[สรุปโพสต์เดียวจบ] ธนาคารกรุงศรีซื้อพอร์ต “บัตรเครดิต Citibank” 67,000 ล้านบาท กระทบอะไรบ้าง ?

[สรุปโพสต์เดียวจบ] ธนาคารกรุงศรีซื้อพอร์ต “บัตรเครดิต Citibank” 67,000 ล้านบาท กระทบอะไรบ้าง ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • Citi ขายพอร์ตลูกค้ารายย่อยต่อให้ BAY รวมมูลค่ากว่า 67,000 ล้านบาท
  • ลูกค้าปัจจุบันของ Citi จะได้รับประกาศรายละเอียดวิธีการดำเนินการในภายหลัง
  • เมื่อธนาคารซื้อพอร์ตลูกค้ารายย่อย ส่วนใหญ่จะมีความสามารถในการแข่งขันที่มากขึ้น รายได้มากขึ้น และมีแนวโน้มที่ราคาหุ้นเติบโตขึ้นด้วย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เป็นที่น่าสนใจกับของการตัดสินใจของ Citi Group ที่เตรียมก้าวออกจากไทย และมีการคาดคะเนไปในทิศต่าง ๆ ว่า ธนาคารไหนจะเป็นผู้รับดูแลกลุ่มลูกค้า “บัตรเครดิต Citibank” ต่อจาก Citi Group จนได้ข้อสรุปแล้วเป็นธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY เป็นผู้ชนะการประมูลพอร์ตธุรกิจรายย่อยสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลของ Citibank ประเทศไทย รวมมูลค่ากว่า 67,000 ล้านบาท

เส้นทางของ “บัตรเครดิต Citibank” ในไทย

Citibank เริ่มดำเนินธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2510 ถือว่าเป็นการเดินทางยาวนานกว่า 54 ปี ผู้คนทั่วไปจะคุ้นหูคุ้นตา Citibank ในรูปแบบบัตรเครดิต เพราะเป็นหนึ่งค่ายที่การตลาดได้ทั่วถึงไลฟ์สไตล์ผู้คน และ “บัตรเครดิต Citibank” เป็นบัตรที่เรียกว่าหลาย ๆ คนต้องมี

Citibank เริ่มตัดสินใจถอนธุรกิจจากประเทศไทยจากที่ในช่วงต้นปี 2564 งบการเงินของกลุ่มธุรกิจในเอเชียมีรายได้ที่ลดลง ประกอบกับ CEO คนใหม่ของ Citi Group ได้รับตำแหน่ง จึงมีการปรับกลยุทธ์และถอนตัวออกจาก 13 ประเทศ ซึ่งมีไทยเป็นหนึ่งในนั้น

ลูกค้าเก่าของ “บัตรเครดิต Citibank” จะมีผลอะไรบ้าง

ใครที่ยังเป็นลูกค้าปัจจุบันอาจมีความกังวลว่าจะได้รับการดูแลต่ออย่างไร โดยปกติแล้วจะมีธนาคารที่ซื้อพอร์ตลูกค้าต่ออย่างในเคสนี้ก็คือ BAY ที่จะเป็นผู้รับการถ่ายโอนลูกค้า

หลังจากได้ข้อสรุปกำหนดวันรับโอนแล้ว ก็จะมีการประกาศให้ลูกค้าเก่าของ Citibank ติดต่อธนาคารเพื่อทำเรื่องถ่ายโอนข้อมูลของลูกค้าจาก Citibank ไปยัง BAY โดยที่ผ่านมามักจะเป็นลักษณะการส่งจดหมายไปยังที่อยู่ที่เเจ้งไว้กับธนาคารเดิม (Citibank) เพื่อเเจ้งรายละเอียดขั้นตอนต่าง ๆ ช่วงเวลา และวิธีการดำเนินการอีกครั้ง

ในช่วงแรกโปรโมชันหรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ อาจจะยังคงอยู่ แต่หลังจากนั้นก็มีโอกาสที่จะถูกปรับเปลี่ยนไป ขึ้นอยู่กับทิศทางของ BAY เองว่า จะยังคงโปรโมชันและสิทธิพิเศษตามฐานกลุ่มลูกค้าเดิมหรือไม่ หรือหากมีการเปลี่ยนเเปลงจะมีอะไรมาทดแทนบ้าง 

สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนต้องระวังเลยคือระบบตัดอัตโนมัติ เช่น หากใครมีการผูกการชำระไว้กับค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ไว้กับบัตรเครดิต ต้องอย่าลืมตรวจสอบและทำเรื่องกับบัตรใหม่ไว้เพื่อกันไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

กรณีศึกษา การโอนลูกค้าจาก Standard Chartered สู่ Tisco

อย่างในเคสตอนที่ Standard Chartered ย้ายมา Tisco ในช่วงปลายปี 2560 ก็มีการโอนลูกค้ามาโดยยังคงสิทธิประโยชน์ที่ใกล้เคียงกันและอาจมีการเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ของ Tisco ก่อนจะปรับสิทธิตามสภาพตลาดและการแข่งขันในช่วงต่อมา 

ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นการขยายฐานกลุ่มลูกค้าของ Tisco เป็นอย่างมาก เพิ่มความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันให้กับ Tisco อีกทั้งยังทำให้มูลค่าหุ้นของ Tisco เพิ่มขึ้นอีกด้วย จากราคา 53 บาทต่อหุ้นก่อนช่วงประกาศข่าว ในช่วงปลายปี 2559 จนมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 95 บาทในช่วงต้นปี 2561 หลังทำการโอนย้ายเสร็จ หรือเติบโต 79.25%

กรณีศึกษา การโอนลูกค้าจาก HSBC สู่ BAY

ในอดีต BAY เองก็เคยเกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ กันอย่างการซื้อพอร์ตรายย่อยจาก HSBC ในช่วงต้นปี 2555 ประกอบไปด้วยธุรกิจบัตรเครดิต ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ธุรกิจสินเชื่อที่อยู่อาศัย และธุรกิจเงินฝากส่วนบัคคลและตั๋วแลกเงิน

โดยพอร์ตครั้งนี้มีมูลค่าการซื้อที่เล็กกว่าด้วยมูลค่าเพียง 3,557 ล้านบาท ราคาหุ้น BAY อยู่ที่ 21.8 บาท ในช่วงที่มีประกาศการซื้อพอร์ตรายย่อยของ HSBC

ก่อนที่ราคาจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจนโอนย้ายลูกค้าเสร็จในช่วง มี.ค. 2556 สามารถทำราคา High อยู่ที่ 37 บาท และราคาปิดในเดือน มี.ค. 2556 ที่ราคา 34.75 บาท หรือเติบโต 59.4% ภายในเวลาเพียง 14 เดือนเท่านั้น หลังจากที่มีข่าวซื้อพอร์ตเมื่อปี 2555 และเมื่อดูรายได้หลังจากนั้นก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพของ BAY เอง รวมกับฐานลูกค้าพอร์ตรายย่อยจาก HSBC ที่มีศักยภาพทำให้ช่วยสนับสนุน

[สรุปโพสต์เดียวจบ] ธนาคารกรุงศรีซื้อพอร์ต “บัตรเครดิต Citibank” 67,000 ล้านบาท กระทบอะไรบ้าง ?

จะเห็นได้ว่าส่วนมากแล้วเวลาธนาคารได้รับโอนพอร์ตลูกค้ามานั้นมักจะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ทั้งมีฐานลูกค้าที่มากขึ้น ระดับ Economies of scale (ต้นทุนการผลิตถูกลง ขณะที่ทำกำไรได้เพิ่มขึ้น) ที่ดีขึ้น จากที่ BAY มีระบบบริการต่าง ๆ ที่ดูแลทั้งโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อฐานลูกค้ามากขึ้น เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มรายได้โดยที่มีต้นทุนต่อหัวลดลง

ส่วนเรื่องการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้า ก็ต้องดูกันต่อไปว่าเมื่อ BAY ได้รับพอร์ตลูกค้าใหม่จาก Citibank มาแล้วจะยังสามารถดันบริการและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ BAY มีต่อยอดรายได้เพิ่มเติมจากลูกค้ากลุ่มใหม่นี้ได้มากน้อยเพียงใด

อัปเดต ม.ค. 2565 UOB ปาดหน้ากรุงศรี ซื้อธุรกิจลูกค้ารายย่อยและธุรกิจบัตรเครดิต Citibank เรียบร้อยแล้ว

หลังจากมีข่าวลือว่าธนาคารกรุงศรี ฯ (BAY) ชนะการประมูลธุรกิจรายย่อยสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลของ Citi ไปเมื่อช่วงปลายปี 2564 นั้น ล่าสุดคล้ายจะเป็นแค่ข่าวโคมลอยกันซะแล้ว เพราะดูเหมือนว่าผู้ที่ชนะดีลจะกลายเป็น “กลุ่มธนาคารยูโอบี” หรือ “UOB”

โดยเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2565 “Citi Group” ได้ประกาศการข้อตกลงในการขาย “ธุรกิจธนาคารกลุ่มลูกค้าบุคคล” (Customer Banking) ของ Citi ไทย, อินโดนีเชีย, มาเลเชีย และ เวียดนาม อย่างเป็นทางการให้กับ UOB โดยดีลดังกล่าวรวมไปถึง “ธุรกิจธนาคารลูกค้าบุคคล” (Retail Banking) และ​ “ธุรกิจบัตรเครดิต” แต่ไม่รวมธุรกิจสถาบันของธนาคารในทั้ง 4 ประเทศ

อีกทั้งข้อตกลงยังครอบคลุมพนักงาน Citi ทั้งหมดประมาณ 5,000 คน ซึ่งประกอบด้วยพนักงานธนาคารในธุรกิจกลุ่มลูกค้าบุคคล และพนักงานในส่วนสนับสนุนธุรกิจบุคคล ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าดีลธุรกิจทั้งหมดอยู่ที่ 3.65 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 121,280 ล้านบาท

โดย UOB นั้นได้รับการคัดเลือกจาก Citi ตามขั้นตอนการประมูลราคาที่มีการแข่งขันกันอย่างเปิดกว้าง และ การเปลี่ยนผ่านนี้ในแต่ละประเทศจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการอนุมัติด้านกฎระเบียบ และเงื่อนไขของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถปิดดีลนี้ได้ในช่วงกลางปี 2565 ถึงต้นปี 2567

ซึ่งทาง UOB เชื่อว่าดีลนี้จะเป็นตัวเร่งให้ UOB สามารถบรรลุยอดเป้าหมายลูกค้าปี 2569 ที่ต้องการเพิ่มฐานลูกค้ารายย่อยใน 4 ประเทศนี้ให้เป็นสองเท่าจากในปัจจุบัน โดยคาดว่าฐานลูกค้ารายย่อย (Retail Customers) จะเพิ่มขึ้นจาก 2.9 ล้านคน เป็น 5.3 ล้านคน หลังควบรวมกิจการ

ทั้งนี้ ยังคาดว่ารายได้ต่อปีของ UOB จะเพิ่มขึ้นหลังการซื้อกิจการอยู่ที่ประมาณ 743 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 24,600 ล้านบาท และการเข้าซื้อ Citi นี้จะทำให้รายได้และเงินกู้ (Gross Loan) ของ UOB เพิ่มขึ้นรวมทั้ง 4 ตลาดจากเดิมประมาณ 1.4 เท่า และ 1.2 เท่าตามลำดับ

ซึ่งทาง UOB เชื่อว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เองมีศักยภาพมากพอทั้งด้านฐานลูกค้า บุคลากร และศักยภาพของธุรกิจที่เอื้อให้ “UOB Group” สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

พี่ทุยคิดว่าเป็นดีลระดับภูมิภาคที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะการควบรวมกิจการจะทำให้ธุรกิจที่ได้ไปมีความสามารถในการแข่งขันที่มากขึ้น รายได้มากขึ้น และมีแนวโน้มที่ราคาหุ้นและธุรกิจจะเติบโตขึ้นด้วยนั่นเอง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: