อย่างที่พี่ทุยบอกอยู่บ่อยๆว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” แบบเต็มตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้แล้ว ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่มีแนวโน้มมีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ แม้จะมีเงินช่วยเหลือจากรัฐอยู่บ้างก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลเลยมีการสนับสนุน “Reverse Mortgage” สำหรับผู้สูงอายุ ให้เกิดขึ้นเพื่อมาบรรเทาปัญหานี้
Reverse Mortgage หรือ สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุโดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน คืออะไร ?
ตามปกติเวลาเราขอสินเชื่อซื้อบ้าน เราจะต้องเอาบ้านไปจำนองกับธนาคารแล้วทยอยผ่อนเงินกู้ให้ธนาคารจนกว่าจะครบแล้วเราถึงจะมีสิทธิความเป็นเจ้าของในบ้านหลังนั้นอย่างเต็มตัว นี่คือ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย พี่ทุยว่าเราคุ้นเคยกับสินเชื่อประเภทนี้กันอยู่แล้ว
Reverse Mortgage สำหรับผู้สูงอายุนี้ ก็มีลักษณะคล้ายกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยนั่นแหละ แต่กลับด้านสวนทางกัน ตรงที่พอเราเอาบ้านของเราไปจำนองกับธนาคารแล้ว แทนที่เราจะเป็นคนจ่ายเงินผ่อนให้กับธนาคาร แต่ธนาคารกลับเป็นคนทยอยจ่ายเงินให้กับเราแทน เหมือนกับธนาคารมาซื้อบ้านเรา และเมื่อธนาคารจ่ายเงินให้เราจนครบแล้ว บ้านหลังนั้นก็จะตกเป็นของธนาคาร
โดยที่มีเงื่อนไขว่าผู้สูงอายุ คือ 60- 85 ปี ต้องมีบ้านเป็นของตัวเองไม่ติดจำนองไปวางเป็นหลักประกันกับธนาคาร และจะต้องส่งบ้านให้ธนาคารในเวลา 20 ปี หรือเจ้าของบ้านเสียชีวิต โดยระหว่างที่ธนาคารผ่อนซื้อผู้สูงอายุก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นได้
ซึ่งตอนนี้มีธนาคารออมสินที่มีบริการ Reverse Mortgage ออกมาแล้วเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา และตั้งวงเงินสินเชื่อไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งพี่ทุยคิดว่าธนาคารอื่นๆก็กำลังเตรียมความพร้อมอยู่และอาจจะทยอยออกสินเชื่อนี้ออกมาในอนาคต
โดยแบงค์ชาติได้มีแนวโยบายในการทำ Reverse Mortgage หรือ สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุโดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน สำหรับสถาบันการเงินต่างๆปฏิบัติตาม เพื่อป้องกันความเสี่ยงและคุ้มครองผู้บริโภค และได้สรุปข้อควรรู้ก่อนขอสินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุโดยมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันไว้ ดังนี้
- บ้านที่เป็นหลักประกันจะต้องเป็นของผู้ขอสินเชื่อและปลอดภาระหนี้
- การรับเงินสินเชื่อ จะเลือกรับเป็นเงินก้อนทีเดียว หรือ ทยอยรับเป็นงวดๆจนกว่าเสียชีวิตหรือหมดอายุสัญญา ก็ได้
- หลังได้สินเชื่อแล้ว ผู้กู้สามารถอยู่อาศัยในบ้านที่ใช้เป็นหลักประกันได้ แต่ต้องดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพดีอยู่อาศัยได้
- ผู้กู้ไม่ต้องจ่ายคืนสินเชื่อจนกว่าเสียชีวิตหรือหมดอายุสัญญา
- เมื่อผู้กู้เสียชีวิตหรือครบกำหนดสัญญา ผู้กู้หรือ ทายาท คู่สมรส เจ้าของร่วมที่อยู่อาศัย ผู้ที่อยู่อาศัยร่วม จะเลือกได้ว่าจะชำระหนี้คืนโดยการซื้อกลับ หรือจะให้ธนาคารปล่อยขายทอดตลาด
- ถ้าธนาคารขายหลักประกันได้มากกว่าจำนวนหนี้ทั้งหมดหรือกำไร ธนาคารจะต้องคืนส่วนต่างให้ผู้กู้ หรือ บุคคลที่ตกลงไว้
- ถ้าธนาคารขายหลักประกันได้ต่ำกว่าจำนวนหนี้ทั้งหมดหรือขาดทุน ธนาคารจะไปไล่เบี้ยคืนจากผู้กู้ไม่ได้
พี่ทุยว่า Reverse Mortgage ก็เป็นทางเลือกที่ถือว่าดีมากสำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณแล้วแต่เตรียมเก็บเงินไม่ทัน มีเงินเก็บไม่พอ หรือผู้สูงอายุที่อย่างน้อยมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่อาจมีเงินไม่พอใช้ตอนเกษียณ และไม่มีทายาทไว้รับมรดกต่อไป ก็สามารถขายบ้านให้กับธนาคารไป โดยที่เรายังมีที่ให้พักอาศัยอยู่
แต่ถ้าจะให้ดีกว่า พี่ทุยว่าเราควรเตรียมความพร้อมเก็บเงินให้พอใช้ตั้งแต่เนิ่นๆจะดีที่สุดนะ เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้สูงอายุบางคนที่มีลูกหลานก็คงไม่อยากขายบ้านของตัวเองออกไป คงอยากเก็บเอาไว้ให้เป็นมรดกมากกว่า
อ้างอิง: ธนาคารแห่งประเทศไทยและโพสต์ทูเดย์