4 เหตุผลที่ "เศรษฐกิจไทย" ฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่น

4 เหตุผลที่ “เศรษฐกิจไทย” ฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่น

3 min read  

ฉบับย่อ

  • ในภาวะปกติ ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับประเทศคิดเป็นเกือบ 20% ของ GDP แต่ในปี 2563 จำนวนและรายได้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงไปมากกว่า 80%
  • ในขณะที่ปี 2564 แม้จะมีนโยบายผ่อนคลายการเดินทางให้สามารถเข้าประเทศได้บ้าง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ใกล้เคียงกับช่วงปกติ และคาดว่ากว่าจะฟื้นตัวต้องรออย่างน้อยปลายปี 2565
  • จังหวัดท่องเที่ยวหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ตอนนี้มีรายได้เฉลี่ยลดลงถึง 70-90%
  • หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ทำให้คนไทยไม่สามารถใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะหนี้ที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้บัตรเครดิต

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Phatra Leasing"
"Phatra Leasing"

ปี 2564 ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ไตรมาส 2 ที่มาพร้อมกับการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในไทยกันอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง IMF และ World Bank ได้คาดการณ์ “เศรษฐกิจไทย” และออกมาปรับลดการคาดการณ์ GDP ของไทยปี 2564 ลงเหลือ 2.6% (จาก 2.7%) และ 3.4% (จาก 4.0%) ตามลำดับ ซึ่งเป็นระดับที่เกือบต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน

อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์กันไว้ พี่ทุยจะมาสรุปให้ฟังกัน..

1. ภาคท่องเที่ยวยังซบเซาและคาดว่าจะใช้เวลาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 2 ปี

ภาคท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อน “เศรษฐกิจไทย” ในช่วงที่ผ่านมา สร้างรายได้รวมให้กับประเทศคิดเป็นเกือบ 20% ของ GDP โดยรายได้ 1 ใน 3 มาจากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และรายได้อีก 2 ใน 3 มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติตบเท้าเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากกว่าปีละ 40 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาลจนทำให้ไทยติด TOP5 ประเทศที่มีรายได้จากภาคท่องเที่ยวสูงสุดของโลก จึงนับว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นแกนหลักสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศและสร้างรายได้ลงไปสู่เศรษฐกิจระดับจังหวัด

อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 มีการล็อกดาวน์ห้ามเดินทางข้ามประเทศทั่วโลก และไทยก็ปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกันยายน 2563 ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเหลือเพียง 6.7 ล้านคนเท่านั้น หรือลดลงไปมากกว่า 80% รายได้ก็หายไปมากกว่า 80% เช่นเดียวกันเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19

ขณะที่ในปี 2564 แม้จะผ่อนคลายมาตรการการเดินทางให้เข้าไทยได้บ้างแล้ว แต่จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียงแค่ประมาณ 13,000 คน เท่านั้นในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ จะบอกไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเลยก็ไม่ผิด เพราะหายไปมากกว่า 99.8% เมื่อเทียบกับ 6 ล้านคนในช่วงเดียวกันของปี 2563 ก่อนเกิดโควิด-19 ระบาดในรอบแรก

2. รายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดหลักหายไปแทบทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีจุดที่น่าสนใจว่า 20 จังหวัดเมืองท่องเที่ยวหลักของไทยมี GDP รวมกันเกือบ 80% ของประเทศ แต่มีอัตราการเข้าพักแรมในปี 2564 เฉลี่ยแล้วเพียงแค่ 10% โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของไทยอย่างกรุงเทพฯ ที่มีอัตราการเข้าพักแรมเฉลี่ยที่ 9% หมายความว่า โรงแรมในกรุงเทพฯ มีนักท่องเที่ยวเข้าพักแค่ 9 ห้องจาก 100 ห้อง

ขณะที่เชียงใหม่อยู่ที่ 23% ประจวบฯ 22% ระยอง 11% และชลบุรี 2% ทำให้รายได้เฉลี่ยของแต่ละจังหวัดลดลงประมาณ 70-90% เทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 (กรุงเทพฯ ลดลง 85% ขณะที่ ภูเก็ต ลดลง 99% ชลบุรี 98% ระยอง 87% เชียงใหม่ 74% และประจวบฯ 60% เป็นต้น)

