หุ้น RS ปรับตัวโดดขึ้นเกือบ 4% เป็น 20.30 บาท ในวันที่ 24 ม.ค. 2565 จากข่าวการพิจารณาเข้าซื้อกิจการของยูนิลีเวอร์ มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท ในส่วนของธุรกิจขายตรง Omni Channel ซึ่งทาง RS เองก็ไม่ได้ปฏิเสธตรง ๆ เพียงแต่แจ้งว่ายังอยู่ในระหว่างการศึกษา ตาม “แผนธุรกิจ RS” ที่สนใจจะเข้าซื้อธุรกิจใหม่ ๆ
และได้ทำการแจ้งข้อมูลกับทางตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อย ปัจจุบันจึงยังไม่มีความชัดเจน ทำให้ราคาร่วงกลับมาที่ 19.50 บาท ในวันที่ 25 ม.ค. 2565
แผนธุรกิจ RS มีอะไรน่าสนใจบ้าง กำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน
RS Group ถือเป็นหนึ่งในบริษัทไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางธุรกิจอย่างมาก จากค่ายเพลงในอดีตตั้งแต่ปี 2525 ปรับตัวตามยุคสมัยสู่กลุ่มธุรกิจพาณิชย์ Multi-platform Commerce ที่กลายมาเป็นรายได้ใหม่ที่มีสัดส่วนถึง 60% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2562 เลยทีเดียว เป็นการรีแบรนด์ก้าวใหญ่ที่พลิกจากธุรกิจสื่อที่โดน Disrupt ให้กลับมามีแรงได้ออย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง
ปัจจุบัน RS แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่
1. ธุรกิจพาณิชย์ – มี RS Mall เป็นช่องทางการขายออนไลน์และออฟไลน์ โดยมีผลิตภัณฑ์ OEM ที่ออกแบบและพัฒนาโดยบริษัท Lifestar
2. ธุรกิจสื่อ – มีสื่อโทรทัศน์หรือช่อง 8 และ สื่อวิทยุ Coolism FM93.0 โดยยังมีธุรกิจ Event ภายใต้ชื่อ Coolive และ Coolanything ที่ช่วยเปลี่ยนผู้ฟังกลายเป็นผู้ซื้อส่งเสริมธุรกิจพาณิชย์อีกหนึ่งช่องทาง
3. ธุรกิจเพลง – ปัจจุบัน RS มีค่ายเพลงด้วยกันทั้งหมด 3 ค่ายได้แก่ Rosesound, Kamikaze และ RSIAM ที่มีโจทย์และกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน
และล่าสุด RS เองก็ได้เข้าสู่ตลาดบล็อกเชนกับการออกเหรียญ Popcoin ที่มาเพื่อเป็น Utility Token ในการตอบโจทย์ Smart Marketing Platform ที่เชื่อมผู้บริโภค แบรนด์ และผู้สร้างคอนเทนต์หรือ Creator เข้าด้วยกัน สร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งและคาดว่า Popcoin นี้จะเป็นหนึ่งกลยุทธที่จะผลักดันรายได้ 5,100 ล้านบาทให้ RS
แผนกลยุทธปี 2565 ของ RS
RS ตั้ง 4 กลยุทธสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัทให้เติบโตในระยะยาวด้วยการ
1. สร้าง Digital Economy บนโมเดลธุรกิจ Entertainmerce และ transform Physical Asset ให้กลายเป็น Digital Asset เป็นแหล่งสร้างรายได้ใหม่ ๆ และใช้ Popcoin แปลง Asset ของ RS ให้เข้าสู่โลก Blockchain
2. ใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ จากจุดแข็งที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายและมีข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก นำมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดทิศทางธุรกิจ ภายใต้ Vision และ Mission ขององค์กร เพื่อเพิ่มรายได้และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ
3. พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ เน้นกลุ่มลูกค้า Mass Market ให้เป็นที่รูจักแพร่หลายและเป็น First Mover ในตลาดสินค้าประเภทนั้น ๆ
4. เข้าซื้อกิจการจับมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพโดยเน้นบริษัทที่สามารถ Synergy กับ RS เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งที่มีระบบนิเวศตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำเพื่อมูลค่าให้แก่บริษัท
ซึ่งปี 2565 นี้เอง RS ได้ตั้งเป้าที่จะหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจเพิ่มเติม 1-2 ดีล ด้วยงบลงทุน 500 – 1,000 ล้านต่อดีล โดยโฟกัสในการต่อยอดโมเดลธุรกิจ Entertainmerce ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เสริมสร้าง Ecosystem ให้แข็งแรง
จะเห็นได้ว่ารายได้ของ RS ในด้านธุรกิจพาณิชย์มีสัดส่วนและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 รายได้จากพาณิชย์มีสัดส่วนสูงถึง 63% จากรายได้ทั้งหมดและแม้จะได้รับผลกระทบจากช่วงโควิด แต่รายได้ของปี 2563 ก็ยังสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นได้
ความเป็นไปได้ของการ RS เข้าซื้อ Unilever
ถ้าจากข้อมูลล่าสุดจาก RS โดยตรงนั้นยังถือว่าให้คำตอบไม่ได้และยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งหากเรามองดูที่ตัวธุรกิจของ Unilever ที่มีความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์และความน่าเชื่อถือ ทางด้านธุรกิจขายตรงของ Unilever เองก็เข้ามาดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2543
มีการปรับโครงสร้างธุรกิจมาตลอดเวลา ซึ่งข้อมูลจากสมาคมการขายตรงเองระบุว่า ธุรกิจขายตรงมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท โดยครึ่งปี 2564 มีการหดตัว 5% ถือเป็นธุรกิจที่อาจมองช่องทางการเติบโตในไทยยากขึ้น
แต่กลับเป็นโอกาสหากนำมาร่วมมือกับ RS เพราะ Unilever มีทั้งทรัพยากร พนักงาน และลูกค้าในมือ การเข้าซื้อหรือร่วมมือสามารถเสริมศักยภาพและช่องทางในการกระจายสินค้าที่กำลังเติบโตของ RS ได้ รวมถึงอาจช่วยพัฒนาศักยภาพ EDN (Exclusive Distribution Network) ตัวแทนจำหน่ายของ RS
แต่เมื่อข้อมูลปัจจุบันยังไม่ชัดเจนก็ต้องรอลุ้นกันต่อไปว่า RS จะหยิบธุรกิจอะไรมาเสริมความแข็งแกร่งและสร้าง Synergy ให้ RS เติบโตและยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้น
อ่านเพิ่ม