อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า

ทำไมเจ้าใหญ่ในตลาด “รถยนต์ไฟฟ้า” อาจไม่ใช่ Tesla ?

3 min read  

ฉบับย่อ

  • รถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือ EV ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น หลังรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกเตรียมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส
  • ราคารถยนต์พลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันยังคงแพงไปในสายตาผู้บริโภคจำนวนมาก เนื่องจากต้นทุนที่สูงกว่าการผลิตรถยนต์เบนซิน โดยต้นทุนส่วนมากมากจาก “แบตเตอรี”
  • ดังนั้น ใครลดต้นทุนแบตเตอรีได้ก่อนกัน ก็จะคว้าปัจจัยแรกที่จะครองตลาดรถยนต์ในอนาคตตมาได้ โดยผลสำรวจพบว่า Tesla ค่ายรถยนต์หน้าใหม่ที่ผลิตรถยนต์ EV อย่างเดียว กำลังนำในจุดนี้
  • อย่างไรก็ตาม ค่ายรถยนต์หน้าเก่าจากเยอรมนีอย่าง Volkswagen เองก็กำลังดำเนินการลงทุนมหาศาลเพื่อลดต้นทุนแบตเตอรีเช่นกัน 
  • สำหรับค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Toyota มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีไฮโดรเจนมากกว่า

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
"Money Buffalo TikTok"
"Money Buffalo TikTok"

กระแส “รถยนต์ไฟฟ้า” หรือ EV กำลังมาแรง ชื่อของค่ายรถที่ผลิตรถพลังงานไฟฟ้าอย่าง Tesla กลายเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับชื่อของซีอีโอ Elon Musk ที่ตอนนี้ไม่ว่าพูดถึงอะไร ก็ดูเหมือนจะเป็นกระแสไปเสียหมด ตั้งแต่หุ้น GameStop ไปจนถึงคลับเฮาส์ 

ในไทยเอง ก็เริ่มมีบริษัทรายใหญ่บางเจ้าตอบรับกระแสงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเช่นกัน เช่น เชลล์ บริษัทผู้ให้บริการน้ำมัน ก็จับมือกับ BMW สาขาไทยในการให้บริการหัวชาร์จ EV ชนิดที่สามารถเติมไฟได้อย่างรวดเร็ว หรือ ที่เรียกว่าควิกชาร์จในสถานีบริการน้ำมันของเชลล์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ EV กำลังวางรากฐานในไทยแล้ว

แต่เคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่าเพราะอะไร ค่ายรถยนต์ทั่วโลกถึงต้องสนใจ EV และอะไรกันที่เป็นอุปสรรคสำหรับผู้ผลิตไม่ว่าจะหน้าเก่าหรือหน้าใหม่จะต้องเผชิญ ซึ่งอุปสรรคนี้ พี่ทุยว่า หากใครก้าวข้ามได้ก่อน นับว่าได้เปรียบคู่แข่งเป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

ทำไมต้อง “รถยนต์ไฟฟ้า” ?

เหตุผลหลักที่ทำให้ค่ายรถยนต์ทั่วโลกหันไปพัฒนารถยนต์ EV แบบเต็มรูปแบบ ชนิดที่ไม่ใช่ Hybrid แบบเติมน้ำมัน หรือ Hybrid แบบใช้หัวชาร์จไฟ เหตุผลใหญ่เลยเป็นเพราะรัฐบาลทั่วโลกกำลังบีบให้ค่ายรถยนต์ต้องทำแบบนั้น 

ส่วนรัฐบาลทั่วโลกเอง ก็โดนบีบจากประชาชนเจ้าของประเทศอีกทีหนึ่ง โดยประชาชนทั่วโลกต่างเรียกร้องให้ต้องหาทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นต้นตอของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด และจะเป็นหายนะของมวลมนุษยชาติในรุ่นหลัง

แรงกดดันนี้เองกลายเป็นที่มาของข้อตกลงปารีสในปี 2016 ซึ่งประชาคมโลกตั้งเป้าหมายที่จะลดการร้อนขึ้นของโลกให้ไม่ร้อนเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอุณหภูมิในยุคก่อนอุตสาหกรรม และถ้าเป็นไปได้ ก็จะต้องต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส

ข้อตกลงดังกล่าวทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องตั้งเป้าหมาย เช่น ฝรั่งเศสและอังกฤษที่ประกาศจะห้ามขายรถยนต์พลังงานสันดาป (ดีเซลและเบนซิน) ภายในปี 2040 ขณะที่อินเดียจะขายแต่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเดียวภายในปี 2030 ส่วนไทยก็มีความพยายามผลักดันให้รัฐบาลตั้งนโยบายเช่นเดียวกัน โดยหวังว่าจะสามารถเลิกขายรถยนต์สันดาปได้ภายในปี 2035 

อ่านต่อเรื่อง ทำไม “รถยนต์ไฟฟ้า” 100% ในไทย ถึงต้องรออีก 14 ปี ?