4 เหตุผลที่ "เศรษฐกิจไทย" ฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่น

เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ไม่มีรายได้ส่วนนี้เข้าประเทศ ขณะที่ไทยเที่ยวไทยก็ไม่เพียงพอชดเชยรายได้ที่หายไปนี้ได้ ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกและในไทยยังน่าเป็นห่วงอยู่ ทำให้หน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญหลายแห่งเริ่มกังวลว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้อาจเหลือเพียงแค่ 3 ล้านคน หรืออาจไม่ถึงด้วยซ้ำ และคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยเพิ่มขึ้นได้ก็คงต้องรอถึงปลายปี 2565

จากที่พี่ทุยสังเกตดู ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและนักท่องเที่ยวหนักแบบประเทศไทยเรา ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าด้วยกันทั้งสิ้น ประเทศที่ฟื้นตัวได้เร็วช่วงเวลานี้ก็คือ ประเทศที่มีการพึ่งพาบริโภคในประเทศที่สูง เพราะต่อให้โควิด-19 จบลง แต่กว่าสถานะทางการเงินจะกลับมาเข้าที่เข้าทางจนมีจำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาที่ระดับเดิมก่อนการระบาดของโควิด-19 ได้ พี่ทุยว่าก็ใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปีแน่ ๆ เนื่องจากการท่องเที่ยวไม่ถือว่าเป็นสินค้าจำเป็น แต่เข้าข่ายสินค้าฟุ่มเฟือย พูดง่าย ๆ ก็คือว่า ถ้าไม่มีเงินเหลือก็คงไม่มีใครออกมาท่องเที่ยวกันอย่างแน่นอน

3. ภาระหนี้ที่สูงทำให้ไม่สามารถใช้จ่ายได้อย่างเต็มที่

ขณะที่การบริโภคของคนไทยก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เพราะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50% ของ GDP แต่กำลังถูกกดดันด้วยภาระหนี้หรือหนี้ครัวเรือนของไทยที่อยู่ในระดับสูง

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ปี 2563 หนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 14 ล้านล้านบาท ทำ New high ในรอบ 18 ปี หรือคิดเป็นสัดส่วน 89.3% ของ GDP ไทย และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจทะลุ 90% จากการระบาดระลอกใหม่เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา

4. คนไทยเป็นหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคมากที่สุด

โดยหนี้ครัวเรือนไทยหลัก ๆ แล้วแยกได้เป็น หนี้เพื่ออุปโภคบริโภค หนี้เพื่อประกอบอาชีพ และหนี้อื่น ๆ โดยมูลค่าหนี้ 14 ล้านล้านบาทนี้ พบว่า คนไทยมีหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคมากที่สุดคิดเป็น 77% รองลงมาเป็นหนี้เพื่อประกอบอาชีพที่ 18% และหนี้อื่น ๆ เพียง 5%

และจากหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดนี้ เป็นหนี้ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์มากที่สุด รองลงมาเป็นหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล หนี้จากการซื้อรถยนต์ และหนี้เพื่อการศึกษา

แน่นอนว่าการมีภาระหนี้ที่สูงและแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ เป็นปัจจัยกดดันกำลังการใช้จ่ายของคน เห็นได้จากมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ เน้นไปที่การช่วยเหลือเรื่องแก้และลดหนี้ และกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน เรารักกัน และล่าสุดการขยายโครงการเราชนะต่ออีกรอบ

สุดท้ายแล้วท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าแบบนี้ แต่หากเราลองสำรวจภาระหนี้สินและรายได้ของตนเอง รวมทั้งศึกษาหาความรู้เรื่องเทคนิคการออมและการลงทุน พี่ทุยว่าเราก็จะสามารถได้ใช้โอกาสจากสถานการณ์แบบนี้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดนั่นเอง

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"
ปี 2021 Money Buffalo "รับสมัครงาน"
error: