"การบินไทย" สายการบินแห่งชาติ ที่เสี่ยงก้าวสู่คำว่าล้มละลาย

“การบินไทย” สายการบินแห่งชาติ ที่เสี่ยงก้าวสู่คำว่าล้มละลาย

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • สาย “การบินไทย” หรือหุ้นที่ชื่อว่า THAI เป็นธุรกิจ​รัฐวิสาหกิจที่มีการถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง​ 51% และเป็นหุ้นที่อยู่ใน​ SET100​ ซึ่งหมายถึง​ 100 บริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์​ตามตลาดมากที่สุด​ 100 อันดับแรก และเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง
  • หากในปี​ 2553 ลงทุนด้วยเงิน 1,000,000 บาท ​ ตอนนี้จะเหลือมูลค่าเพียงแค่​ประมาณ​ 54,000 บาท หรือคิดเป็นการขาดทุนราว 95%
  • การบินไทยขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี​ และ Covid-19 ระบาดในช่วงนี้ทำให้ต้องยกเลิกเส้นทางการบินไปถึง​ 50% สายการบินต้องลดภาระรายจ่ายหลายทาง​ เช่น​ ลดเงินเดือน​ เบี้ยประชุม​ สวัสดิการผู้บริหาร และขอให้พนักงานส่วนหนึ่งลาพักโดยไม่จ่ายเงินเดือน (Leave without pay)
  • การบินไทยต้องขอความช่วยเหลือ​ด้านสภาพคล่องจากรัฐบาล​ กระทรวงการคลังได้เผยว่าอาจจะต้องประกาศให้การบินไทยเข้าสู่สภาวะพื้นฟูกิจการ​ กรณีขอความช่วยเหลือ​จากรัฐบาลเช่นนี้เคยเกิดขึ้น​แล้ว​กับสายการบินประจำชาติของประเทศญี่ปุ่นที่ชื่อว่า เจแปน​ แอร์ไลน์​ ในปี​ 2553

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ในช่วงหลายปีมานี้​หลายสายการบินพากันปีกหักร่วงลงกระแทกพื้นกันระนาว​ และยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ด้วย​สถานการณ์​อย่างตอนนี้ ​ที่ธุรกิจ​หลายส่วนล้วนกระทบกันไปหมด​ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์​ใหญ่หรือยักษ์​เล็ก​ เวลาเกิดแผ่นดินไหวก็ล้มและเจ็บตัวได้เหมือนกัน​ ในช่วงที่ผ่านมามีหลายสายการบินที่ประกาศล้มละลาย และพี่ทุยได้เอามาเล่าให้ฟังไปแล้วบ้าง​ เช่น​ ​สายการบินใหญ่ที่สุดของยุโรปที่ชื่อว่า​ FLYBE​ ของประเทศอังกฤษ​ หรือแม้แต่สายการบินแห่งชาติของประเทศ​ India ที่ต้องออกมาประกาศขายแบบจัดโปร สายการบินในไทยก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน​ เมื่อช่วงเช้าของวันเสาร์ที่​ 21​ มีนาคม​ หลายสายการบิน​ เช่น​ Lion Air และ​ Air Asia ออกมาประกาศยุติการบินเส้นทางต่างประเทศ​แต่ยังเปิดให้บริการเส้นทางในประเทศอยู่​ และอีกสายการบินหนึ่งที่มีข่าวลือถึงสถานะการเงินมาตลอดก็คือ “การบินไทย” หรือ​ Thai Airway ที่เป็นสายการบินประจำชาติของเรา​ ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์​ภายใต้ตัวย่อว่า​ THAI และมีผู้ถือหุ้นใหญ่​ 51% คือกระทรวงการคลัง

ก่อนจะพูดถึงเรื่องอื่น​ มาดูกราฟราคารายสัปดาห์ (Timeframe​ Week) กันก่อน​ พี่ทุยตั้งใจเลือกแบบรายสัปดาห์และเป็นรูปแบบเส้น (Bar Chart) มาให้ดู​ เพราะอยากให้เห็นการเคลื่อนที่ของราคาชัด ๆ