พี่ทุยว่าเพียงเท่านี้ก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องหันมาพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจัง 

แต่สำหรับผู้ผลิตบางรายแล้ว การให้สัญญาณลงทุนกับรถ EV เป็นความพยายามในการแก้ตัว หลังก่อนหน้านี้เกิดเหตุอื้อฉาว บิดเบือนผลการทำสอบการปล่อยมลพิษของรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งคงหนีไม่พ้นที่จะพูดถึง Volkswagen ผู้ที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องอื้อฉาวนี้ไม่ได้ 

จึงไม่แปลกที่ Volkswagen จะทุ่มทุนสร้างโรงงานขนาดใหญ่ 6 แห่งทั่วยุโรปเพื่อผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภายในปี 2030 หลังยอดขายรถยนต์ EV เต็มรูปของแบรนด์รถยนต์จากยุโรปนี้ พุ่งขึ้นถึง 214% เมื่อปีที่แล้ว 

อุปสรรคของ “รถยนต์ไฟฟ้า” คือต้นทุนแบตเตอรี่

รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีราคาแพงในสายตาของผู้บริโภค โดยผลสำรวจของ Consumer Reports ในสหรัฐพบว่า

  • มีแค่ 4% ของผู้ใหญ่ที่มีใบขับขี่เท่านั้นที่จะซื้อรถ EV อย่างแน่นอนสำหรับการซื้อรถครั้งถัดไป
  • และมีถึง 40% ที่สนใจรถ EV แต่ไม่คิดจะซื้อ โดยเหตุผลหลักคือรถยนต์ดังกล่าวยังมีราคาแพงเกินไปเมื่อเทียบกับรุ่นธรรมดา

รถยนต์ EV คันใหญ่ที่เทียบเท่ากับรถยนต์ที่เราเห็นตามท้องถนน มีราคาเฉลี่ยแพงกว่ารถยนต์ปกติ โดยจากผลสำรวจของเว็บไซต์รถยนต์ Edmunds พบว่า รถยนต์ EV มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 53,392 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 1.6 ล้านบาท ขณะที่รถยนต์ธรรมดามีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 40,472 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.2 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งปัจจุบัน แรงจูงใจที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อรถ EV มากขึ้น มาจากการที่รัฐบาลให้การสนับสนุน เช่น การมีภาษีรถยนต์ที่ถูกกว่ารถยนต์แบบดั้งเดิม

ต้นทุนที่สำคัญที่ทำให้รถยนต์ EV มีราคาแพงกว่ารถยนต์ปกติ คือ แบตเตอรี่

โดยหากลดต้นทุนแบตเตอรี่ได้ รถยนต์ก็จะมีราคาถูกลง น่าซื้อมากขึ้น และยังเพิ่มกำไรให้กับค่ายรถยนต์ได้อีกด้วย

อ้างอิงจากผลสำรวจของ Bloomberg ที่สอบถามผู้ซื้อผู้ขายแบตเตอรี่กว่า 150 ราย พบว่า ต้นทุนแบตเตอรี่เคยอยู่สูงถึง 1,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เมื่อปี 2010 ซึ่งหมายความว่า ถ้าสมมติว่า Tesla ออกรถ Tesla 3 ในปีนั้น จะทำให้ต้นทุนแบตเตอรี่สูงถึง 110,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน เนื่องจาก Tesla 3 ใช้แบตเตอรี่ขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง

พี่ทุยว่า Tesla คิดถูกแล้วที่ไม่เร่งรีบออกรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตระดับ Mass Production แม้บริษัทจะก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2003 และเริ่มขาย Tesla 3 ในปี 2017 แทน ซึ่งราคาแบตเตอรี่ในสมัยนั้นอยู่ที่ราว 200 ดอลลาร์สหรัฐ 

นอกจากนี้ ราคาแบตเตอรี่ยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ราว 137 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงในปัจจุบัน ซึ่งเริ่มจะใกล้เคียงกับต้นทุนสำหรับการทำเครื่องยนต์เบนซินที่ราว 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงเข้าไปทุกที

ใครจะลดต้นทุนได้ก่อนกัน ?

สำนักข่าว CNBC เคยรายงานผลการวิจัยของ Cairn ERA บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาในสหรัฐว่า Tesla จ่ายค่าแบตเตอรี่เฉลี่ยให้กับผู้ขาย 3 ราย ได้แก่ Panasonic, LG Chem และ CATL เป็นเงินเฉลี่ย 142 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ส่วน GM ผู้ผลิตจากสหรัฐ จ่ายที่เฉลี่ยราว 169 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 186 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง

เท่ากับว่า Tesla ซึ่งเป็นค่ายรถที่ผลิตแต่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว กำลังนำหน้าค่ายรถยนต์หน้าเก่าในการมีต้นทุนแบตเตอรี่ที่ถูกกว่า ขณะที่ Tesla Model 3 ยังมียอดขายนำเป็นอันดับ 1 เมื่อปี 2020 อีกด้วย โดยขายได้ทั้งหมด 365,240 คัน 

อย่างไรก็ตาม เมื่อ Volkswagen ประกาศจะทุ่มทุนมหาศาลสร้างโรงงานขนาดใหญ่ 6 แห่ง โดยแม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการลงทุนโรงงานนี้มีมูลค่าเท่าไหร่ แต่ค่ายรถเยอรมันแห่งนี้เคยประกาศจะลงทุน 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในรถยนต์ EV มาแล้ว 

การลงทุนโรงงานในครั้งนี้เป็นไปเพื่อลดต้นทุนในการทำแบตเตอรี่อย่างค่อยเป็นค่อยไปจนแตะระดับ 50% หรือเท่ากับว่าจะลดต้นทุนให้เหลือที่ราว 50-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง 

นอกจากการขยายกำลังผลิตเพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกลงแล้ว การรีไซเคิลวัสดุตั้งต้นในการทำแบตเตอรี่ก็สำคัญเช่นเดียวกัน โดยจากคำนวณของรองศาสตราจารย์ Venkat Viswanathan จากมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon University พบว่าค่าวัสดุตั้งต้นคิดเป็นถึง 50% ของต้นทุนในการทำแบตเตอรี่ 1 ก้อน ซึ่ง Volkswagen ตั้งเป้าที่จะรีไซเคิลวัสดุดังกล่าวให้ได้ถึง 95% ของวัสดุทั้งหมดด้วย 

ความเคลื่อนไหวของค่ายรถหน้าเก่าจากเยอรมนีในครั้งนี้ ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนออกมาเปิดเผยว่า Volkswagen อาจแซงหน้า Tesla ขึ้นเป็นผู้นำตลาด EV ในไม่ช้า 

ประเทศไทยกระแสยังแผ่ว

เร็ว ๆ นี้มีภาพกราฟฟิกที่เปรียบเทียบราคาของ Tesla ในไทยและต่างประเทศ พบว่าราคาในประเทศไทยนั้นสูงลิบลิ่ว โดยสาเหตุหลัก ๆ เป็นเพราะกำแพงภาษีนำเข้าซึ่งสูงสุดถึง 300% โดยกำแพงภาษีดังกล่าวมีขึ้น เพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศที่ยังคงผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์สันดาป ขณะที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเพียงพอที่จะผลิตแบตเตอรี่คุณภาพเทียบเท่าจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ คนไทยยังนิยมรถญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่รีบร้อนลงทุน EV โดยเฉพาะกับ Toyota ที่ให้สัญญาณชัดเจนว่า ไม่ชอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เนื่องจากไม่เชื่อในความสามารถลดมลพิษ ขณะที่ยอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลกยังอยู่ในระดับต่ำ น้อยกว่า 3% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดทั่วโลก

Toyota เป็นผู้นำตลาดรถยนต์ของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย โดยนอกเหนือจากการส่งสัญญาณว่า ไม่ชอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้ว Toyota ยังลงมหาศาลไปแล้วกับรถยนต์พลังไฮโดรเจน ซึ่งใช้พลังงานจากไฮโดรเจนและออกซิเจนในการสร้างกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ และแน่นอนว่าไม่มีการปล่อยมลพิษใด ๆ 

Toyota เปิดตัวรถพลังงานไฮโดรเจนรุ่นมิไร (แปลว่า อนาคต ในภาษาญี่ปุ่น) เมื่อปี 2014 โดยแม้นับตั้งแต่นั้นมาจะทำยอดขายได้เพียง 11,000 คันเท่านั้น แต่ Toyota ยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายเป็น 2 เท่าด้วยการลดราคารถยนต์รุ่นดังกล่าว

นอกจากนี้ พี่ทุยว่า Toyota ยังคงต้องรอดูกระแสของผู้บริโภคก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปที่ EV จริง ๆ หรือเปล่า ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเองยังไม่รีบร้อน โดยแม้จะประกาศว่าจะห้ามการขายรถยนต์เบนซินภายในปี 2035 แต่ยังอนุญาตให้ขายรถยนต์ Hybrid ได้ แตกต่างจากอังกฤษและแคนาดาที่ห้ามขายเต็มรูปแบบ

พี่ทุยว่า ถ้าการจะเป็นเจ้าตลาด “รถยนต์ไฟฟ้า” วัดจากต้นทุนค่าแบตเตอรี่เป็นหลัก Tesla ก็น่าจะกลายเป็นเบอร์ 1 ได้ยาก เพราะนอกจาก Volkswagen ที่เอาจริงเอาจังกับการลดต้นทุนขนาดนี้ ก็ยังมีรถยนต์สันดาปเจ้าอื่น ๆ ที่หันมาเอาจริงเอาจังกับตลาด “รถยนต์ไฟฟ้า” เช่นกัน

มาเอาใจช่วย Tesla กันต่อไป ว่าถ้าทั้งโลกหันมาใช้รถ EV กันเต็มรูปแบบ Tesla จะอยู่จุดไหนของอุตสาหกรรมแห่งนี้..

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
คอร์สการเงินออนไลน์ คอร์สลงทุน
คอร์สการเงินออนไลน์ คอร์สลงทุน
error: