ล่าสุด VinFast ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า สัญชาติเวียดนามเตรียมไปขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ใช้ชื่อย่อว่า VFS วันนี้พี่ทุยจะพาไปรู้จักกับบริษัท VinFast ว่าทำไมถึงมองไกลไป IPO ถึงสหรัฐฯ มีกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างไร?
รู้จัก VinFast รถยนต์ไฟฟ้า ราคาจับต้องได้
VinFast บริษัทผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามและอยู่ในเครือของ Vingroup กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ Pham Nhat Vuong มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของเวียดนามเป็นผู้ก่อตั้ง ประกอบธุรกิจมากมายไม่ว่าจะเป็นอสังหาฯ บริษัทเทคโนโลยี ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล การเกษตร บันเทิง
VinFast ก่อตั้งเมื่อปี 2017 เริ่มต้นด้วยความช่วยเหลือด้านการผลิตและออกแบบจาก 3 ค่ายรถยนต์สัญชาติยุโรป ประกอบด้วย Pininfarina จากอิตาลี BMW จากเยอรมนี และ Magna Steyr จากออสเตรีย จากนั้นปี 2018 เปิดตัวรถยนต์สันดาป (ใช้น้ำมัน) 2 รุ่น คือ LUX A2.0 และ LUX SA2.0 ซึ่งใช้ต้นแบบจาก BMW 5 Series F10 และ BMW X5 F15
เดือน มี.ค. 2021 เปิดตัวรถยนต์ EV (ใช้ไฟฟ้า) รุ่นแรกชื่อ VF e34 จำหน่ายในเวียดนามด้วยราคา 940,000 บาท ค่าเช่าแบเตอรี่เดือนละ 2,000 บาท ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจเรียกว่า Battery Subscription ที่ Nio บริษัทรถยนต์ EV จากจีนเลือกใช้เช่นกัน จากนั้นเปิดตัว VF 8 และ VF 9 จากนั้นก็เปิดตัวรถยนต์ EV อีกหลายรุ่นให้ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้งาน โดย VF 8 ใช้แบตเตอรี่จาก Samsung SDI ซึ่งปัจจุบันได้ส่งมอบรถยนต์ถึงผู้ใช้ในสหรัฐฯ แล้ว
รถยนต์ไฟฟ้า VinFast ราคาเท่าไร
ปัจจุบันเว็บไซต์ VinFast สหรัฐฯ (https://vinfastauto.us/) เปิดจองรถยนต์ EV 2 รุ่น คือ VF 8 และ VF 9
- รถรุ่น VF 8 เป็นรถ SUV ขนาดกลาง ราคา 42,200 ดอลลาร์ ไม่รวมราคาแบตเตอรี่ (1,477,000 บาท) ส่วนราคาพร้อมแบตเตอรี่ 57,000 ดอลลาร์ (1,995,000 บาท)
- รุ่น VF 9 รถ SUV เต็มรูปแบบ ราคา 57,500 ดอลลาร์ ไม่รวมราคาแบตเตอรี่ (2,012,500 บาท) ส่วนราคาพร้อมแบตเตอรี่ 76,000 ดอลลาร์ (2,660,000 บาท)
พาไปดูกลยุทธ์หนีอาเซียนลุยตีตลาดต่างประเทศ
VinFast วางตำแหน่งแบรนด์เป็นอันดับ 1 ในเวียดนามและเป็นผู้นำในย่านอาเซียน แต่ดูเหมือนว่าเป้าหมายหลังจะนำไปสู่อีกเป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือ การบุกตลาด EV ในอเมริกาเหนือและยุโรป เพราะภูมิภาคอาเซียนมีประเทศไทยที่เป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน และยังมีคู่แข่งหน้าใหม่ไฟแรงอย่างอินโดนิเซีย
VinFast จึงประเมินว่าการก้าวขึ้นมาสู้กับสองชาติที่ตั้งเป้าเป็นฐานการผลิตรถยนต์ EV เป็นเรื่องที่ยาก ประกอบกับความต้องการรถยนต์ EV ในย่านอาเซียนน้อยกว่าสหรัฐฯ และยุโรป จึงใช้โอกาสที่ความต้องการรถยนต์ EV เพิ่มขึ้น เข้าไปบุกตลาดอเมริกาเหนือและยุโรป
ปัจจุบัน VinFast มีสำนักงานในสหรัฐฯ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ เน้นจุดแข็งด้านราคาที่ต่ำกว่าจากความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงาน
บริษัทเจาะตลาดรถยนต์ EV ด้วยโมเดลตั้งราคารถแยกจากค่าเช่าแบตเตอรี่รายเดือน ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่ Nio ผู้ผลิตรถยนต์ EV จากจีนเลือกใช้ มีข้อดี คือ เปิดให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนรุ่นแบตเตอรี่ได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และช่วยให้รถยนต์ใช้งานได้ยืดหยุ่นมากขึ้น
ปัญหา Supply Chain ทั่วโลกที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2021-2022 ทำให้ Vingroup สร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในเวียดนามด้วยมูลค่าเงินลงทุน 174 ล้านดอลลาร์ เพื่อป้อนการผลิตรถยนต์ EV ของ VinFast
เมื่อเดือน มี.ค. 2022 VinFast เผยว่าจะลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ EV และแบตเตอรี่ในสหรัฐฯ ที่นอร์ทแคโรไลนา ด้วยเงินลงทุนในเฟสแรกกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในเดือน ก.ค. 2024 ที่ 150,000 คันต่อปี
การตั้งฐานการผลิตในสหรัฐฯ ครั้งนี้นอกจากเป็นการเจาะตลาดโดยตรงแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าเวียดนามยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมในประเทศสู่การผลิตเทคโนโลยีในประเทศที่ก้าวหน้าอย่างสหรัฐฯ
สถานะการเงิน ยอดขาย
ปี 2019 VinFast ส่งมอบรถยนต์ 19,400 คัน มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า 50,000 คัน ปี 2020 ส่งมอบรถยนต์ 31,500 คัน มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า 45,400 คัน และปี 2021 ส่งมอบรถยนต์ 35,700 คัน มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า 42,000 คัน
ปี 2021 VinFast มีรายได้ 670.6 ล้านดอลลาร์ ขาดทุนสุทธิ 1,350 ล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้ 9 เดือนแรกของปี 2022 อยู่ที่ 439.4 ล้านดอลลาร์ ขาดทุนสุทธิ 1,450 ล้านดอลลาร์ โดยหากรายได้ยังเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเดิม ปี 2022 จะมีรายได้ที่ 600 ล้านดอลลาร์
การขายหุ้น IPO ที่อาจส่งให้บริษัทมีมูลค่าถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์
VinFast ระบุว่าจะดำเนินการจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนในประเทศสิงคโปร์ แต่ยังไม่ระบุรายละเอียดทั้งจำนวนหุ้นที่เสนอขายและช่วงราคา บริษัทเคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าจะเสนอขายหุ้น IPO ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2022 แต่อาจล่าช้าไปถึงปี 2023
มีรายงานข่าวว่าบริษัทตั้งเป้าหมายระดมทุนไว้ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้ทั้งบริษัทมีมูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าคำนวณจากค่าเฉลี่ยราคาต่อยอดขายของกลุ่ม battery-powered ซึ่งอยู่ที่ 9 เท่า และสมมติว่ารายได้เติบโตคงที่ไปที่ 600 ล้านดอลลาร์ อาจทำให้ระดมทุนได้ถึง 5,000 ล้านดอลลาร์
หากเทียบกับบริษัทยานยนต์ที่กำลังก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งในธุรกิจรถยนต์ EV ไม่ว่าจะเป็น Renault, Volkswagen ต่างมีมูลค่าที่ต่ำกว่ามากโดยสะท้อนผ่านราคาต่อยอดขายต่ำกว่า 1 เท่า ดังนั้นความท้าทายจึงเป็นมูลค่าที่จะระดมทุนได้
ซึ่งความท้าทายดังกล่าวมาพร้อมกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดในตลาดรถยนต์ EV สหรัฐฯ การเร่งเจาะตลาดต่างประเทศที่สวนทางตำราซึ่งบริษัททั่วไปควรสร้างฐานธุรกิจในประเทศตนเองให้มั่นคงก่อนจะเติบโตนอกประเทศ ส่งผลให้ผู้บริโภคอาจไม่สนใจมากนักเพราะไม่รู้จักแบรนด์
นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงและการควบคุมต้นทุนการผลิต อีกทั้งอาจเจอกับปัญหาการขาดแคลนชิปอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก
แน่นอนว่ายังไม่มีคำตอบสำหรับความท้าทายเหล่านี้ แต่ก็น่าสนใจไม่น้อยกับ VinFast ที่ก้าวเข้าไปเป็นคู่แข่ง Tesla ถึงแผ่นดินสหรัฐฯ ซึ่ง VinFast ก็มีความได้เปรียบอยู่บ้างจากการเป็นบริษัทในเครือ Vingroup ที่มีธุรกิจขนาดใหญ่ถึง 2.2% ของ GDP เวียดนาม ดังนั้นเงินทุนคงมีให้ใช้กันอีกยาวนาน
อ่านเพิ่ม