"การบินไทย" สายการบินแห่งชาติ ที่เสี่ยงก้าวสู่คำว่าล้มละลาย

ดูกราฟแล้วขอบอกเลยว่าสำหรับเคสนี้​ เวลาไม่ช่วยอะไรเลย​ ถ้าเราลงทุนด้วยเงิน​ 1,000,000​ บาทในหุ้น​ THAI ไปเมื่อตอนปลายเดือนพฤศจิกา​ยน​ 2553​ เมื่อหุ้น​ THAI มีราคาต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ​ 57​ บาท ถึงตอนนี้มูลค่าเงินลงทุนของเราจะเหลือประมาณ​ 53,800 บาทเท่านั้น! หรือคิดเป็นขาดทุนถึงเกือบ​ 95% ในระยะเวลา​ประมาณ​ 10 ปีเลย

เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะถัวหุ้นในขาลงเพื่อที่ต้นทุนจะได้ลดลงเรื่อย ๆ​ พี่ทุยขอแนะนำให้ศึกษาธุรกิจ​ที่เลือกเข้าลงทุนให้ดี ๆ​ นะ​ จะได้ไม่ต้องเจออะไรอย่างนี้

ก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะเคยได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์​อยู่เสมอว่า​ “การบินไทย” มีโอกาสจะล้มละลาย​ ถึงขนาดที่มีบางคนล้อเลียนคำขวัญ​ที่ว่า​ “Smooth​ as silk (นุ่มนวลดุจปุยนุ่น)​” ของเค้าเป็น​ “Smooth as sink (นุ่มนวลเมื่อดิ่งลง)​” เลย​

เมื่อช่วงประมาณ​เดือนสิงหาคมปีที่เเล้ว​ หลังจาก “การบินไทย” ประกาศงบการเงินออกมา​แล้วขาดทุนถึง​ 6,400 ล้านบาท “บรรยง พงษ์พานิช” อดีตบอร์ดการบินไทย ได้ออกมาเขียนบทความใน Facebook หัวข้อ “การบินไทย..หนี้ท่วมฟ้า”

DD “การบินไทย” ลาออกโดยไม่ระบุสาเหตุ

ที่การบินไทยจะมีตำแหน่งที่เรียกกันภายใน DD ก็คือตำแหน่ง CEO MD ของบริษัททั่ว  ๆ ไปนี่แหละ​ “สุเมธ ดำรงชัยธรรม” ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่หรือ​ที่เรียกกันว่า​ DD ก็ออกมาแย้งว่าการบินไทยไม่มีแนวโน้มจะล้มละลายนะ​ อีกทั้งบริษัท​ยังถูกจัดอันดับ​ TRIS CREDIT​ RATING เป็นลำดับ​ A ซึ่งหมายความว่าการที่มีความสามารถ​ในการชำระหนี้มาก​ แต่ผ่านมายังไม่ถึงปีดีเลย ล่าสุดเมื่อวันที่​ 12​ มีนาคมที่ผ่านมา​ ผู้อำนวย​การใหญ่ท่านนี้ก็ได้ยื่นใบลาออกแล้วโดยยังไม่มีการระบุสาเหตุ​

ซึ่งการลาออกนี้จะเริ่มมีผลภายในอีก​ 1 เดือน หรือ​ 11​ เมษายน​ ระหว่างนี้ “การบินไทย” ก็เลยเเต่งตั้ง​ “จักรกฤศฏ์ พาราพันธกุล” รองปลัดกระทรวงการคลังกลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สินขึ้นเป็นรักษาการตำแหน่ง DD แทนก่อน​ ซึ่งเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขด่วนตอนนี้ก็คือ​ สถานการณ์​การเงินที่ย่ำแย่มาก ๆ​ หนี้สิน​ การขาดทุน​สะสม​ ส่วนทุนของผู้ถือหุ้นที่ลดลงมาก ๆ​ นอกจากนี้รายได้ใหม่ยังขาด​ เพราะต้องหยุดบินไป​ 50% รายได้​ 10,000 ล้านบาทต่อเดือนก็หายไปในอากาศ พนักงานหลายคนต้องอยู่บ้าน​โดยไม่ได้รับเงิน (Leave without pay) ผู้บริหารต้องยอมลดเงินเดือน​ ลดค่าเบี้ยประชุม​และกำลังจะต้องใช้โมเดลฟื้นฟูกิจการแบบเดียวกับที่ “สายการบินเจแปน​ แอร์ไลน์ (JAL)” ​เคยทำเมื่อปี 2010

มาดูสถานะการเงินของเค้ากันดีกว่า​ ที่ว่าไม่ดีนี่มันจะไม่ดีขนาดไหนกัน

"การบินไทย" สายการบินแห่งชาติ ที่เสี่ยงก้าวสู่คำว่าล้มละลาย

จะเห็นได้ว่า​อัตราส่วนหลายอย่าง​ค่อนข้างทรงตัวไม่ขึ้นลงหวือหวานัก​ แต่สิ่งที่เตะตาเลยก็คือส่วนของผู้ถือหุ้นที่ลดลงถึงสองเท่าตัวในช่วง​ 3 ปีที่ผ่านมา ​และถึงแม้รายได้รวมจะเพิ่ม​ กำไรสุทธิกลับลดลงตลอด​ สุดท้ายก็คือเรื่องของมูลค่าหลักทรัพย์​ตามตลาดหรือที่เรียกกันสั้น ๆ​ ว่า Market Cap  ที่พี่ทุยขอบอกเลยว่าน่าหนักใจ​

THAI มีโอกาสที่จะหลุด SET100

เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา การบินไทยมีมูลค่าทางการตลาด​เกือบ​ 50,000 ล้านบาท​ แต่ผ่านไปเพียงแค่สามปีกว่า ๆ​ ทุกวันนี้มูลค่าทางการตลาดของ THAI เหลือแค่​ 6,500 ล้านบาทเท่านั้น​ ประเด็นก็คือ​ ตอนนี้หุ้น​ THAI ยังถูกคำนวณอยู่ในดัชนี​ SET100 โดยทางตลาดหลักทรัพย์​จะมีการทบทวนรายชื่อหุ้นที่จะเข้าหรือออก ​SET100 ทุก​ ​6 เดือน​ ซึ่งหุ้นที่จะอยู่ใน​ SET100​ ได้นั้น​ ตลาดหลักทรัพย์​จะคัดเลือกจากบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์​ตามตลาดสูงสุด​ 100 อันดับแรกของประเทศและต้องมีสภาพคล่องที่ดี

และถ้าเทียบกันแล้ว​ ขอบอกว่า​หุ้น​ THAI สุ่มเสี่ยงที่จะหลุดจาก​ SET100​ มาก​ เพราะมีมูลค่าร่อแร่กว่าบรรดาเพื่อนใน​ SET100​ เช่น​ TKN​ หรือบริษัท​สาหร่ายเถ้าแก่น้อย และน้อยกว่าหลายบริษัทนอก​ SET100​ ไปแล้ว​ เช่น​ สวนอุตสาหกรรม​โรจนะ​ หรือ​ หุ้น​ ROJNA พอ ๆ​ กับ บริษัท​ แคล-คอมพ์ อิเล็กทรอนิกส์​หรือหุ้น​ CCET​

ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อกันด้วยซ้ำ​ พี่ทุยว่าการที่หุ้นใน​ SET100 ที่เราคุ้นหูกันดีมี Market Cap (มูลค่าบริษัท) สูงกว่าหุ้นสาย “การบินไทย” นั้นไม่น่ากลัวเท่ากับการที่หุ้นที่ชื่อไม่คุ้นหูเราเท่าไหร่​ด้วยซ้ำ แต่มี Market Cap สูสีหรือบางครั้งแซงหน้า และบริษัท​ที่ถูกแซงหน้าก็คือ​ สายการบิน​แห่งชาติ​ของเรา !

การที่หุ้นหลุดจาก​ SET100 ก็จะมีผลหลายอย่าง​ เช่น​ อารมณ์​ของนักลงทุนหรือการที่กองทุน​ต่าง ๆ​ เทขายออกมา​ ซึ่งตอนนี้​ FTSE​ ก็ได้ถอดหุ้น​ THAI ออกจาก​ FTSE​ ALL WORLD และลดเวทีไปอยู่ใน​ FTSE​ SMALL CAP แทนแล้ว โดยมีผลในวันที่​ 20​ มีนาคม 2563 ที่ผ่านมานี้

ส่วนของผู้ถือหุ้นก็ลดลงเรื่อย ๆ​ ขอพูดถึงคร่าว ๆ​ ว่าส่วนนี้เค้าคำนวณมาจาก​ ทุนจดทะเบียน​ (ทั้งที่ชำระและยังไม่ได้มูลค่า)​ ส่วนเกินของมูลค่าหุ้นและกำไรสะสม​ แต่ทุนจดทะเบียน​ซึ่งก็คือมูลค่าที่เรียกชำระแล้วของการบินไทยคงที่อยู่ที่​ 21,827.72 ล้านบาท​ แสดงว่า​ มีผลมาจากเรื่องส่วนเกินมูลค่าหุ้นและกำไรสะสม​ เพราะ​เมื่อประมาณ​เดือนเมษายนปีที่เเล้ว​ เค้าได้มีโอนทุนสำรองและส่วนเกินมูลค่าหุ้นไปเพื่อล้างผลขาดทุน​สะสมกว่า​ 28,000 ล้านบาทที่คาราคาซัง​มาหลายปี

ปัจจุบันนี้รายได้หลักของการบินไทยมาจาก​ ค่าโดยสารและน้ำหนักส่วนเกินเป็นหลักถึง​ 79.9% ดังนั้นเมื่องดบินไปถึง​ 50% อย่างนี้​ ไม่ต้องพูดก็พอคาดเดาได้ว่าจะกระทบต่อกำไรของเค้าแค่ไหนกัน

และในส่วนของต้นทุน​ ถึงแม้ว่าต้นทุนหลักของธุรกิ​จสายการบินคือ “น้ำมัน”​ และตอนนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ปรับตัวลงมากเพราะปัญหาระหว่างรัสเซียและซาอุดีอาระเบีย​ หลายคนอาจจะมองว่าอย่างนี้ก็เป็นผลดีต่อเหล่าสายการบินน่ะสิ​ พี่ทุยขอบอกว่าเรื่องมันไม่ง่ายอย่างนั้นนะ​ เพราะว่าสายการบินเค้าย่อมจะทำการซื้อขายราคาน้ำมันล่วงหน้าเพื่อเป็นการประกันความเสี่ยง (Hedging)​ ไปส่วนนึงเเล้ว​ ทำให้ต้นทุนยังไม่ได้ลดฮวบฮาบเลยทันที​ ไม่เหมือนเราที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลง​ไม่กี่วัน ก็ขับรถไปเติมน้ำมันราคาถูกลงได้แล้ว

THAI มีต้นทุนการบินที่สูงกว่าคู่แข่งเจ้าอื่น ๆ

นอกจากเรื่องน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักของสายการบิน​ พี่ทุยเคยอ่านบทความที่เขียนโดยคุณบรรยง​ พงษ์พาณิชย์​ อดีตบอร์ดการบินไทย​ ซึ่งออกมาพูดเรื่องการบริหารต้นทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ​ที่จะทำให้การบินไทยปีกหักในที่สุด​ ขอเอามาให้เล่าให้ฟังคร่าว ๆ​ เพราะถ้าเอาครบทุกประเด็นเราอาจจะได้หนังสือเล่มนึง​แทน ฮ่าๆ​ ต้นทุนที่มีผลอย่างมากคือเรื่องของ​ “Cost to Ask” หรือต้นทุนต่อที่นั่งโดยสาร​ ซึ่งคิดมาจากต้นทุนทุกอย่างหารด้วยจำนวนที่นั่งของเครื่องบินนั้น ๆ (Capacity) คูณกับระยะทางเเล้วเเต่เส้นทางการบิน​ ถ้าเทียบกับสายการบินอื่น ๆ​ ในประเทศจะพบว่า​ ต้นทุน​ Cost to Ask เป็นอย่างนี้

การบินไทย​ มีต้นทุนกิโลเมตร​ละ​ 70 บาท
Bangkok Airways มีต้นทุนกิโลเมตรละ 90 บาท
Nok​ Air ​ มีต้นทุนกิโลเมตร​ละ ​40 บาท
Lion Air มีต้นทุน​กิโลเมตร​ละ​ 65 บาท

ในเมื่อต้นทุนแพงขนาดนี้​ ก็เหมือนเสียเปรียบ​ตั้งเเต่ที่จุดเริ่มต้นแล้ว​ แค่เส้นทางสั้น ๆ​ อย่างกรุงเทพ-ภูเก็ต​ ระยะทางประมาณ​ 700 กิโลเมตร​ ในขณะที่ ​Air​ Asia มีต้นทุนเพียง​ 1,115 บาท​ การบินไทยก็มีต้นทุนปาเข้าไป​ 2,590 บาทเข้าไปแล้ว​ คุณบรรยงบอกว่าได้พูดเรื่องนี้ไป​ แต่ผู้บริหารก็ตอบกลับมาว่าต้นทุนเราแพงแต่ค่าโดยสารจะแพงกว่า​ ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้โดยสารก็จะเลือกเดินทางกับเรานะ​เพราะว่าที่นั่งเรากว้าง​ บริการดี ของชำร่วยที่แจกก็ดีงาม​ ซึ่งตรงนี้พี่ทุยก็ไม่ได้เห็นผลทางสถิติอะไรเลยไม่อยากจะฟันธง​ ขอให้เป็นวิจารณญาณ​ของแต่ละคนเองดีกว่าว่าในฐานะผู้บริโภค​ เรายอมจ่ายแพงขึ้น​กว่า 1 เท่าตัวเพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นในการเดินทางสั้น​ ๆ อาจจะแค่​ชั่วโมงเดียวมั้ย​ อีกทั้งของชำร่วยที่ว่าพรีเมี่ยมก็พรีเมี่ยมน้อยลงเรื่อย ๆ​ ด้วย

อีกประเด็นเรื่องต้นทุน คือเรื่องการใช้พนักงานต่อเครื่องบินที่มากเกินพอดี​ เช่น​ Thai Tiger  มีพนักงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแค่​ 5 คนต่อลำเท่านั้น​ ในขณะที่​การบินไทยมีพนักงานเฉลี่ยต่อลำมากถึง​ 42​ คน

ปัญหาเรื่องการซื้อเครื่องบินช่วงที่ผ่านมาเป็นภาระระยะยาวให้กับ THAI

นอกจากนี้​ยังมีประเด็นของการสร้างต้นทุนด้วยการซื้อเครื่องบิน​ เครื่องบินรุ่นนั้นคือ​ Airbus A340-500​ ซึ่งรัฐบาลในช่วงปี​ 2546 ได้ไฟเขียวให้ซื้อรวมเป็นเงินลงทุนกว่า​หลายหมื่นล้าน​ เพราะต้องการจะขยายเส้นทางการบินตรงจาก กรุงเทพ-นิวยอร์ก​ แต่เส้นทางนี้บินได้เพียง​ 38​ เดือนก็ต้องหยุด​ เพราะทำให้การบินไทยขาดทุนไปถึง​ 7,000 ล้านบาท เนื่องจากเครื่องบินรุ่นนี้กินน้ำมัน​ น้ำมันเป็นต้นทุนหลักของเครื่องบินและช่วงนั้นน้ำมันก็แพงอีก

บางคนถ้าไม่ใช้อะไรแล้วอาจจะลงขายใน​ Kaidee.com แต่การบินไทยเลือกที่จะไม่ขายดีกว่า​ อย่างที่บอกว่าเครื่องบินรุ่นนี้กินน้ำมัน​ พอต้องขายเป็นเครื่องบินมือ 2 ราคาก็เลยตก​ เพราะคนอยากซื้อรุ่นอื่นมากกว่า​ และแม้จะมีคนยื่นข้อเสนอขอซื้อเครื่องบิน A340-500 นี้หลายครั้งเเล้ว​ แต่การบินไทยด้วยกฎหมายรัฐวิสาหกิจ ทำให้ไม่สามารถขายที่ราคาต่ำแบบนั้นได้ เลยจำเป็นต้องปล่อยให้เครื่องบิน​ตากแดดตากฝนอยู่อย่างนั้นและปล่อยให้ค่าเสื่อมราคากัดกินไปเรื่อย​ ๆ​ เหมือนรถยนต์​เรานั่นแหละที่ยิ่งเก่า​ราคายิ่งตก…

ก่อนจะจบแบบปลายเปิดให้ไปจินตนาการกันต่อ​ พี่ทุยขอเล่าถึงกรณีคล้าย ๆ​ กันที่เคยเกิดขึ้นกับสายการบินแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า​ เจแปน​ แอร์ไลน์​ เค้าเป็นธุรกิจรัฐวิสาหกิจเหมือนสายการบิน​ไทยเลย​ ในปี​ 2553 เจเเปน​ แอร์ไลน์ ประสบผลขาดทุนไป​​ 700,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นสายการบินแห่งชาติ​ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงช่วยพยุงเพราะคิดว่าเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ​ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าไป​ 350,000 ล้านบาท และขอให้ใช้ผู้บริหารใหม่ที่ทางรัฐบาลแต่งตั้งเองที่ชื่อว่า​ “คาซูโอะ​ อินาโมริ” ภายในแค่​ 2 ปี​ เจแปน​ แอร์​ไลน์​ ก็พลิกกลับมาทำกำไรได้เป็นหมื่นล้าน สิ่งที่คุณคาซูโอทำก็คือเริ่มปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากภายใน​ เช่น​ เรื่องการทำงานแบบเช้าชามเย็นชามของพนักงานและผู้บริหาร​ การรัดเข็มขัดลดรายจ่าย​ เช่น​ ลดจำนวนเครื่องบินขนาดใหญ่หรือกระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ​ อย่าง การติดป้ายราคาเครื่องมือ​ เครื่องใช้ต่าง ๆ​ เพื่อให้พนักงานตระหนักถึงต้นทุนเวลาใช้สิ่งของเหล่านั้น​ เป็นต้น

พี่ทุยก็ไม่รู้ว่ากรณีนี้สายการบินจะฟื้นคืนชีพจากกองเถ้าถ่านแบบนกฟีนิกซ์​ได้เหมือนสายการบิน เจแปน​ แอร์ไลน์ หรือเปล่านะ​ และควรเริ่มพิจารณา​ถึงโครงสร้างการเป็นรัฐวิสาหกิจที่อาจทำให้องค์กรตัวใหญ่​ ทำอะไรก็ต้องเกรงใจฝ่ายนู้นฝ่ายนี้ทำให้อะไร ๆ ก็เดินช้าไปหมด​ สมัยนี้อินเทอร์​เน็ต​ยังต้องปรับปรุง​ตัวเองให้เร็วขึ้นเสมอเลย​  นอกจากนี้สถานการณ์​โรคระบาดอย่างช่วงนี้บอกเลยว่า​ ไม่ว่าใครก็ควรยึดคติ​ “prepare for the worst, but hope for the best” ด้วยกันทั้งนั้น​แหละ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่เคยยักษ์ใหญ่อย่างการบินไทยหรือว่าตัวเราเอง​

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

Comment

Be the first one who leave the comment.

Leave a Reply