Bitcoin all time high

ทำไม “Bitcoin” พุ่งขึ้น 238% สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ?

 

ฉบับย่อ

  • Bitcoin ปรับตัวขึ้นกว่า 30% ภายในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ เมื่อเทียบกับต้นปี Bitcoin ปรับตัวขึ้นมาถึง 238%
  • สาเหตุของการเพิ่มของราคา Bitcoin เกิดจาก 2 ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินเปิดรับการซื้อขาย Cryptocurrency ทำให้เกิดความเชื่อมั่นและเพิ่มความสะดวกสบายในการแลกเปลี่ยน
  • อีกหนึ่งสาเหตุคือการลดลงของผลตอบแทนจากการขุด Bitcoin หรือการ Halving ซึ่งทำให้ Bitcoin เกิดการขาดแคลนส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"เปิดบัญชี Windsor Broker"
"เปิดบัญชี Windsor Broker"

เป็นที่ฮือฮากันอย่างมากกับตลาด Cryptocurrency ในช่วงนี้ โดย ณ เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ราคา “Bitcoin” (BTC) ขึ้นมาแตะที่ 23,629.67 เหรียญสหรัฐ หรือในตลาดไทยได้ทะลุ 700,000 บาท เป็นที่เรียบร้อย ทำ All Time High แซงปี 2017 

โดยใน 1 อาทิตย์ที่ผ่านมา BTC ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 30% จากราคาประมาณ 18,000 เหรียญสหรัฐ กลายเป็น 23,629.67 เหรียญสหรัฐ และเมื่อเทียบกับต้นปี BTC ขึ้นมาถึง 238% จากราคา 6,946.33 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 215,000 บาท ในตลาดไทยส่งผลให้ Cryto Currency อื่นๆปรับตัวขึ้นตามกันมาอย่างต่อเนื่อง

แล้วอะไรคือสาเหตุของการขึ้นครั้งนี้?

จุดเริ่มต้นของ “Bitcoin”

รู้หรือไม่ว่าบิทคอยน์มีอายุมากกว่า 11 ปีแล้ว และใช้เวลากว่า 8 ปี จนเริ่มกลายเป็นกระแสและถูกรู้จักอย่างแพร่หลาย โดยบิทคอยน์เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2009 และเริ่มมีการซื้อขายแลกเปลี่ยน 10,000 BTC กับพิซซ่า 2 ถาด ในปี 2010 ซึ่งในตอนนั้น 1 BTC มีมูลค่าน้อยกว่า 0.01 เหรียญสหรัฐ 

ซึ่งหากเทียบมูลค่าพิซซ่า 2 ถาดนั้นกับมูลค่าบิทคอยน์ในปัจจุบันจะมีมูลค่าสูงถึงเกือบ 230 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ก่อนที่บิทคอยน์จะมีมูลค่าสูงเท่าปัจจุบันนั้น BTC เคยทำจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2017 เป็นช่วงที่ BTC เติบโตไปทำ All Time High ที่ 20,089 เหรียญสหรัฐ ก่อนจะเกิดฟองสบู่และล่วงลงมาเหลือเพียงประมาณ 3,000 เหรียญสหรัฐ ภายในเวลาแค่ 1 ปี

อ่านต่อเรื่อง 7 สัญญาณเตือน “ฟองสบู่” แตก รู้แล้วต้องระวัง!

สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของราคา “Bitcoin”

โดยในช่วงปลายตุลาคมที่ผ่านมา บริษัท Paypal บริษัทชำระเงินยักษ์ใหญ่มีผู้ใช้งานกว่า 345 ล้านบัญชีทั่วโลก ได้ประกาศรับชำระซื้อขาย Cryptocurrency ผ่าน Paypal ได้แล้ว นั่นหมายความว่าการซื้อขายแลกเปลี่ยนบิทคอยน์นั้นจะง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก 

และหลังจากนั้นไม่นาน Apple Pay หนึ่งในบริการชำระเงินผ่านมือถือที่มียอดผู้ใช้งานเกือบ 400 ล้านบัญชีทั่วโลก ก็ประกาศเปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อ Bitcoin และ Cryptocurrency ผ่าน Application ได้

เมื่อ 2 ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินให้การเปิดรับและยอมรับ Cryptocurrency มากยิ่งขึ้น ความสะดวกการใช้งานในการแลกเปลี่ยน บิทคอยน์มีเพิ่มมากขึ้นและสร้างความน่าเชื่อถือให้บิทคอยน์มากกว่าเดิม จนในอนาคตบิทคอยน์อาจถูกนำมาใช้เป็นสินทรัพย์ทุนสำรองระหว่างประเทศแบบเดียวกับการใช้ทองคำก็เป็นได้

อีกหนึ่งตัวแปรหลักของการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2017 และช่วงปลายปี 2020 นี้นั้นคือการ Halving ของ BTC ที่จะเกิดขึ้นทุก ๆ ประมาณ 4 ปี ซึ่งทุกครั้งที่ BTC เกิดการ Halving จะส่งผลให้ราคาของ BTC ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การ Halving คืออะไร ?

โดยปกติแล้วกลไกการแลกเปลี่ยนของบิทคอยน์ต้องพึ่งการตรวจสอบธุรกรรมหรือที่เรียกว่าการขุดบิทคอยน์ ซึ่งผู้ที่ยืนยันหรือขุด Bitcoin นั้น จะได้บิทคอยน์เป็นรางวัลตอบแทน แต่เนื่องจากบิทคอยน์มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น หากมีการขุดไปเรื่อย ๆ ตัวบิทคอยน์เองก็จะถูกขุดหมดในเวลาไม่นาน ผู้สร้างหรือ Satoshi Nakamoto ได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงได้คิดเรื่องการ Halving ขึ้นมา

การ Halving คือการลดทอนผลตอบแทนของการขุดลงครึ่งหนึ่ง โดยในยุคเริ่มต้นของ Bitcoin นั้นผลตอบแทนของการขุดจะได้สูงถึง 50 BTC ต่อการขุด 1 บล็อค และเมื่อเกิดการ Halving ผลตอบแทนของการขุดจะลดลงครึ่งหนึ่ง หรือเหลือ 25 BTC ต่อการขุด 1 บล็อค ซึ่งในปี 2020 นั้นเป็นการเกิด Halving ครั้งที่ 3 ทำให้ผลตอบแทนในปัจจุบันเหลือเพียง 6.25 BTC ต่อการขุด 1 บล็อคนั่นเอง

นั่นหมายความว่ายิ่งเวลาผ่านไปบิทคอยน์จะยิ่งหายากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะปริมาณ Bitcoin ใหม่ที่จะออกสู่ตลาดน้อยลงและเกิดการขาดแคลนตัวบิทคอยน์ ซึ่งหลาย ๆ คนเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้มูลค่าของบิทคอยน์เพิ่มขึ้น และทำให้ทุกครั้งหลังเกิดการ Halving ราคาของ BTC จะปรับตัวและทำจุดสูงสุดในช่วงประมาณ 1 ปีครึ่ง และนี่อาจเป็นอีก 1 สาเหตุที่ทำให้ช่วงปัจจุบันบิทคอยน์มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำ All Time High

แต่ถึงแม้การ Halving จะทำให้ตัวบิทคอยน์เกิดการขาดแคลนและควรจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่อย่าลืมว่า Cryptocurrency นั้นไม่ได้มีแต่เพียงบิทคอยน์ แต่ยังมีสกุลอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าการ Halving นั้นทำให้มูลค่าของบิทคอยน์เพิ่มขึ้นจริง ๆ หรือไม่

พี่ทุยคิดว่าใครที่ไม่เคยลงทุนใน Bitcoin เลยก็ควรจะต้องระวังไว้ เพราะบิทคอยน์ หรือ Cryptocurrency ต่าง ๆ มีความผันผวนมาก ๆ และถึงแม้ภาพรวมในปัจจุบันของบิทคอยน์จะดีขึ้นและได้รับการยอมรับมากขึ้นแต่ก็ไม่มีใครรู้อนาคตที่แน่นอน 

อ่านต่อเรื่อง อยาก “ลงทุนบิทคอยน์” ควรเริ่มอย่างไร ?

เพราะถ้าลงทุนแบบไม่ระวัง ไม่มีแผนการรับมือที่ดี เราอาจจะเข้ามาลงทุนในช่วงที่เกิดฟองสบู่หรือเตรียมปรับฐานครั้งใหญ่โดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ ซึ่งอาจเป็นเหมือนช่วงปลายปี 2017 ที่ราคา BTC จาก 20,089 เหรียญสหรัฐลดลงเหลือเพียง 3,000 เหรียญสหรัฐ ทำให้เราต้องทนขาดทุนกว่า 80% โดยกินเวลยาวนานถึง 2-3 ปีเลยทีเดียว

ดังนั้นอย่าลืมศึกษาหาข้อมูลอัปเดตข่าวสารให้ดี และเตรียมแผนรับมือหากเกิดเหตุการไม่คาดฝันจะได้ไม่เจ็บตัวจากการลงทุนนะ

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: