เปิดโลก "ธุรกิจแก๊สน้ำตา" มูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์

เปิดโลก “ธุรกิจแก๊สน้ำตา” มูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์

3 min read  

ฉบับย่อ

  • แก๊สน้ำตาเป็นอาวุธที่สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนที่จะมีพิธีสารเจนีวาเข้ามาควบคุมไม่ให้ใช้แก๊สน้ำตาเป็นอาวุธในการก่อสงคราม
  • แต่พิธีสารเจนีวาเปิดช่องให้ใช้แก๊สน้ำตาในการควบคุมฝูงชนได้ เพราะไม่ได้ห้ามในเรื่องการใช้แก๊สน้ำตาเป็นเครื่องมือในการบังคับใช้กฎหมายในประเทศ
  • นิตยสารฟอร์บส์ประเมินว่า มูลค่าของตลาดแก๊สน้ำตาน่าจะทะยานไปแตะ 3,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2023
  • Safariland เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตและขายแก๊สน้ำตาให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ทนแรงกดดันจากประชาชนและเอกชนไม่ไหวจึงต้องยอมขายส่วนธุรกิจการผลิตอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน
  • ในไทย ผู้ขายแก๊สน้ำตาให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติล่าสุด คือ บริษัท เค ทรี คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเคยทำรายได้สูงสุดถึง 81 ล้านบาทเมื่อปี 2019

แก๊สน้ำตาเป็นเครื่องมือหลักของตำรวจไทยที่ใช้ในการสลายการชุมนุม ซึ่งในประวัติศาสตร์โลก “ธุรกิจแก๊สน้ำตา” ก็ดำรงอยู่มานานกว่า 100 ปีแล้ว และยังถกเถียงกันจนถึงปัจจุบันว่า การใช้แก๊สน้ำตาเพื่อควบคุมฝูงชนนั้น มีความรุนแรงไปหรือไม่

ความรุนแรงนั้น ทำให้มีธุรกิจบางเจ้าต้องยกเลิกขายแก๊สน้ำตาไป เพราะไม่อาจต้านทานกระแสสังคมและผู้ถือหุ้นไหว

วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปรู้จักกับความเป็นมาของ “ธุรกิจแก๊สน้ำตา” รวมถึงตัวอย่างธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศด้วย 

ธุรกิจมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์

ย้อนไปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารฝรั่งเศสยิงระเบิดแก๊สน้ำตาใส่กองทัพเยอรมนี ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้อาวุธเคมีอย่างแพร่หลายระหว่างสงคราม 

จนกระทั่งปี 1925 ได้เกิดข้อตกลงร่วมพิธีสารเจนีวา หรือ Geneva Protocol ซึ่งห้ามใช้แก๊สพิษเป็นอาวุธในการทำสงคราม

อ่านเพิ่ม

แต่ข้อตกลงดังกล่าวเพียงแค่ห้ามในการทำสงครามและต่อสู้เท่านั้น ไม่ได้ห้าม “การบังคับใช้กฎหมาย” ภายในประเทศ และเหตุนี้ทำให้ยังมีการใช้แก๊สน้ำตาสำหรับการควบคุมฝูงชนและสลายการก่อการจราจลอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ทั้งประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น ไปจนถึงประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย มาเลเซีย และเวียดนาม

และเพราะยังมีการใช้แก๊สน้ำตาสำหรับการควบคุมฝูงชน ร่วมกับกระสุนยาง หรือสเปรย์พริกไทย ทำให้มีการตีตราให้อาวุธดังกล่าวว่าเป็น อาวุธที่มีอันตรายน้อย (Less-lethal weapons) ต่างกับอาวุธร้ายแรงที่ทำให้เสียชีวิตหรือ (Lethal weapon)

นิตยสารฟอร์บส์ระบุว่า อุตสาหกรรมอาวุธมีแนวโน้มจะเติบโตจาก 6,300 ล้านดอลลาร์ เป็น 11,300 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2023 ซึ่ง 25% ของจำนวนดังกล่าว หรือประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ เป็นมูลค่าของ “ธุรกิจแก๊สน้ำตา” 

ทว่า การก่อความรุนแรงไม่ว่าจากฝ่ายใด ไม่อาจหลีกเลี่ยงคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ แม้จะเป็นการบังคับใช้กฎหมายก็ตาม 

ถอดบทเรียน Safariland ละทิ้ง “ธุรกิจแก๊สน้ำตา”

Safariland เป็นบริษัทในสหรัฐฯ ตั้งอยู่ที่รัฐฟลอริดา และผลิตยุทธโธปกรณ์สำหรับการทหารหลายชนิด ตั้งแต่ซองใส่ปืนไปจนถึงอาวุธสำหรับการควบคุมฝูงชน โดยมีลูกค้าหลักเป็นรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อย่างตุรกี บาห์เรน คูเวต และอิสราเอล

ฟอร์บส์ประเมินเอาไว้ว่า Warren Kanders ซีอีโอของบริษัท Safariland มีความมั่งคั่งอย่างน้อย 700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 23,000 ล้านบาท โดยความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของ Kanders มาจากธุรกิจ Safariland ซึ่งมีรายได้ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2017-2018

“ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลโอบามา หรือบุช หรือคลินตัน หรือไม่ว่าใครก็ตาม ทุกคนต่างชื่นชอบผลิตภัณฑ์นี้ (อาวุธควบคุมฝูงชน) และใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง พวกเราผลิตอาวุธที่ไม่มีความร้ายแรงเหล่านี้เพื่อขายให้กับพันธมิตรของรัฐบาลพวกเรา ผ่านช่องทางตามกฎหมาย” Kanders ให้สัมภาษณ์กับฟอร์บส์เมื่อช่วงปี 2018

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการใช้ความรุนแรงกับประชาชน บริษัทค้าอาวุธที่ทำร้ายประชาชนอย่าง Safariland ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงกระแสสังคมได้เช่นกัน

เมื่อ Kanders เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาให้กับ Brown University บรรดานิสิตนักศึกษาต่างเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของมหาวิทยาลัยและเรียกร้องให้ถอด Kanders ออกจากบอร์ด โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังมีการใช้แก๊สน้ำตาที่ผลิตโดยบริษัท Safariland สำหรับสลายการชุมนุมของผู้อพยพจากเม็กซิโก โดยไม่สนว่าจะมีเด็กอยู่ในกลุ่มประท้วงด้วย

นอกจากในมหาวิทยาลัยแล้ว พนักงานจำนวน 95 คนของพิพิธภัณฑ์ Whitney Museum of Art ในมหานครนิวยอร์ก ก็ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บริหารที่มี Kanders นั่งเป็นรองประธาน โดยระบุว่าไม่อาจทำงานอย่างสบายใจภายใต้ผู้ที่จัดหาอาวุธให้กับภาครัฐมาทำร้ายประชาชน

Kanders แม้จะโดนกดดัน แต่ก็ระบุว่า “หนังของผมหนาพอจนไม่หวั่นไหวต่อคำวิจารณ์ ผมทำในสิ่งที่ผมคิดว่าถูกต้อง ประชาชนต้องได้รับการปกป้อง และตำรวจเองก็มีครอบครัวซึ่งมีชีวิตอยู่ได้เพราะสิ่งที่บริษัทผมทำ”

จุดเปลี่ยนต่อธุรกิจ

จุด​​เปลี่ยนของธุรกิจ Kanders มาจากปี 2020 ได้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ Black Lives Matter ที่สร้างความสั่นสะเทือนในสหรัฐฯและทั่วโลก ภายหลังการเสียชีวิตของ George Floyd ชายผิวดำผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แก๊สน้ำตาของ Safariland ถูกใช้ในการสลายการชุมนุม “อย่างสงบ” ในกรุงวอชิงตัน ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รวมถึงทำให้ Blackstone และ KKR บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินและผู้ลงทุนใน Safariland ถอนทุนและตัดสัมพันธ์ทางการเงินกับบริษัทดังกล่าวทันที

ไม่นานหลังจากโดนกระแสกดดันมาอย่างยาวนานหลายปี Safariland ประกาศขายธุรกิจอาวุธควบคุมฝูงชนทั้งหมดให้กับทีมบริหาร โดยไม่ระบุมูลค่า ส่งผลให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Safariland และ Kanders จะไม่มีหุ้นในฝ่ายผลิตอาวุธควบคุมฝูงชนอีก

รู้จักบริษัทผู้ขายแก๊สน้ำตาให้ตำรวจไทย

เดือน พ.ค. 2021 กองสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประกาศการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำงบประมาณปี 2021 โดยในรายการซื้อ “แก๊สน้ำตา” จำนวนเงินกว่า 22 ล้านบาท เป็นการซื้อจากบริษัท เค ทรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด

บริษัท เค ทรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นบริษัทประกอบกิจการค้าอาวุธและกระสุน รวมถึงการสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐ ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในปี 1995 โดยมีรายได้ในปีล่าสุดปรากฏดังนี้

เปิดโลก "ธุรกิจแก๊สน้ำตา" มูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์

ในรายชื่อกรรมการปรากฏชื่อกรรมการ 2 คน คือ นางสาวสุนทรี ตรงวานิชนาม และนายวิฑูรย์ ตรงวานิชนาม โดยนางสาวสุนทรียังมีชื่อปรากฏในข่าวของสำนักข่าวอิศราเมื่อปี 2016 

ตามข่าวของสำนักข่าวอิศราระบุว่า นางสาวสุนทรีเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทไพรด์ โฮลดิ้ง ผู้ขายกล้องวงจรปิดวงเงิน 6,000,000 บาทให้กับ DSI ก่อนเกิดคดีดังที่ “ธวัชชัย อนุกูล” อดีตเจ้าหน้าที่กรมที่ดินพังงา ซึ่งโดนคดีโกงโฉนดที่ดินภูเก็ตนับหมื่นล้านบาท เสียชีวิตด้วยการผูกคอตายในห้องควบคุมตัวของ DSI โดยคดีนี้เป็นคดีที่เต็มไปด้วยข้อกังขามากมาย 

อ่านเพิ่ม

พี่ทุยว่า ตราบใดที่ยังคงมีคนเห็นประโยชน์ของการใช้อาวุธที่มีความรุนแรงน้อยกว่า แต่ก็มีความรุนแรงพอให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงกับประชาชนได้ การซื้อขายแก๊สน้ำตาก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: