เขาว่ากันว่าคนเราจะรู้จักกันมากขึ้นเมื่อได้แชร์เพลงที่ชอบให้กันฟัง (พี่ทุยนี่ก็คมเหมือนกันนะเนี้ย ฮรี่ๆ) ทุกวันนี้ในไทยเราก็มีแอพพลิเคชั่นฟังเพลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น JOOX, Apple Music หรือบางคนก็ฟังผ่าน Youtube ซะเลย บทความนี้พี่ทุยจะมาเล่าให้ได้อ่านกันถึงอีกหนึ่งทางเลือกของการฟังเพลงนั่นคือ “Spotify” แอพฯฟังเพลงสัญชาติสวีดิช ที่กำลังเข้ามาเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆกัน
ความตกต่ำของวงการดนตรีในยุคอินเตอร์เน็ต
ก่อนจะเข้าเรื่อง Spotify เนี่ย พี่ทุยอยากจะเท้าความไปถึงอุตสาหกรรมดนตรีทั้งวงการก่อนเลย
ในยุคที่วงการดนตรีระดับโลกเติบโตเฟื่องฟูที่สุดก็คือปี 1999 ซึ่งเป็นช่วงที่ Backstreet Boys และ Britney Spears ครองชาร์ตเพลงเป็นว่าเล่น รายได้เกือบทั้งหมดของอุตสาหกรรมดนตรียังมาจากการขายอัลบั้มที่จับต้องได้ เช่น เทป ซีดีเพลง โดยในปี 1999 มูลค่ารายได้ของอุตสาหกรรมเพลงทั่วโลกนั้นสูงถึง 7.6 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
แต่ว่าเมื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราๆมากขึ้นก็กระทบกับอุตสาหกรรมดนตรีเข้าอย่างจัง รายได้จากการขายอัลบั้มก็เริ่มถดถอย นั่นเป็นเพราะว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงและดาวน์โหลดเพลงแบบผิดกฎหมายอย่างแพร่หลาย แม้ว่าช่วงเวลาต่อมาจะมีผู้ให้บริการสตรีมมิ่งเพลงแบบถูกกฎหมายขึ้นมามากมายรวมถึง Spotify ที่เริ่มเปิดตัวตั้งแต่ปี 2008 แต่เทรนด์รายได้ของวงการดนตรีโลกก็ยังตกต่ำต่อเนื่องและต่ำสุดๆ ในปี 2014 ที่มีมูลค่าตลาดรวม 4.6 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่ข่าวดีก็คือเมื่อปี 2016 นั้นก็พอจะเห็นภาพการฟื้นตัวกลับไปอยู่แถวๆ 5 แสนล้านบาทจนได้
แม้ว่ารายได้จากการขายอัลบั้มเพลงจะตกต่ำต่อเนื่อง แต่ก็ต้องขอบคุณการเข้ามาในวงการเพลงของผู้ให้บริการสตรีมมิ่งหรือดิจิตอลดาวน์โหลดไม่ว่าจะเป็น Spotify เอง Apple Music หรือแม้กระทั่ง Youtube ที่ช่วยฉุดรายได้ดิจิตอลของศิลปินทั้งหลายให้กลับมาหายใจหายคอได้ ซึ่งตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมารายได้จากการสตรีมเพลงดิจิตอลก็สูงกว่ารายได้จากการขายซีดีเพลงมาตลอดเลย
แล้วอะไรคือ “Spotify” ?
Spotify นั้นเป็นบริษัทสตาร์ทอัพของประเทศสวีเดนที่ก่อตั้งขึ้นโดย Daniel Ek และ Martin Lorentzon (Co-Founder) เปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในปี 2008 ซึ่งตอนนั้น Daniel อายุแค่ 25 ปีเท่านั้นเอง และในวันนี้ 10 ปีผ่านไป Spotify ก็กลายมาเป็นผู้ให้บริการสตรีมมิ่งเพลงรูปแบบ Subscription ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเพลงในสต๊อกมากกว่า 35 ล้านเพลง ให้บริการแฟนเพลงจาก 65 ประเทศทั่วโลก สำหรับของประเทศไทยก็เปิดตัวไปเมื่อ 22 สิงหาคม ปี 2017 ที่ผ่านมานี่เอง
Daniel Ek และ Martin Lorentzon ผู้ร่วมก่อตั้ง Spotify
รูปแบบการให้บริการของ Spotify คือเปิดให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าไปฟังเพลงได้ฟรี เพียงแต่หากยอมจ่ายค่าสมาชิกเพื่ออัพเกรดเป็นบัญชีพรีเมี่ยมแล้วจะสามารถดาวน์โหลดเพลงมาฟังแบบออฟไลน์ได้ เลือกเพลงฟังได้ ระบบเสียงคมชัดมากขึ้น และที่สำคัญคือไม่มีโฆษณาคอยกวนใจนั่นเองจ้า
ผลงานของ “Spotify” ในวัย 10 ขวบ
ผ่านมา 10 ปีแล้วนับจากที่เริ่มให้บริการสตรีมมิ่งเพลง ข้อมูลล่าสุด Spotify มียอด Active Users สูงถึง 170 ล้านบัญชี โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ฟังที่เลือกรับโฆษณา (ก็คือใช้แอพฯฟรีนั่นแหล่ะ) แต่ๆๆๆ อย่าเพิ่งคิดว่าคนที่ยอมเสียเงินเพื่อฟังเพลงจะมีน้อยนะ เพราะมีถึง 75 ล้านบัญชีที่ยอมจ่ายค่าบริการเพื่ออัพเกรดเป็นบัญชีพรีเมี่ยมซึ่งยอดนี้มีมากกว่าผู้ใช้บริการ Apple Music กว่าเท่าตัวเลย
แล้วรู้ไหมว่าตลอดทั้งปี 2017 มีผู้เข้าไปฟังคอนเทนต์ต่างๆ ใน Spotify รวมกันถึง 40,300 ล้านชั่วโมง ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่น่าสนใจมาก เพราะปี 2016 เพิ่งจะอยู่ที่ 26,700 ล้านชั่วโมง และปี 2015 อยู่ที่ 17,400 ล้านชั่วโมงเท่านั้น
ถ้าวัดกันที่รายได้แล้ว Spotify ถือว่าทำรายได้โตขึ้นต่อเนื่องมากๆ โดยสิ้นปี 2017 ทำไปได้ที่ 154,765 ล้านบาท โตขึ้นจากปี 2016 ที่ 111,703 ล้านบาท และปี 2015 ที่ 73,409 ล้านบาท นอกจากนี้ รายได้ 3 เดือนปี 2018 นี้ก็ปาไปที่ 43,137 ล้านบาทเข้าไปแล้ว หากทำรายได้แบบนี้ไปได้ทุกไตรมาส พี่ทุยว่าสิ้นปีนี้ก็คงมีรายได้สูงกว่าปี 2017 ทั้งปีแน่ๆ
วัดกันแค่ที่รายได้อาจจะไม่เห็นภาพว่า Spotify เป็นเจ้าใหญ่แค่ไหนในวงการนี้ งั้นพี่ทุยจะพาไปดูที่ส่วนแบ่งการตลาดเลยแล้วกัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าในปี 2016 นั้น Spotify มีส่วนแบ่งการตลาดของทั้งโลกอยู่สูงถึง 42% และถ้าดูรายประเทศแล้วล่ะก็ พี่ทุยจะบอกว่า Spotify ได้ส่วนแบ่งตลาดในสหราชอาณาจักรถึง 59% สำหรับตลาดที่สหรัฐอเมริกาได้ไปถึง 41% และบราซิลก็แบ่งไปได้อีก 42% และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือประเทศแม่อย่างสวีเดนที่ Spotify ได้ส่วนแบ่งตลาดไปมากกว่า 95% เรียกว่าชาวสวีดิชแทบจะทุกคนถ้าต้องเลือกแอพฟังเพลงแล้วจะต้องเลือก Spotify!
อย่างไรก็ตาม ถึงภาพรายได้จะสวยหรูยังไงแต่ Spotify ก็ยังคงมียอดขาดทุนสุทธิอยู่นะ โดยปี 2017 มียอดขาดทุนไป 46,732 ล้านบาท และขาดทุนมากขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มียอดขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 20,395 ล้านบาทอีกด้วย ซึ่งเป็นเพราะค่าใช้จ่ายหลักๆกว่า 80% ของรายได้นั้นหมดไปกับการจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงให้แก่ค่ายเพลงและศิลปินนั่นเอง
ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2018 ก็เป็นอีกก้าวของการเติบโตซึ่งเป็นวันที่หุ้นของ Spotify ได้เข้าซื้อขายในตลาด New York Stock Exchange และล่าสุด Spotify ก็มีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 8.6 แสนล้านบาท
แล้วทำไม Spotify ถึงกลายเป็นแอพยอดฮิต ?
จุดเด่นที่ใครต่อใครต่างพากันยกให้ Spotify เป็นอันดับหนึ่งเลยก็คือ การจัดเพลย์ลิสต์ที่ตรงใจคนฟังสุดๆ นอกจาก Spotify จะเลือกเอาผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีจริงๆมาจัดเพลย์ลิสต์ให้แล้ว ยังมีการใช้เทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) และ Machine Learning เข้ามาช่วยอีกด้วย ซึ่งทุกครั้งที่คนกดเพลงฟัง มันจะค่อยๆ ศึกษาแนวเพลงที่คุณชอบและคนที่ฟังเพลงคล้ายๆคุณชอบไปพร้อมกัน ผลลัพธ์ก็คือ ทำให้ Spotify สามารถหาเพลย์ลิสต์ที่เข้ากับรสนิยมการฟังเพลงคุณได้พอดิบพอดี และมันยังแนะนำเพลงใหม่ที่รู้ว่าคุณจะต้องชอบแน่ๆ ก่อนที่คุณจะรู้ตัวว่าคุณชอบเพลงนั้นซะอีกนะ
แล้วการจัดเพลย์ลิสต์ของ Spotify นี่แหล่ะที่ได้ใจแฟนเพลงไปเยอะเลย อย่างเช่น เพลย์ลิสต์เพลงฮิพฮอพอย่าง Rap Caviar ที่ล่าสุดมีแฟนเพลง Follow เพลย์ลิสต์นี้กว่า 9.5 ล้านคนเข้าไปแล้ว เยอะกว่าจำนวนผู้ฟังเพลงฮิพฮอพตามสถานีวิทยุต่างๆ ในอเมริกาซะอีก หรืออย่างเพลย์ลิสต์ Today’s Top Hits ที่ทุกวันนี้มี Followers เกินกว่า 20 ล้านคนเข้าไปแล้วจ้า แต่จะว่าไปตัวเลขนี้ก็ถือว่าเล็กน้อยมากถ้าเทียบกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอีกกว่า 3,600 ล้านคนทั่วโลกด้วยซ้ำ ดังนั้น พี่ทุยว่าวงการสตรีมมิ่งนี้ถือว่าเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง
สำหรับการตีตลาดในประเทศไทย Spotify เองอาจจะต้องพยายามอีกหน่อย เพราะตอนนี้ขวัญใจคนไทยน่าจะยังเป็น JOOX ที่มียอด Active Users ปาเข้าไป 10 ล้านคนแล้ว แต่ในฐานะผู้บริโภคก็ถือว่าได้ประโยชน์จากการมีหลายๆแอพพลิเคชั่นมาเปิดตัวในไทยให้ทดลองใช้ ถูกใจอันไหนแล้วอยากตัดสินใจ Subscription ก็ตามที่พอใจเลยนะ
สุดท้ายพี่ทุยคิดว่าอุตสาหกรรมนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆสำหรับการเปลี่ยนแปลงนะ แสดงให้เห็นชัดๆเลยว่าพฤติกรรมของคนยุคนี้เปลี่ยนไปรวดเร็วมาก จากแต่ก่อนที่เราชอบศิลปินคนไหนก็จะไปซื้ออัลบั้มมาเก็บเอาไว้ เดี๋ยวนี้ดาวน์โหลดเอาก็ได้ เก็บง่ายและยังได้เสียงคมชัดขึ้นอีก แต่อย่าลืมนะว่าถ้าอยากมีเพลงดีๆฟัง ศิลปินก็ต้องอยู่รอดได้ก่อน อย่างน้อยที่สุดแค่ไม่ดาวน์โหลดเพลงผิดกฎหมายก็เป็นการสนับสนุนศิลปินได้แล้วแหล่ะ จะโหลดแอพฯฟัง Spotify หรือ JOOX ก็ดี ยิ่งเข้าไปฟังบ่อยๆ เพลงของศิลปินที่เราชอบก็ได้ไต่อันดับขึ้นไปก็เป็นกำลังใจให้ศิลปินผลิตงานดีๆออกมาอีกด้วย วิน-วินกันทุกฝ่ายเลย ว่าแล้วพี่ทุยก็ไปหาเพลงฟังก่อนดีกว่า ใครมีเพลงอะไรเพราะๆ อยากแนะนำพี่ทุยได้เลยนะ
ข้อมูลอ้างอิง:
- https://www.sec.gov/Archives/edgar/data/1639920/000119312518063434/d494294df1.htm#rom494294_17
- http://www.ifpi.org/downloads/GMR2017.pdf