เพศชายมักถูกมองเป็นผู้นำมากกว่าผู้หญิงจากปัจจัยทางด้านกายภาพ แต่ในโลกธุรกิจ ตำแหน่งผู้นำ คือตำแหน่งที่เรียกว่า “CEO” ไม่ได้มีการจำกัดเพศ ขอแค่เพียงมีความสามารถเป็นที่ยอมรับก็สามารถดำรงตำแหน่งนี้ได้ แต่ในโลกธุรกิจมีผู้หญิงน้อยคนที่ดำรงตำแหน่งนี้ ดังนั้นมันจึงพิเศษเสมอเมื่อมีผู้หญิงขึ้นมาดำรงตำแหน่ง CEO
CEO คือตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ถ้าในระบบอเมริกัน ถือว่าเป็นตำแหน่งสูงสุดในบริษัท
นั่นหมายความว่าผู้ที่จะขึ้นมารับตำแหน่งนี้ ต้องมีความสามารถอย่างมากและมีความเหมาะสมด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ CEO ในบริษัทต่างๆ มักจะใช้ผู้ชายเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง ด้วยความเชื่อและการสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยก่อน สังคมมองว่าผู้ชายมีความเป็นผู้นำมากกว่าผู้หญิง
นิตยสารฟอร์จูนได้จัดอันดับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก 500 อันดับ โดยวัดจากรายได้ที่บริษัททำได้ ซึ่งตำแหน่งที่รับผิดชอบด้านการบริหารในบริษัทก็คือ CEO แต่ตำแหน่ง CEO ของ 500 บริษัทในปี 2017 ที่จัดอันดับ พบว่ามี CEO ที่เป็นผู้หญิงเพียงแค่ 24 คนเท่านั้น
ผู้หญิงที่ได้ขึ้นมาเป็น CEO มักไม่ธรรมดาและยิ่งขึ้นมารับตำแหน่งในบทบาทที่เป็นครั้งแรกของโลกที่ไม่เคยมีมาด้วย ยิ่งมีความพิเศษในเรื่องราว บางคนเริ่มเพราะสถานการณ์ บางคนเข้าทำงานกว่า 30 ปี เรียนรู้งานในบริษัทจนพัฒนาตัวเองขึ้นมา บางคนเริ่มต้นจากเด็กฝึกงานและผ่านงานมาหลากหลาย
“CEO” หญิงคนแรกของโลก
ย้อนกลับไปในปี 1889 ได้เกิด CEO หญิงคนแรกของโลกขึ้น เธอชื่อว่า Anna Bissell เธอขึ้นมาดำรงตำแหน่งภายหลังจากสามีของเธอ (Melville Reuben Bissell) เสียชีวิตลงในปีนั้น Bissell เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 1876 จากปัญหาการทำความสะอาดขี้เลื่อยบนพรม สามีเธอจึงประดิษฐ์เครื่องทำความสะอาดพรมขึ้น และเมื่อมีคนสนใจอยากได้ จึงนำมาสู่การผลิตออกจำหน่าย
ตั้งแต่เธอขึ้นมาเป็น CEO เธอต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิบัตรเกี่ยวกับเครื่องทำความสะอาด จนสามารถนำผลิตภัณฑ์ออกไปวางจำหน่ายทั่วทั้งอเมริกาเหนือและยุโรปได้
ความยิ่งใหญ่ของบริษัทเกิดขึ้นในปี 1890 เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (พระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักร) รับสั่งว่าราชวังของพระองค์ต้องมีผลิตภัณฑ์จาก Bissell เพราะสามารถทำทำความสะอาดได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันบริษัท Bissell มีชื่อเสียงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นและพรม เช่น เครื่องดูดฝุ่น ซึ่งมีรายได้ในปี 2017 ประมาณ 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
CEO หญิงคนแรกในทำเนียบ 500 บริษัท จากนิตยสารฟอร์จูน
เธอชื่อว่า Katharine Graham เป็น CEO ของ The Washington Post หนังสือพิมพ์รายวันขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา รับตำแหน่ง CEO ในปี 1963 เพราะสามีได้ฆ่าตัวตายอย่างกะทันหัน
จริงๆแล้วบริษัทนี้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวตั้งแต่ 1933 จากการที่พ่อของ Katharine Graham ได้ซื้อบริษัทนี้ต่อมาอีกทีในช่วงที่มีปัญหาล้มละลาย
ตลอดการทำงานมีผลงานที่โดดเด่น 2 ครั้ง
ครั้งแรก คือ ตัดสินใจเผยแพร่เอกสารเพนตากอน ในปี 1971 ซึ่งมีรายละเอียดที่เจาะลึกเข้าไปในประวัติศาสตร์การมีส่วนร่วมของสหรัฐฯในสงครามเวียดนาม ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ยากเพราะเป็นการเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับประเทศสหรัฐโดยตรง จากเรื่องดังกล่าวได้มีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อเรื่อง The Post ที่ได้เข้าฉายในปี 2017
ครั้งที่ 2 คือ ได้มีการตีพิมพ์ข่าวที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับคดีวอเตอร์เกต ในปี 1972 ซึ่งเป็นข่าวที่เกี่ยวกับการทุจริตที่เชื่อมโยงไปถึงคณะทำงานของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน จนนำมาสู่การลาออกจากตำแหน่งในปี 1974 ซึ่งเป็นการลาออกครั้งแรกและครั้งเดียวของประธานาธิบดีในประวัติศาสตร์อเมริกัน
ในปี 1998 Katharine Graham ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขางานเขียนเกี่ยวกับประวัติหรืออัตชีวประวัติ จากหนังสือชื่อ Personal History ที่ตีพิมพ์ในปี 1997 ตลอดชีวิตการทำงาน ถือได้ว่าเป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลก
CEO หญิงเชื้อสายแอฟริกา-อเมริกันคนแรกในทำเนียบ 500 บริษัท จากนิตยสารฟอร์จูน
Ursula Burns ดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท Xerox ในปี 2009 ขณะที่อายุ 50 ปี โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1980 จากการเข้ามาฝึกงานภาคฤดูร้อนกับบริษัท
Ursula Burns เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจนเหมือนกับคนที่เกิดมาผิวสีทั่วไปในสมัยนั้น มีพี่น้อง 2 คน โดยมีแม่เลี้ยงดูคนเดียว แต่ด้วยความสามารถของแม่ก็สามารถทำงานหาเงินมาส่งเสียให้เรียนจนจบได้
ผลิตภัณฑ์ของบริษัท Xerox จะเกี่ยวกับโซลูชั่นด้านการพิมพ์และเอกสารดิจิทัล รวมถึงผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีเอกสาร ซึ่งจัดจำหน่ายไปกว่า 160 ประเทศทั่วโลก หลังจากดำรงตำแหน่งได้ 6 ปี Ursula Burns ก็ก้าวลงจากตำแหน่งพร้อมกับการแยกออกเป็น 2 บริษัทมหาชน คือ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านเอาต์ซอร์ส และบริษัทเทคโนโลยีด้านเอกสาร
CEO หญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ค่ายรถยนต์
Mary Barra เป็น CEO ของบริษัท General Motors (GM) บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2014
Mary Barra เกิดในรัฐมิชิแกนทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของ GM โดยจบปริญญาตรีจาก คณะวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จาก General Motor Institute ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของ GM เอง (ปัจจุบัน คือ Kettering University) และได้มีโอกาสฝึกงานกับบริษัทรถยนต์พอนทิแอค ซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์ในเครือ General Motors แถมยังเป็นบริษัทเดียวกับที่พ่อของเธอทำงานอยู่อีกด้วย และจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจาก Stanford University
ด้วยความสามารถที่สูงส่ง ทำให้ Mary Barra ได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท โดยในปี 2017 ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์จูน ว่าเป็นนักธุรกิจหญิงที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก และยังเป็นผู้นำบริษัทที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุดในกลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในสหรัฐฯ Detroit Big Three Automakers ซึ่งประกอบไปด้วย GM, Ford และ Fiat Chrysler
การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของบริษัทที่ทั้งองค์กรไว้วางใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนล้วนแต่ต้องทำงานพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง จะเห็นได้ว่าทั้ง 4 คน ล้วนเติบโตมากับธุรกิจก่อนที่จะขึ้นมาบริหารงาน
พี่ทุยเชื่อว่าทุกคนที่ทำงานในบริษัทล้วนมีความสามารถในการก้าวเข้าไปรับตำแหน่ง CEO ได้ เพียงแต่ต้องมุ่งมั่น หมั่นฝึกฝนหาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอ เพราะตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบริษัท มีแค่เพียงที่นั่งเดียวเท่านั้น