เป็นข่าวดังช่วงปลายเดือน ก.พ. สำหรับข่าว Apple ประกาศล้มแผนพัฒนารถ EV หันไปเน้นโครงการ AI ท่ามกลางสงครามราคาระหว่างค่ายรถ EV ทำให้พี่ทุยสงสัยเลยว่าตลาดรถ EV จะวายซะแล้วเหรอ? วันนี้เลยพาทุกคนไปดูสถานการณ์กันหน่อยว่า ทำไม Apple เลิกพัฒนารถ EV ? แล้วหุ้นรถ EV ยังน่าสนใจลงทุนหรือไม่? ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลย!
Apple เลิกพัฒนารถ EV หันพัฒนา AI
เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2024 Apple บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ผู้ผลิต iPhone ประกาศยุติแผนการพัฒนารถ EV โดยพนักงานในโครงการราว 2,000 คน จะถูกย้ายไปยังแผนก AI ที่มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับ Apple
การตัดสินใจยุติโครงการที่พัฒนามากว่า 10 ปี แถมเสียเงินลงทุนไปแล้วหลายพันล้านดอลลาร์ นับว่าส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างมองว่าเป็นเพราะตลาดรถ EV กำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัว พี่ทุยขอพาไปเจาะตลาดรถ EV ทั่วโลกกันหน่อยว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่?
สถานการณ์ตลาดรถ EV ทั่วโลกเป็นยังไงบ้าง?
Bloomberg คาดว่าปี 2024 ตลาดรถ EV ทั่วโลกจะเติบโต 21% ส่วน Canalys บริษัทวิเคราะห์ตลาดเทคโนโลยีคาดว่าตลาดรถ EV จะเติบโต 27% ซึ่งไม่ว่าตัวเลขจะออกมาอย่างไรก็ถือว่าเติบโตไม่น้อยเลยทีเดียว แต่…
หันกลับไปมอง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าตลาดรถ EV ทั่วโลกโตช้าลงไปมากจริง ๆ ปี 2021 เติบโตมากกว่า 100% ปี 2022 โตเพิ่มอีก 62% และปี 2023 โตที่ 31% ทำเอาตัวเลขของปี 2024 ดูไม่น่าสนใจไปเลย แถมเข้าสู่ยุคสงครามราคาอย่างเป็นทางการแล้ว
ตลาดรถ EV ทั่วโลกยังเป็นประเทศจีนที่เป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่ง 59% ตามด้วยยุโรป 23% และอเมริกาเหนือ 12%
ทำไมตลาดรถ EV ถึงเติบโตช้าลงขนาดนี้?
เหตุผลแรกก็คือ ประเทศจีน ซึ่งทุกคนคงได้ข่าวกันมาแล้วว่าเศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัวชัดเจน นำโดยภาคอสังหาฯ ที่มีปัญหาหนัก และเป็นแหล่งเก็บความมั่งคั่งของชาวจีน ทำให้ต้องลดการใช้จ่าย ซึ่งกระทบถึงยอดขายรถ EV ในประเทศจีน
เหตุผลต่อมาเป็นเรื่องของการเปลี่ยนผ่านยุคของรถ EV ถ้าจำกันได้ในช่วงแรก รถ EV จะมาพร้อมนวัตกรรมใหม่ที่ไม่มีในรถใช้น้ำมัน เรียกว่าอัดกันมาแบบเต็มสูบ ซึ่งแลกมาด้วยราคาขายที่สูงกว่า แต่ปัจจุบันจะพบว่า นวัตกรรมเหล่านั้นใช้ไม่ได้จริงบ้าง ยังไม่มีความจำเป็นบ้าง และยังไม่มีนวัตกรรมต่อยอด
เลยเข้าสู่ยุคที่ผู้ใช้ให้ความสนใจซื้อรถ EV โดยเน้นเรื่องราคาเป็นหลัก แต่ปรากฏว่าราคารถ EV กลับสูงกว่ารถใช้น้ำมัน (ยังไม่รวมค่าเบี้ยประกันและราคามือสองที่ไม่รู้ว่าจะลดไปมากแค่ไหน) ซึ่งราคารถ EV ในสหรัฐฯ แพงกว่ารถใช้น้ำมันประมาณ 27% ส่วนในยุโรปแพงกว่า 30%
ส่วนมาตรการอุดหนุนและยกเว้นภาษีที่รัฐบาลเคยทุ่มก็ลดลงหรือไม่ก็มีข้อกำหนดเข้มขึ้น เช่น อุดหนุนเฉพาะรถ EV ที่ประกอบในประเทศตัวเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจทำให้ต้นทุนสูงจนไม่มีผู้ผลิตสนใจลงทุนตั้งโรงงาน กระทบถึงผู้ใช้ที่มีทางเลือกซื้อรถ EV น้อยลง
เหตุผลสุดท้าย ก็คือ ดอกเบี้ย ปีที่แล้วน่าจะเป็นปีที่หลายคนเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ขึ้นเร็วและแรง ซึ่งส่งผลไปถึงผู้ที่กำลังสนใจต้องพับแผนซื้อรถ ส่วนเหตุผลอื่นก็มี เช่น ยังไม่แน่ใจเรื่องจุดชาร์จไฟฟ้าและความจุแบตเตอรี่ บางส่วนก็รู้ว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เลยรอให้เทคโนโลยีพัฒนาไปถึงจุดที่ดีมากพอแล้ว ถึงเริ่มเปลี่ยนมาใช้รถ EV
ผู้ผลิตรถ EV รายใหญ่ แก้เกมส์นี้กันยังไง?
ก็เปิดสงครามราคากันแบบเต็มตัวทุกภูมิภาค ปลายปีที่แล้ว Tesla ลดราคารถทุกรุ่นประมาณ 25% ต่อด้วย Elon Musk ประกาศโปรโมชั่นลดราคา Model Y จนถึงสิ้นเดือน ก.พ. ด้านคู่แข่งสมน้ำสมเนื้ออย่าง BYD ก็จัดโปรโมชั่นลดราคารับสิ้นปี สงครามนี้ Tesla เสียเปรียบเรื่องต้นทุน เพราะไม่ได้คุมวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
Tesla ไตรมาส 2 ปี 2022 มีอัตรากำไรขั้นต้น (ยอดขายหักต้นทุนสินค้า) อยู่ที่ 25% และมีอัตรากำไรสุทธิ 13.34% ไตรมาส 3 ปี 2023 อัตรากำไรขั้นต้นลดเหลือ 17.69% และกำไรสุทธิอยู่ที่ 7.94%
ส่วน BYD ผลิตแบตเตอรี่เองได้ ทำให้คุมต้นทุนมีประสิทธิภาพ ไตรมาส 2 ปี 2022 อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 14.39% กำไรสุทธิอยู่ที่ 3.33% ไตรมาส 3 ปี 2023 อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มมาที่ 22.12% และมีอัตรากำไรสุทธิ 6.42%
นอกจากสงครามแล้ว ผู้ผลิตรถใช้น้ำมัน เช่น Renault, Volvo และ GM เริ่มเข้าตลาดด้วยการส่งรถ EV ราคาต่ำลงเข้ามาแข่ง
สุดท้ายก็คงต้องลงไปแก้ปัญหาต้นทุนกันหน่อย ซึ่งต้นทุนหลักของรถ EV มาจากแบตเตอรี่ ที่เห็นชัดก็มี BYD ซึ่งผลิตแบตเตอรี่เองได้ ทำให้อัตรากำไรดีขึ้น ส่วน Tesla หันไปใช้แบตเตอรี่ชนิด LFP ซึ่งมีความจุไฟฟ้าน้อยลง แต่ราคาถูกลง อายุใช้งานยาวขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น
หุ้นรถ EV ตอนนี้น่าสนใจลงทุนมั้ย? ขนาด Apple เลิกพัฒนารถ EV ไปแล้วเลย?
แน่นอนว่าการเติบโตยังมีอยู่แต่ช้าลงไปมาก และข่าวดีเรื่องการเติบโตในอนาคตรับไปในราคาหมดแล้ว ต่อจากนี้อาจกลายเป็นแรงกดดัน ถ้าหากบริษัททำรายได้และกำไรไม่ได้อย่างที่คาดหวังไว้ ยิ่งหันไปดูราคาแร่ลิเธียมที่ลดจากจุดสูงสุดเมื่อเดือน พ.ย. 2022 ที่ 597,500 หยวนต่อตัน ปัจจุบันเหลือเพียง 96,500 หยวนต่อตัน ยิ่งเห็นชัดว่า supply อาจจะล้น demand ไปแล้วด้วยซ้ำ
พี่ทุยสรุปว่าหุ้นรถ EV ไม่น่าสนใจลงทุน ณ ตอนนี้ แต่ถ้าสนใจจริงแนะนำให้ศึกษาหาบริษัทที่ควบคุมต้นทุนได้เองทั้งหมด ซึ่งพี่ทุยค่อนข้างชอบลงทุนหุ้นผู้ชนะในอุตสาหกรรม แต่สำหรับรถ EV ยังต้องรอเวลาพิสูจน์อีกหลายปีกว่าจะรู้ว่าใครเป็นผู้ชนะ