วงที่ทุกอย่างกำลังปรับเข้าสู่สมดุลอย่างที่ควรจะเป็นย่อมมีแรงกระแทกเกิดขึ้นหรือที่เราเรียกกันว่าวิกฤตนั่นเอง

เมื่อพี่ทุยพูดถึงเรื่องวิกฤตแล้ว ใครที่อยากอ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับ วิกฤตหุ้นเทคโนโลยี ปี 2020 vs วิกฤต Dot Com ปี 2000 ว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันยังไงบ้าง เข้าไปอ่านกันได้เลย ที่นี่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply