ปัจจุบัน “ไฟฟ้า” ถือว่าเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีอะไร ก็ใช้ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนด้วยกันทั้งสิ้น “พลังงานหมุนเวียน” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่เข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้า เป็นพลังงานแห่งอนาคต ที่ต้องเร่งพัฒนาให้ Fit & Firm ให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ลดข้อจำกัดเรื่องความไม่เสถียร ให้เป็นพลังงานที่มั่นคงพึ่งพาได้เมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเกิดขึ้น พร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วย
เอ้.. แล้วไทยเราได้เตรียมการในเรื่องนี้มากแค่ไหน ? ตามพี่ทุยมา เดี๋ยวพี่ทุยสรุปให้ฟัง
หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างมากเลยก็คือ “ไฟฟ้า” นับว่าเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ แล้วยิ่งเทคโนโลยีถูกพัฒนามากไปไกลมากเท่าไหร่ ความสำคัญของไฟฟ้าก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นตามไปด้วย เพราะแทบจะไม่มีเทคโนโลยีไหนเลยที่ไม่ใช้ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อน
เรามีการใช้ไฟฟ้าทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น พลังงานสำหรับการผลิตไฟฟ้าที่ดี คือ พลังงานที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีความเสถียร พึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน หรือที่เราจะเรียกว่า “Firm” วันนี้พี่ทุยจะมาเล่าให้ฟังที่มาที่ไปให้เข้าใจกันว่า ทำไมการพัฒนาให้ “พลังงานหมุนเวียน” เป็นพลังงานที่ “Firm” ถึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญ
ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนดีกว่าว่า “พลังงานหมุนเวียน” ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้นคืออะไร
พลังงานหมุนเวียน คือ พลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดไป สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก ประกอบไปด้วยพลังงาน 5 ประเภท คือ พลังงานน้ำ , พลังงานลม , พลังงานแสงอาทิตย์ ,พลังงานชีวภาพ และ พลังงานความร้อนใต้พิภพ (ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน)
ซึ่งข้อดีของ “พลังงานหมุนเวียน” คือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังงานจากแหล่งธรรมชาติ ทำให้สามารถผลิตและใช้ได้อย่างไม่มีวันหมด แต่ข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนหลัก ๆ เลยก็คือเรื่องของความเสถียรในการผลิตพลังงาน อย่างเช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลองจินตนาการว่าถ้าวันไหนเมฆเยอะหรือฝนตก ก็แปลว่าเราจะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้เลย
“พลังงานหมุนเวียน” นับเป็นหนึ่งในทางเลือกที่เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาพลังงานไทยและพลังงานโลกที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน คือ ให้สามารถบริหารจัดการพลังงานประเภทต่าง ๆ ในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม มั่นคง พึ่งพาได้อย่างต่อเนื่องยาวนานตลอด 24 ชั่วโมง (Firm)
เราจึงได้เห็นการเร่งพัฒนาแหล่ง “พลังงานหมุนเวียน” อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดทาง “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)” หรือ “EGAT” เปิดตัว “โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก !! (ใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 70 สนาม) ที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี มีขนาดกำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ !! และเสริมความ “Firm” ให้พลังงานหมุนเวียนด้วยเทคโนโลยีไฮบริดและระบบบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง
จุดเด่นของ “โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร” คือ เป็นระบบ “Hydro-Floating Solar Hybrid” ที่เป็นการผสมผสานกันระหว่าง “พลังงานแสงอาทิตย์” และ “พลังงานน้ำ” ที่ถูกพัฒนามาเพื่อเสริมเสถียรภาพ เพิ่มความยืดหยุ่นของพลังงานหมุนเวียน โดยระบบไฮบริดและระบบบริหารจัดการพลังงานจะจ่ายพลังงานตามศักยภาพ ณ เวลานั้น ๆ ช่วงกลางวันที่มีแสงแดดก็จะผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และช่วงกลางคืนระบบจะสั่งงานให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานน้ำ จึงทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาจุดเด่นเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้ได้ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) จากกระบวนการผลิตไฟฟ้า รวมถึงการเลือกใช้วัสดุและออกแบบการวางทุ่นลอยน้ำที่คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ให้อากาศและแสงแดดสามารถส่องผ่านได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ
นอกจากนี้ “โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธร” ยังถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวการเรียนรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนได้อีกด้วยนะ โดยมีเส้นทางเดินชมธรรมชาติ (Nature Walkway) ที่เดินอยู่บนพื้นกระจก เพื่อให้เราสามารถสัมผัสธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวสำคัญที่ช่วยเสริมให้ธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดกลับมาคึกคัก ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย
นอกจากนี้เเล้ว ในอนาคต “EGAT” ก็มีแผนที่จะพัฒนาระบบ “Hydro-Floating Solar Hybrid” ให้ครบ 2,725 เมกะวัตต์ ในพื้นที่เขื่อนของ EGAT ทั่วประเทศด้วยนะ ซึ่งจะเป็นอีกส่วนสำคัญที่ร่วมผลักดันให้ไทยไปถึงเป้าหมายที่จะปรับให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มจาก 27.9% เป็น 36.27% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศภายในปี 2580 (ตาม PDP 2018 Rev. 1)
สุดท้ายนี้ พี่ทุยอยากจะฝากทุกคนว่า ณ ปัจจุบันเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของพลังงานหมุนเวียน แต่ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยี พลังงานหลักอย่างก๊าซธรรมชาติและถ่านหินก็ยังมีความจำเป็น เพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในอนาคตถูกพัฒนาให้มีศักยภาพเทียบเท่ากับพลังงานฟอสซิลเมื่อใด ก็จะทำให้เรามีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืนแน่นอน
