Evergrande บริษัทอสังหาฯ อันดับ 2 ของจีนกำลังล่มสลาย

Evergrande บริษัทอสังหาฯ อันดับ 2 ของจีนกำลังล่มสลาย

4 min read  

ฉบับย่อ

  • Evergrande ก่อตั้งเมื่อปี 1996 โดยประธานบริษัทชื่อว่า Hui Ka Yan เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการกู้ยืมเงินนำไปซื้อที่ดินแล้วทำโครงการ จ้างผู้รับเหมาสร้างอสังหาฯ จากนั้นก็ขาย pre-sale เพื่อนำเงินไปหมุนโครงการต่อไป
  • กฎเกณฑ์ ‘three red lines’ เพื่อควบคุมการกู้ยืม และเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ Evergrande ที่ใช้โมเดลหมุนสภาพคล่องมาตลอด ส่งจดหมายถึงรัฐบาลมณฑลกวางตุ้งเดือน ส.ค. 2020 ว่าไม่สามารถชำระเงินในเดือน ม.ค. 2021 สะท้อนว่า Evergrande อยู่ในภาวะลำบาก
  • ปี 2022 มีหนี้ที่ต้องชำระทั้งสิ้น 7,400 ล้านดอลลาร์ ในระหว่างนี้ Evergrande ต้องลดหนี้ตามแผนไปพร้อมกับเพิ่มเงินสดด้วยการนำหุ้นบริษัทในเครือเข้าจดทะเบียน เช่น ธุรกิจ EV, ธุรกิจบริหารอสังหาฯ ทำให้ตั้งแต่ต้นปี 2021 จนถึงเดือน ส.ค. ได้เงินมาแล้ว 8,000 ล้านดอลลาร์ แต่การแก้ปัญหาในระยะยาวก็ขึ้นอยู่กับว่าภาครัฐจะยื่นมือเข้าช่วยหรือไม่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
Krungsri Asset "กองทุน"
Krungsri Asset "กองทุน"

ผ่านไปแล้วกว่า 12 ปี กับวิกฤต Subprime ที่สร้างผลกระทบไปทั่วโลก เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาในหน้าข่าวกลับมีความกังวลว่าจะเกิดวิกฤติในลักษณะเดียวกันอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคอสังหาฯ ของประเทศจีน ด้วยหนี้ขนาดมหาศาลกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ของบริษัทอสังหาฯ ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศจีน ชื่อว่า Evergrande

วันนี้พี่ทุยจะพาไปเจาะลึกปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น แล้วทำไมถึงอาจจะทำให้ต้องเจอกับ วิกฤต Subprime อีกครั้ง สำหรับใครที่สนว่า วิกฤต Subprime คืออะไร เกิดได้ยังไง พี่ทุยแนะนำที่นี้ดูคลิปนี้ก่อนเลย

ความเป็นมาของ Evergrande

Evergrande บริษัทอสังหาฯ อันดับ 2 ของจีนกำลังล่มสลาย

บริษัทก่อตั้งเมื่อปี 1996 โดยประธานบริษัทชื่อว่า Hui Ka Yan ในเมืองกวางโจวทางตอนใต้ของประเทศจีน เติบโตในธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ อย่างรวดเร็วจนก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศจีน มีโครงการพัฒนาอสังหาฯ กว่า 1,300 โครงการ ใน 280 เมือง ขนาดมูลค่าตามราคาตลาดของธุรกิจในเครือรวมทั้งหมดประมาณ 81,500 ล้านดอลลาร์ 

ถ้าให้เทียบว่า เอเวอร์แกรนด์ขนาดใหญ่ขนาดไหน ก็ถ้าเอามาเทียบกับ กับ ปตท. (PTT) ที่เมืองไทยก็มีขนาดใหญ่มากกว่าเกือบ 3 เท่าตัวเลยทีเดียว 

ซึ่งในปี 2009 บริษัทเสนอขายหุ้น IPO และจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง เปิดทางให้บริษัทเข้าถึงตลาดเงินทุนได้ง่ายขึ้น ปัจจุบัน Evergrande (เอเวอร์แกรนด์) ขยายธุรกิจอสังหาฯ ไปสู่ธุรกิจ EV (Evergrande New Energy Auto), สื่อออนไลน์ (HengTen Networks), สวนสนุก (Evergrande Fairyland), สโมสรฟุตบอล (Guangzhou F.C.), อาหารและน้ำดื่ม (Evergrande Spring)

ที่มาที่ไปหนี้ก้อนโตของ Evergrande

เอเวอร์แกรนด์เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยโมเดลการหมุนเงิน นั่นคือกู้ยืมเงินนำไปซื้อที่ดินทำโครงการ แล้วจ้างผู้รับเหมาสร้างอสังหาฯ จากนั้นก็ขาย pre-sale เพื่อนำเงินไปหมุนในโครงการต่อไป ซึ่งเงินก็กู้ยืมมาจากทั้งธนาคารในประเทศจีนและระดมทุนจากนักลงทุนต่างชาติ

ประกอบกับช่วงเวลาที่ประเทศจีนเปิดเศรษฐกิจเสรี สังคมเมืองเติบโตมากขึ้น เอเวอร์แกรนด์ยิ่งเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่ดินก็ได้มาไม่ยากเช่นกัน เพราะโมเดลนี้เป็นที่ชื่นชอบของหน่วยงานท้องถิ่น เนื่องจากหน่วยงานท้องถิ่นได้ผลตอบแทนหลังหักค่าเวนคืนที่ดินจากเอเวอร์แกรนด์สูงกว่าทึ่ได้รับจากภาษี

ประธานบริษัทผู้มีโปรไฟล์ระดับพรีเมี่ยม

เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มากว่า 35 ปี มีสายสัมพันธ์อันดีกับนักการเมืองระดับสูง ได้เข้าร่วมในงานฉลองก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ครบรอบ 100 ปี เป็นเพื่อนที่ดีกับนักธุรกิจแวดวงอสังหาฯ ในฮ่องกง ด้วยโปรไฟล์ระดับนี้ของ Hui Ka Yan ผู้ถือก่อตั้งและถือหุ้นใหญ่ของเอเวอร์แกรนด์นี่เป็นอีกสาเหตุของปัญหาหนี้ระดับชาติ

กฎเกณฑ์เข้มงวดมากขึ้น เศรษฐกิจชะลอตัว

ปีที่แล้วทางการจีนประกาศใช้กฎเกณฑ์ ‘three red lines’ เพื่อควบคุมการกู้ยืมทำให้เอเวอร์แกรนด์ที่ใช้โมเดลหมุนสภาพคล่องมาตลอดเริ่มพบความยากลำบาก อีกทั้งการขยายไปสู่ธุรกิจอื่นสะท้อนว่าธุรกิจอสังหาฯ ไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนอย่างในอดีตแล้ว

พอยอดขายถดถอย เงินที่เคยได้จากช่วง pre-sale แล้วนำไปหมุนก็น้อยลง ประกอบกับกฎเกณฑ์กู้เงินที่เข้มงวดส่งผลให้ เอเวอร์แกรนด์ไม่สามารถกู้เงินมาหมุนตามโมเดลและในที่สุดก็ประสบปัญหาสภาพคล่อง

แม้ปัญหาจะเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วแต่ความกังวลเกิดขึ้นในเดือน ก.ย. 2021 เมื่อจดหมายที่เอเวอร์แกรนด์ส่งถึงรัฐบาลมณฑลกวางตุ้งเมื่อเดือน ส.ค. 2020 ว่าการชำระเงินที่กำลังจะมาถึงในเดือน ม.ค. 2021 จะทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องและการผิดชำระหนี้ไปทั่วภาคการเงิน ปัญหาถูกหลีกเลี่ยงไปเมื่อกลุ่มนักลงทุนไม่ใช้สิทธิ์บังคับชำระหนี้จำนวน 13,000 ล้านดอลลาร์

เอเวอร์แกรนด์ยอมรับเมื่อเดือน มิ.ย. 2021 ว่าชำระหนี้หุ้นกู้ไม่ตรงเวลา ต่อมาในเดือน ก.ค. ถูกศาลสั่งอายัติบัญชีเงินสดของบริษัท 20 ล้านดอลลาร์ ตามคำร้องของ Guangfa Bank เรียกได้ว่าสถานการณ์เข้าขั้นสาหัส

เงินไม่พอใช้หนี้?

Evergrande บริษัทอสังหาฯ อันดับ 2 ของจีนกำลังล่มสลาย

เอเวอร์แกรนด์มีเวลาหายใจหายคอกันหน่อย โดยจะมีหนี้ที่ครบกำหนดชำระอีกครั้งในเดือน มี.ค. 2022 แต่รวมทั้งปีแล้วมีหนี้ที่ต้องชำระทั้งสิ้น 7,400 ล้านดอลลาร์ (ไม่รวมดอกเบี้ยรายเดือน) ในระหว่างนี้เอเวอร์แกรนด์ต้องลดหนี้ตามแผนไปพร้อมกับเพิ่มเงินสดด้วยการนำหุ้นบริษัทในเครือเข้าจดทะเบียน เช่น ธุรกิจ EV, ธุรกิจบริหารอสังหาฯ ทำให้ตั้งแต่ต้นปี 2021 จนถึงเดือน ส.ค. ได้เงินมาแล้ว 8,000 ล้านดอลลาร์

ความพยายามลดหนี้ช่วยให้เมื่อปลายเดือน มิ.ย. หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยอยู่ที่ 89,000 ล้านดอลลาร์ จากเมื่อปลายปี 2020 ที่ 111,387 ล้านดอลลาร์ และเมื่อรวมกับเจ้าหนี้การค้าแล้วจะมีหนี้สินทั้งหมดราว 300,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 25% ของ GDP ประเทศเนเธอร์แลนด์

ตอนนี้เอเวอร์แกรนด์กำลังพิจารณานำหุ้นบริษัทอื่นในเครือที่ยังเหลืออยู่เข้าจดทะเบียนระดมทุม เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว รวมไปถึงธุรกิจอาหารและน้ำดื่ม แต่อาจจะเกิดขึ้นไม่เร็วพอที่จะช่วยสถานการณ์

มีเวลาเหลือให้ Evergrande อีกเท่าไหร่?

Evergrande บริษัทอสังหาฯ อันดับ 2 ของจีนกำลังล่มสลาย

ตั้งแต่เดือน มิ.ย. จนถึงเดือน ก.ย. 2021 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดความน่าเชื่อเอเวอร์แกรนด์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Fitch ที่ลดอันดับจาก B+ เหลือ CC พร้อมมุมมองว่ามีโอกาสผิดชำระหนี้ ส่วน S&P ลดอันดับจาก B+ เหลือ CCC ด้าน Moody ลดจาก B2 เหลือ Ca เรียกได้ว่าจากที่เป็นหุ้นกู้ High yield อยู่แล้วก็เป็น High yield ที่แย่ลงไปอีก ช่วงเวลาเดียวกันราคาหุ้นกู้ที่ซื้อขายกันในตลาดรองร่วงแล้วกว่า 80% แสดงว่าคนไม่ต้องถือหุ้นกู้ของเอเวอร์แกรนด์อีกต่อไปเพราะกลัวถูกเบี้ยวจากการชำระหนี้นั่นเอง

Evergrande บริษัทอสังหาฯ อันดับ 2 ของจีนกำลังล่มสลาย

เช่นเดียวกับราคาหุ้นซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2021 ร่วงมาถึง 80% ทั้งกฎเกณฑ์และสถานการณ์ความน่าเชื่อถือ การกู้ยืมเงินเป็นทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นแหล่งเงินทุนเดียวที่เหลืออยู่ก็คงเป็นตลาดทุน อย่างที่ได้เห็นความพยายามนำธุรกิจอื่นเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง

แม้ช่วงเวลาที่เหลือของปี 2021 เอเวอร์แกรนด์จะไม่มีกำหนดชำระหนี้ก็ตาม แต่ยังมีภาระดอกเบี้ยรายเดือนที่ต้องจ่ายอยู่ รวมทั้งหมด 669 ล้านดอลลาร์ การรีไฟแนนซ์หนี้ในปี 2022 จะเป็นความท้าทายอย่างยิ่งโดยเฉพาะหากการเข้าถึงตลาดทุนยังไม่ดีขึ้น

ข้อมูลจาก DBS ระบุว่าหุ้นกู้ของเอเวอร์แกรนด์มีสัดส่วนคิดเป็น 4% ของหุ้นกู้ High yield อุตสาหกรรมอสังหาฯ โดยมองว่าถ้าเกิดมีการผิดชำระหนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเทขายแบบหนีตายในตลาดตราสารหนี้ High yield ของจีนก็เป็นไปได้เช่นกัน ซึ่งเหตุนี้จะใกล้เคียงกับวิกฤตซับไพร์มที่เกิดขึ้นกับ Lehman Brothers ในช่วงปี 2008 เลยทีเดียว

ในเมื่อสำคัญขนาดนี้ รัฐจะยื่นมือเข้าช่วยหรือไม่?

หลายปีก่อนหน้านี้รัฐเข้าช่วยเหลือทั้งรัฐวิสาหกิจและบริษัทที่ประสบปัญหาการเงินจนหลายบริษัทขาดวินัย ระยะหลังทางการจึงต้องการแก้ไขปัญหานี้ด้วยการลดความช่วยเหลือ ดังนั้นหากเข้าช่วยเหลือในกรณีนี้ก็อาจไม่บรรลุเป้าหมายสร้างวินัยการเงินเพื่อแก้ปัญหาและสร้างระบบการเงินให้มีความยั่งยืน

ในทางกลับกันถ้าปล่อยให้เกิดการล้มละลาย ปัญหาอาจลุกลามไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง เนื่องจากเอเวอร์แกรนด์ต้องเร่งขายอสังหาฯ ในราคาถูก ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทพัฒนาอสังหาฯ รายอื่นส่งผลต่อไปถึงภาคการเงินที่ปล่อยกู้ให้บริษัทอื่น 

ส่วนเจ้าหนี้การค้าที่คิดเป็น 50% ของหนี้ทั้งหมดซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้รับเหมา ถ้าหากไม่ได้รับการชำระหนี้คืนก็อาจประสบปัญหาจนต้องปลดคนงาน ด้วยการจ้างคนงานรวมกันทุกโครงการแล้วกว่า 3.8 ล้านคน การล้มละลายจะสร้างผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจ 

ท้ายที่สุดทางออกอาจเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ โดยล่าสุดเอเวอร์แกรนด์จ้างที่ปรึกษาเข้ามาตรวจสอบสถานะทางการเงินเพื่อเปิดทางสู่การปรับโครงสร้างหนี้ ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าหน่วยงานกำกับดูแลเปิดทางให้เอเวอร์แกรนด์เข้าเจรจาหนี้กับสถาบันการเงินและเจ้าหนี้ ด้านรัฐบาลท้องถิ่นกำลังถามความเห็นจากเจ้าหนี้รายใหญ่ถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งคณะกรรมการเจ้าหนี้เพื่อเจรจา

พี่ทุยมองว่าการเข้ายื่นมือเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ของภาครัฐเป็นทางออกเดียวที่ป้องกันไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤต Subprime ฉบับประเทศจีน ซึ่งท้ายที่สุดอาจไม่ได้มาในรูปแบบการให้เงินช่วยเหลือหรือเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่เป็นการเปิดช่องให้มีการเจรจาหนี้และในที่สุดก็นำไปสู่การปรับโครงสร้างหนี้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Forex" FXTM
"Forex" FXTM
error: