ทำความรู้จัก "Flash Express" ยูนิคอร์นรายแรกของไทย

ทำความรู้จัก “Flash Express” ยูนิคอร์นรายแรกของไทย

5 min read  

ฉบับย่อ

  • “Flash Express” กลายเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น หรือมีมูลค่ามากกว่า 3 หมื่นล้านบาทเป็นเจ้าแรกของไทย หลังการระดมทุนในรอบ Serie E 
  • Flash Express แย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมาได้อย่างรวดเร็ว จากการหั่นราคาเข้าสู่ เปิดให้บริการตลอด 365 วันไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ รวมถึงการเข้าหาลูกค้าถึงหน้าที่ทำการสาขาของขนส่งเจ้าอื่น
  • หลังจากการประสบความสำเร็จของ Flash ทำให้เจ้าอื่นต้องขยับตาม เช่น ไปรณีย์ไทยที่หันมาเปิดให้บริการวันเสาร์-อาทิตย์ และลดราคาเข้าสู่ ขณะที่คู่แข่งอื่นอย่าง J&T Express และ Kerry ก็ปรับตัวสู้เช่นกัน 
  • Flash ยังต้องระวังเสียง “รีวิว” จากผู้ใช้งานจริงอยู่ เพราะส่วนใหญ่ยังไปในทาง “ไม่พึงพอใจการบริการ” 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

หลังจากที่มีข่าวลือหนาหูในแวดวงธุรกิจมาตั้งแต่ต้นปีว่าไทยกำลังจะมีสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3 หมื่นล้านบาทเป็นเจ้าแรก และเจ้านั้นก็คือ “Flash Express” ผู้ให้บริการขนส่งที่เพิ่งมีอายุได้ 3 ขวบเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา 

การมีมูลค่าถึงระดับนั้น หรือระดับที่เรียกว่า “ยูนิคอร์น” ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากบริษัทสามารถเพิ่มทุนในรอบ Serie E ซึ่งแม้จะไม่มีการเปิดเผยมูลค่าอย่างเป็นทางการออกมา แต่ทางด้านสำนักข่าว The Standard ได้ยืนยันมูลค่าของบริษัทในระดับพันล้านดอลลาร์ หลังได้พูดคุยกับ “คมสันต์ ลี” ซีอีโอของแฟลช เอ็กซ์เพรส

อันที่จริง พี่ทุยว่า ทางแฟลช เอ็กซ์เพรส มีข่าวลือเรื่องจะได้เป็นยูนิคอร์นตั้งแต่สามารถเพิ่มทุนใน Serie D ก่อนหน้านี้ไปได้ถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยมีผู้ร่วมลงทุนเป็นบริษัทที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง OR หรือ ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก รวมถึงกลุ่มกระทิงแดงและบริษัทในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธายาด้วย 

อะไรที่ทำให้ Flash Express กลายเป็นสตาร์ทอัพที่มาแรง และบริษัทจะแข่งขันอย่างไรขนท่ามกลางแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดการขนส่งพัสดุ 

“Flash Express” ใช้ “ราคาถูก” เป็นกลยุทธ์เจาะตลาด

หลายคนอาจเคยได้ยินมาบ้างว่า “ถ้าคุณเป็นรายเล็ก และเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ไม่เร็วพอ ต่อให้คุณมีไอเดียที่ดีแค่ไหน คู่แข่งรายใหญ่ของคุณก็จะเอาแนวคิดของคุณไปรักษาส่วนแบ่งการตลาดของเขาไว้ได้อยู่ดี”

หากเป็นเช่นนั้น ผู้เล่นหน้าใหม่ก็ต้องแย่งส่วนแบ่งการตลาดมาให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด

กลยุท์ด้านราคาเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดหนึ่งที่ได้ผลอย่างดี โดยการตั้งราคาของแฟลช เอ็กซ์เพรส ตอบโจทย์ผู้ค้าอีคอมเมิร์ซ ซึ่งต่างต้องการลดต้นทุนในการขนส่งให้ถูกที่สุดและสามารถส่งสินค้าได้ทันทีทันใด เมื่อใดก็ได้ ไม่มีวันหยุด

ย้อนไปก่อนที่แฟลช เอ็กซ์เพรส จะก่อตั้งในปี 2017 ขณะนั้นยังไม่มีขนส่งรายใหญ่เจ้าไหนเปิดบริการ 365 วัน ไม่หยุดเสาร์อาทิตย์ และยังคิดราคาสูงเมื่อต้องไปรับสินค้าจากบ้านของผู้ส่งเอง หรือที่เรียกว่า “การบริการ Door-to-Door” 

จากจุดนั้นเองที่ทำให้แฟลช เอ็กซ์เพรส เริ่มต้นด้วยการหั่นราคาค่าจัดส่งเหลือแค่ 25 บาท ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับค่าขนส่ง 60 บาทในขณะนั้น และยังให้บริกาแบบไร้วันหยุด จนสามารถเจาะตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่กลยุทธ์ทางการตลาดขณะนั้น เรียกได้ว่ารุกหนัก ทั้งให้ทดลองส่งฟรี 20 ชิ้น หรือแม้กระทั่งการส่งพนักงานฝ่ายขายไปเข้าหาลูกค้าถึงที่ให้ทำการของขนส่งเจ้าอื่นเพื่อโปรโมทบริษัท เรียกได้ว่าเป็นการ “ตีหัวเข้าบ้าน” เลยทีเดียว 

ผลการดำเนินงานของ “Flash Express”

ในปี 2018 ที่แฟลช เอ็กซ์เพรสเริ่มให้บริการ บริษัทมีรายได้ 47 ล้านบาท ขาดทุนไป 183 ล้านบาท และในระยะเวลาแค่ปีเดียว แฟลช เอ็กซ์เพรสสามารถติดสปีดเพิ่มรายได้ อยู่ที่ 2,123 ล้านบาท โดยขาดทุน 1,666 ล้านบาท ซึ่งไม่แปลกสำหรับสตาร์ทอัพที่เพิ่งเริ่มแรกในการเจาะตลาด 

การแข่งขันสุดดุดือด

ปัจจุบันมีอายุครบ 3 ปี โดยทางบริษัทได้ประกาศว่ามียอดจัดส่งพัสดุเฉลี่ยถึง 1.7 ล้านชิ้นต่อวัน และมีสาขาให้บริการกว่า 1 หมื่นสาขา พร้อมกับขยายธุรกิจให้ครอบคลุมลูกค้ารายอื่นนอกจากผู้ค้ารายย่อย อย่างการให้บริการฟูลฟิลล์เมนท์ หรือบริการคลังสินค้าครบวงจร รวมถึงการให้บริการด้านการเงินอย่าง Flash Money และ Flash Pay อีกด้วย 

อย่างไรก็ตามแฟลช เอ็กซ์เพรส ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดขนส่งพัสดุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตลาดอีคอมเมิร์ซกำลังขยายตัวอย่างฉุดไม่อยู่ ซึ่งทำให้ตลาดการขนส่งพัสดุเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดตามไปด้วย โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจไทยพาณิชย์ เคยประเมินไว้ว่า การขยายตัวของตลาดขนส่ง มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 35% เมื่อปีที่แล้ว แตะ 6,600 ล้านบาทเลยทีเดียว

ศึกแย่งชิงเค้กด้านขนส่งจึงเป็นไปอย่างดุเดือด แม้แต่ “ไปรณีย์ไทย” ที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างช้านานเองก็ยังต้องปรับตัว จากเดิมที่ลูกค้าบ่นว่าบริการแย่ ก็หันมาเปิดบริการทุกวัน ไม่หยุดวันเสาร์อาทิตย์ และยังหั่นราคาเข้าสู่อีกต่างหาก หลังในปัจจุบันแฟลช เอ็กซ์เพรส หั่นราคาจนเหลือเริ่มต้น 22 บาท และเข้าไปรับพัสดุฟรีถึงหน้าบ้าน (แต่ต้องจองคิวก่อน) 

สำหรับคู่แข่งตัวฉกาจของแฟลช เอ็กซ์เพรสคงหนีไม่พ้น Kerry ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุอายุ 13 ปี และ J&T Express อีกหนึ่งขนส่งหน้าใหม่ที่ให้บริการที่ไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2019 โดยขนส่งทั้งสองเจ้าต่างขึ้นเป็น Related Search เมื่อตรวจสอบใน Google Trend

J&T Express เจาะตลาดในลักษณะเดียวกับแฟลช เอ็กซ์เพรสด้วยการให้บริการ 365 วันไม่มีวันหยุด โดยราคาจัดส่งเริ่มต้นที่ 25 บาท และคิดค่าเข้าไปรับพัสดุถึงบ้านคิดเพิ่มชิ้นละ 15 บาท ซึ่งจะเข้าไปรับพัสดุฟรีถึงในบ้านหากมีการส่ง 10 กล่องขึ้นไป 

ส่วนทาง Kerry เองก็ประกาศว่าจะเข้าไปรับพัสดุฟรีถึงหน้าบ้านโดยไม่มีขั้นต่ำ เพียงแต่ราคาค่าบริการขนส่งจะสูงกว่าไปส่งเองที่สาขา จากเริ่มต้นราคาปกติ 35 บาท เป็นเริ่มต้นที่ 40 บาท หรือพูดง่ายๆ ก็คือ บวกค่าเข้าไปรับพัสดุที่บ้านแล้วในราคาค่าบริการรวมทั้งหมด 

การแข่งขันของทั้ง 3 เจ้า ยังลามไปถึงการดึง “พระเอก” เข้ามาร่วมเป็นพรีเซนเตอร์อีกด้วย โดย J&T Express ได้มาริโอ้ เมาเร่อ เข้ามาประชันกับพรีเซนเตอร์จากฝั่ง Kerry ที่ใช้ เวียร์ ศุกลวัฒน์ และติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี ของแฟลช เอ็กซ์เพรส

“เสียงจากลูกค้า” เป็นสิ่งที่ต้องระวัง  

เนื่องจากกลยุทธของแฟลช เอ็กซ์เพรส คือการลดราคาค่าส่ง สิ่งที่จะตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ คือลูกค้าจะรู้สึกว่าบริการของ Flash Express นั้นจะไม่ดีเท่าเจ้าที่มีราคาแพงกว่า หรืออาจกล่าวได้ว่า “ถูกจนน่าสงสัย”

แม้การจ้าง ติ๊ก เจษฎาภรณ์ เข้ามาเป็นพรีเซนเตอร์จะช่วยลดความคิดที่ว่า “ถูกจนน่าสงสัย” ลงไปได้บ้าง แต่แฟลช เอ็กซ์เพรส ก็ไม่สามารถปฏิเสธ “รีวิว” จากผู้ใช้งานจริงได้เลย โดยเฉพาะในยุคของโซเชียลที่ทุกคนต่างสามารถเป็นนักรีวิวได้ด้วยกันทั้งนั้น 

ถึงบางส่วนจะบอกว่าได้รับของตรงเวลา รวดเร็ว ในขณะที่ราคาไม่แพง แต่เมื่อค้นหาด้วยแท็ก “Flash Express” ในเว็บบอร์ดชื่อดังของเมืองไทยอย่าง Pantip.com ในจำนวน 10 กระทู้แรก 6 กระทู้เป็นความแสดงความไม่พอใจต่อการบริการของ Flash ที่พัสดุเสียหาย และได้ของล่าช้า ขณะที่อีก 2 กระทู้เป็นความสับสนเกี่ยวกับสถานะการจัดส่งที่เกิดการวิ่งกลับไปมาระหว่างศูนย์กระจายสินค้าแต่ละแห่ง ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุของการล่าช้า

ขณะที่ทางทวิตเตอร์ก็มีผู้ใช้งานบางส่วนที่ไม่พอใจการขนส่งสินค้า ที่สินค้าหาย มาแต่กล่อง เช่น ผลไม้ที่ส่งไปเป็นลูก แต่ถึงมือลูกค้าเป็นเมล็ดด้านใน เป็นต้น 

แม้แฟลช เอ็กซ์เพรสจะตอบโจทย์พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องการขนส่งราคาถูกและสะดวกที่สุด แต่ในระยะยาว หากแม่ค้าพ่อค้าออนไลน์เหล่านั้น ต้องการจะรักษาลูกค้าของตัวเองไว้ ย่อมไม่อาจเสี่ยงให้เกิดความเสียหายของสิ่งค้าระหว่างขนส่ง 

สุดท้ายนี้ พี่ทุยต้องขอแสดงความยินดีกับสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นรายแรกของเมืองไทย และหวังว่าแฟลช เอ็กซ์เพรสจะสามารถฝันฝ่าอุปสรรคในปัจจุบันไปได้ ท่ามกลางตลาดที่กำลังแข่งขันอย่างดุเดือดนี้.. 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
error: