เวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี เศรษฐกิจฝืด วิธีหนึ่งที่ถูกใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากที่สุดก็คือ การลดดอกเบี้ยนโยบาย จนเกิดภาวะ “ดอกเบี้ยต่ำ” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
หลักการแบบง่าย ๆ ก็คือ ควรทำให้ “ต้นทุนทางการเงิน” เวลาที่คนไปกู้ยืมต่ำลง ทำให้มีแรงกระตุ้นที่อยากจะไปกู้เงินมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำลง คนก็จะไม่อยากนำเงินไปฝากธนาคาร อยากนำเงินออกมาใช้ ออกมาลงทุนมากขึ้น ถ้าจะให้พี่ทุยสรุป ก็คือ ทำให้เงินในระบบเศรษฐกิจหมุนได้ดีขึ้น
แต่รู้กันหรือไม่ว่า ดอกเบี้ยต่ำ เป็นระยะเวลานาน ทำร้ายเศรษฐกิจมากกว่าที่ทุกคนคิด
พี่ทุยลองย้อนไปในอดีตหลังจากปี 2008 เป็นต้นมา โลกเราก็เข้าสู่ช่วง “ดอกเบี้ยต่ำ” มาตลอด เรียกว่าใกล้ 0% มาก จนบางประเทศนั้นมีอัตราดอกเบี้ยติดลบเลยก็มี ซึ่งอยู่ในระดับต่ำแบบนี้มามากกว่า 12 ปีแล้ว จากมุมมองของพี่ทุยเอง การที่ดอกเบี้ยต่ำนาน ๆ ก็กระทบเศรษฐกิจในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็น..
1. ความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้น
ดอกเบี้ยต่ำทำให้ผู้กู้มีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง คำนี้พี่ทุยมองว่าใช้ได้กับคนโดยทั่วไป ที่ไม่ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นลงยังไง ดอกเบี้ยที่ถูกเรียกเก็บยังไงก็ยังอยู่ในระดับที่สูงอยู่ดี เพราะดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจะประกอบด้วย 2 ส่วน
ส่วนแรกคือ “ดอกเบี้ยแบบไร้ความเสี่ยง (Risk Free)” และส่วนที่สองคือ “ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium)”
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นการปรับ Risk Free ลง แต่ส่วน Risk Premium ยังคงเท่าเดิม เผลอ ๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจส่วน Risk Free จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก โดยรวมแล้วการปรับอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนการเงินต่ำลง ถือเป็นการได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ยิ่งคนเฉพาะกลุ่มได้ประโยชน์มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเท่านั้น
2. ระบบบำเหน็จบำนาญ
ทั่วโลกกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ช่วงนี้ถ้าใครได้ตามข่าว พี่ทุยว่าต้องได้ยินข่าวการขาดทุนของ “กองทุนบำเหน็จบำนาญ” ทั่วโลก อารมณ์ประมาณว่าอีกไม่นาน กองทุนต่าง ๆ เหล่านี้จะมีผลประกอบการติดลบ เหตุผลหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับที่ต่ำนานจนเกินไปเนี้ยแหละ
โดยเฉพาะ “กองทุนบำเหน็จบำนาญ” เป็นกองทุนที่เกี่ยวกับความมั่นคงของคนทั่วไปอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเป็นเงินสำหรับการเกษียณของคนทั้งโลก ดังนั้น เงื่อนไขหนึ่งก็คือสินทรัพย์ส่วนใหญ่ที่กองทุนสามารถลงทุนได้จะเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่าง “ตราสารหนี้” เนื่องจากต้องการความมั่นคงสูงมากกว่ากองทุนอื่น ๆ
สิ่งที่เราเห็นได้ชัดในช่วงเวลานี้ คือ ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่เข้าลงทุนมีแนวโน้มต่ำไปเรื่อย ๆ และยังไม่มีแนวโน้มจะดีดตัวกลับมาได้ แล้วเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ตราสารหนี้ที่กองทุนบำเหน็จบำนาญถืออยู่ยังมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระ (Default) ด้วยบางส่วน ทำให้โอกาสที่จะขาดทุนก็จะยิ่งสูงขึ้นไปด้วยในสภาวะแบบนี้
แล้วด้วยโครงสร้างประชากรทั่วโลกที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ทำให้จำนวนคนที่ใส่เงินเข้ากองทุนเริ่มน้อยลง แต่คนที่เตรียมถอนเงินจากกองทุนมีมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการเกิดที่น้อยลง พอรวม ๆ ทุกอย่างแล้วทำให้ “กองทุนบำเหน็จบำนาญ” กำลังตกที่นั่งลำบากอย่างไม่ต้องสงสัย
ยังไม่นับ “กองทุนของบริษัทประกัน” ต่าง ๆ ที่กำลังลำบากเช่นเดียวกันจากการดอกเบี้ยที่ลดต่ำลง ช่วงนี้เราจะเห็นการปิดกรมธรรม์แบบเก่า แล้วออกกรมธรรม์แบบใหม่ออกมาที่มีผลตอบแทน (IRR) น้อยลงกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลเสียก็ตกมาอยู่กับคนที่ถือกรมธรรม์ปลายทางที่เป็นลูกค้าแบบเรา ๆ เนี้ยแหละ
3. ปริมาณหนี้ที่สูงขึ้นทั่วโลก
ในช่วงแรกที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ เราจะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ เหตุผลนึงก็เพราะว่าคนในระบบยังสามารถกู้ได้ สร้างหนี้จากอากาศได้ เมื่อคนมีเงินมากขึ้นก็มีแนวโน้มใช้จ่ายมากขึ้น แต่หลาย ๆ คนลืมนึกไปว่าการก่อหนี้ คือ การยืมเงินจากอนาคตมาใช้ ทำให้มีภาระที่ต้องนำเงินดังกล่าวใช้คืนในอนาคต ด้วยทฤษฎีที่ “ควรจะเป็น” คือ การก่อหนี้เพิ่มควรทำให้เกิด “ประสิทธิภาพ” ในการผลิตมากขึ้นหรือแปลง่าย ๆ ว่าทำให้ “รายได้” มากขึ้นในอนาคตเพื่อให้รายได้ส่วนที่เพิ่มสามารถนำไปทยอยคืนหนี้ที่เราสร้างมาได้ และหลังจากที่เราปลดหนี้ได้ทั้งหมดเราก็จะสามารถยกระดับรายได้ของเราได้
แต่ปัญหาจะเริ่มเกิดเมื่อหนี้ที่ก่อขึ้นนั้นไม่สามารถเพิ่มรายได้ในอนาคตได้ เมื่อต้องชำระคืนหนี้ส่งผลทำให้รายได้ลดลงจากการต้องแบ่งรายได้บางส่วนไปคืน ก็จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจเข้าไปอีก ซึ่งช่วงที่ผ่านมาจากตัวเลขต่าง ๆ ก็น่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า หนี้ครัวเรือนที่เ่กิดขึ้นนั้นเป็น หนี้บริโภคเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นหนี้เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น
ส่วนตัวพี่ทุยว่าทุกอย่างมีจุดสมดุลเสมอ อะไรที่มากหรือน้อยเกินไปย่อมมีผลลบตามมา และเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างจะเข้าสู่จุด “ดุลยภาพ” เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะกินระยะเวลาหลาย 10 ปีก็เป็นไปได้เช่นกัน ในช่วงที่ทุกอย่างกำลังปรับเข้าสู่สมดุลอย่างที่ควรจะเป็นย่อมมีแรงกระแทกเกิดขึ้นหรือที่เราเรียกกันว่า “วิกฤต” นั่นเอง
เมื่อพี่ทุยพูดถึงเรื่องวิกฤตแล้ว ใครที่อยากอ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับ วิกฤตหุ้นเทคโนโลยี ปี 2020 vs วิกฤต Dot Com ปี 2000 ว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันยังไงบ้าง เข้าไปอ่านกันได้เลย ที่นี่
Comment