หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเคาะแพ็คเกจสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV ไปเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2565 ก็ดูเหมือนจะทำให้กระแสการพูดถึง “รถ EV” ใน “ไทย” กลับมาคึกคักกันอีกครั้ง เพราะแพ็คเกจใหม่นี้จะช่วยลดราคารถ EV ที่ขึ้นชื่อว่าแพงได้ถึง 70,000-150,000 บาทต่อคันเลยทีเดียว
แม้หลายคนจะยังเห็นว่าแพ็คเกจนี้ไม่ได้ช่วยทำให้รถ EV ราคาถูกลงมากเท่าไรนัก เพราะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมรถพลังงานไฟฟ้าในประเทศมากกว่า แต่พี่ทุยว่ามาตรการสนับสนุนนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลไทยเริ่มให้ความสนใจกับ EV ซึ่งเป็นกระแสหลักของค่ายรถยนต์ทั่วโลก
ในไทยเองก็มีผู้บริโภคที่สนใจรถ EV อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อดูจากยอดขายในช่วง 2-3 ปีมานี้ ดูเหมือนว่าแบรนด์ที่ครองตลาดหลักในไทยจะเป็นแบรนด์จากจีนมากกว่าจะเป็นแบรนด์ยุโรปหรือแบรนด์ดังจากสหรัฐฯ อย่าง “เทสล่า” เสียด้วย
รถ EV ใน “ไทย” เติบโตแค่ไหน
ยอดขายรถยนต์ EV ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด (ที่ไม่ใช่ไฮบริด) เมื่อปี 2563 อยู่ที่ 1,056 คัน ตกลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าที่ 1,308 คัน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ก่อนก้าวกระโดดเป็น 1,935 คัน เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา
แม้พี่ทุยว่าตัวเลขอาจจะยังดูน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับยอดขายรถยนต์โดยรวมที่อยู่ที่ราว 7-8 แสนในแต่ละปี แต่ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเพราะ MG ครองยอดจดทะเบียนใหม่เมื่อปี 2564 สูงถึง 1,066 คัน จาก 1,935 คัน ก่อนตามมาด้วย Tesla ที่ 222 คัน ปอร์เช่ที่ 194 คัน และแบรนด์รถเล็กจากญี่ปุ่น Fomm ที่ 109 คัน
จริงอยู่ที่ MG เป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีต้นกำเนิดจากอังกฤษ แต่ก็เรียกได้ว่าอยู่ภายใต้ทุนจีนอย่าง SAIC Motor ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านการผลิตและออกแบบยานยนต์มาตลอด โดยไม่ใช่แค่ปี 2564 เท่านั้นที่ MG ครองแชมป์ยอดขายอันดับ 1 รถ EV ในไทย แต่ยังรวมถึงปี 2563 และปี 2562 ด้วย
ส่วนแบรนด์ญี่ปุ่นที่เรารู้จักกันดี เช่น โตโยต้า สามารถทำยอดขายได้ดีในส่วนของรถยนต์ไฮบริด โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 2564 โตโยต้าเคยประกาศความสำเร็จของรถยนต์รุ่น Corolla Cross ที่สามารถทำยอดสะสมในช่วง 1 ปีได้ 22,500 คัน ซึ่ง 85% ของจำนวนดังกล่าวเป็นยอดขายของไฮบริด
ทำไมรถ EV จีนมาแรงในไทย
ในขณะที่แบรนด์รถยนต์ที่ครองตลาดไทยมาอย่างยาวนานอย่างค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นต่างทำการตลาดไปกับรถยนต์ไฮบริดจนมียอดขายที่ดีแล้ว ทางด้านแบรนด์จีนอย่าง MG ก็เน้นไปที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ
ส่วนหนึ่งที่ทำให้รถยนต์ของ MG ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภค EV ในไทยเป็นเพราะราคาที่จับต้องถึง โดยรุ่นยอดนิยมอย่าง MG ZS EV มีราคาอยู่ที่ 1.19 ล้านบาท และวิ่งได้ 337 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เมื่อเทียบกับราคาของ Tesla 3 ที่แม้จะวิ่งได้ถึง 560 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ แต่ราคาเมื่อเข้าไทยแล้วราคาแพงถึงเกือบ 3 ล้านบาท
ไม่ใช่แค่ MG เท่านั้นที่กำลังรุกตลาดไทยในปัจจุบัน เพราะยังมีค่าย “เกรท วอลล์ มอเตอร์” (GMW) และอีกหลายยี่ห้อ เช่น ฉางอัน ออโตโมบิล และ “จีลี่” ผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในจีนที่ซื้อ “วอลโว่” ไปจากฟอร์ดมอเตอร์ เมื่อปี 2553 ที่ต้องการเข้าตลาดไทยเช่นเดียวกัน
ประเด็นเรื่องแบรนด์จีนตีตลาดรถยนต์ EV นี้ พี่ทุยเห็นว่าไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในยุโรปอีกด้วย โดยสำนักข่าวบีบีซีเคยรายงานเมื่อเดือน ก.พ. 2564 ว่า รถยนต์ของจีนทำยอดขายได้มากกว่า Tesla ถึง 2 เท่า เพราะมีราคาถูกกว่า
ทำไม EV จีนขายได้ราคาถูก
จากข้อมูลของ Jato Dynamics บริษัทด้านข้อมูลยานยนต์ในสหราชอาณาจักร พบว่า ราคารถยนต์ EV ของจีนถูกลงจากปี 2554 อย่างมาก โดยลดลงจาก 41,800 ยูโร (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) เหลือแค่ 22,100 ยูโร (ราว 8 แสนบาท) หรือลดลงถึง 47% สวนทางกับราคารถยนต์ EV ใหม่ในยุโรปกลับเพิ่มสูงขึ้นถึง 28% ในช่วง 10 ปีนับถึงปี 2564
พี่ทุยว่าจีนมีข้อได้เปรียบอยู่ 3 ข้อที่ทำให้รถยนต์ EV จากจีนมีราคาถูกกว่าประเทศอื่น
ข้อแรก จีนเป็นแหล่งผลิตแบตเตอรี เนื่องจากต้นทุนส่วนใหญ่ที่ทำให้รถยนต์ EV มีราคาแพงมาจากค่าผลิตแบตเตอรีลิเธียมไอออน และจีนเป็นผู้ผลิตแบตเตอรีลิเธียมไอออนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยข้อมูลจาก Morgan Stanley Research และกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ พบว่า จีนมีกำลังผลิตแบตเตอรีมากถึง 567 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง เมื่อสิ้นปี 2564 หลังเมื่อปี 2562 บลูมเบิร์กพบว่าจีนมีกำลังผลิตแบตเตอรีได้ถึง 78% ของกำลังผลิตทั้งโลก
ข้อสอง แบรนด์จีนลดสเป็คตอบสนองความต้องการของตลาด โดยแม้ผู้บริโภคทุกคนต้องการรถที่ดีตรงตามมาตรฐานของอุตสาหกรรม แต่ไม่ใช่ทุกคนต้องการรถยนต์ที่สมาร์ททุกอย่าง มีแอร์ที่เย็นฉ่ำ หรือสามารถเรียกรถยนต์มารับหน้าประตูบ้านได้ทุกเมื่อเหมือนสั่ง JARVIS ในภาพยนตร์ Iron Man ซึ่งการปรับลดบางอย่างลงไป ก็ทำให้ลดต้นทุนลงไปได้
ข้อสาม รัฐบาลจีนสนับสนุนเต็มที่ เนื่องจากจีนเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายจากมลภาวะมาอย่างยาวนาน จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจีนจะให้การสนับสนุนรถยนต์ที่ไม่สร้างมลพิษทางอากาศ โดยในปี 2560 จีนได้ให้เงินสนับสนุนเฉลี่ย 10,000 ดอลลาร์ หรือราว 3.25 แสนบาท ต่อคัน
อย่างไรก็ตาม ตามแผนเดิมของกระทรวงพาณิชย์จีน ทางการจีนจะลดการอุดหนุนรถยนต์ EV ลง 30% ในปี 2565 นี้ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการผลิตรถยนต์อีวีในประเทศจีนได้
ต้องมารอดูกันต่อไปว่ารถ EV จีนจะสามารถครองตลาดได้สำเร็จหรือไม่เมื่อตลาด EV ในไทยบูมกว่านี้
อ่านเพิ่ม