ปี 2026 เป็นปีที่ใกล้วิกฤต และเป็นอีกช่วงเวลาที่ลงทุนยากแน่นอน พี่ทุยพามาดูดีกว่าว่า ช่วงเวลานี้นักลงทุนแบบเราต้องเตรียมตัวรับมือ “ปรับพอร์ต” ยังไงบ้าง

เข้าสู่ปี 2026 ยังไม่จบไตรมาสแรกดี กลิ่นความวุ่นวายที่อาจจะพัฒนาไปจนถึงความขัดแย้งระดับโลกก็ได้เริ่มชัดเจนมากขึ้น ตลาดการเงิน “ทุกสินทรัพย์” เกิดความผันผวนอย่างหนัก ซึ่งถ้าเราจะสู้กับ “วิกฤต” ได้ ก่อน “ปรับพอร์ต” เราต้องเข้าใจธรรมชาติของวิกฤตก่อนว่า ทั่วไปแล้วเวลาเกิดวิกฤต จะถูกแบ่งออก 3 ช่วง ได้แก่
1. ช่วงแรก “Panic Sell”
เป็นช่วงเวลาที่น่ากลัว และเกิดความตกใจกับนักลงทุนมากที่สุด เพราะราคามักจะมีความผันผวน และปรับตัวขึ้นลงแรง และยิ่งในยุคปัจจุบัน เป็นช่วงที่มีการใช้ Leverage กันค่อนข้างสูง ทำให้ยิ่งเกิดการเข้าซื้อแรง และขายหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้ง่าย ๆ เลย
2. ช่วงที่สอง “นโยบายช่วยเหลือ”
หลังจากที่ฝุ่นหายตลบ ทุกอย่างเริ่มชัดเจน เหล่ารัฐบาลทั่วโลกจะเริ่มใช้นโยบายกระตุ้นทั้งการเงินและการคลังเพื่อให้เกิดการพลิกฟื้นของเศรษฐกิจกลับมา
3. ช่วงที่สาม “ฟื้นฟู”
เป็นช่วงที่ทุกอย่างเริ่มดีมากขึ้น เงินเริ่มไหลจากหุ้นตัวใหญ่ไปจนถึงหุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็ก
มาดูกันดีกว่าในแต่ละช่วงเวลานักลงทุนแบบเราควรเตรียมตัวรับมืออย่างไรบ้าง

ช่วงแรก: Panic Sell
พี่ทุยเชื่อว่า ณ เวลานี้เรากำลังอยู่ในช่วงนี้นี่แหละ เหตุการณ์เกิดขึ้นแบบรายวัน ฝุ่นยังตลบ เหตุการณ์ยังไม่ชัดเจน พี่ทุยแนะนำว่าลองกลับมาประเมินตัวเองก่อน โดยแบ่งของในพอร์ตออกเป็น “สินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์” และ “เสียประโยชน์”
สำหรับสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ หาจังหวะเก็บตามระดับราคาต่าง ๆ ตามกลยุทธ์เพื่อเก็บของดีเข้าพอร์ตได้เลย เพราะแม้จะเป็นของดีแค่ไหนในช่วงวิกฤต ราคาก็สามารถปรับลงได้จาก Panic Sell ซึ่งเป็นโอกาสให้สามารถเก็บของได้ดี
ส่วนสินทรัพย์ “เสียประโยชน์” หรือไม่แน่ใจ แนะนำว่าขายทิ้งออกมาตั้งหลัก หรือลดพอร์ตลงมาให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้สบายใจมากขึ้น เพราะในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต “เงินสด” จะเป็น Key Success ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุนได้
แล้วสำหรับการเก็บเงินสด ก็ถือว่ามีความปลออดภัยมาก ๆ การฝากเงินที่ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ซึ่งการคุ้มครองนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกรณีสถาบันการเงินถูกสั่งปิดกิจการเท่านั้น
โดย DPA จะทำหน้าที่จ่ายเงินคุ้มครองให้กับผู้ฝาก ภายในวงเงินคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาท ต่อคน ต่อธนาคาร ยังไงเข้าไปดูวิธีการคุ้มครองเงินฝาก กันได้เลย ที่นี่ หรือถ้าไม่แน่ใจว่าสถาบันการเงินที่เราฝากเงินอยู่จะอยู่ในความคุ้มครองจาก DPA หรือเปล่า ก็ไปเช็คกันได้นะ ที่นี่

ช่วงที่สอง : นโยบายช่วยเหลือ
หลังตลาดพังลงมา ซึ่งเป็นสัญญาณกลับตัวที่เราต้องจับตาให้ดีเลยก็คือ การขยับตัวของเหล่ารัฐบาลทั่วโลก ว่าจะมีนโยบายเข้ามาช่วยเหลือแบบไหนบ้าง ซึ่งจากทุกวิกฤตในอดีต จุดนี้คือ “จุดซื้อ” ที่ดีที่สุด เป็นจังหวะที่ฝุ่นหายตลบ ทุกอย่างชัดเจน
อย่างช่วงวิกฤต The Great Depression (ปี 1929) มาพร้อมนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแบบจัดหนัก ปฏิรูประบบการเงินพร้อมจัดตั้ง FED ขึ้นมา ช่วงวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ (ปี 2008) ก็มาพร้อมกับนโยบายการเงินสุดโหดอย่าง QE ช่วยเหลือธนาคารที่มีปัญหา และลดดอกเบี้ย หรืออย่างล่าสุดก็ วิกฤตโควิด-19 (ปี 2020) ก็มาพร้อม QE อีกชุดใหญ่ อัดฉีดเงินไปจนถึงภาคประชาชน เพื่อให้มีเงินจับจ่าย สนับสนุนให้เศรษฐกิจกลับมาหมุนได้
แล้วถ้าทุกคนลองไปดูราคาสินทรัพย์การเงินแทบทุกตัวโดยเฉพาะหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบคำใหญ่ทั้งหมดเลย ดังนั้นก่อนจะเข้าช่วง 2 ที่นโยบายช่วยเหลือ ใครที่ทำการบ้านรอไว้ได้ดี เตรียมกระสุนให้พร้อม โอกาสสร้างผลตอบแทนก็จะดีด้วยเช่นกัน

ช่วงที่สาม : ฟื้นตัว
เป็นช่วงที่เงินจะไหลเข้าสู่ “สินทรัพย์เสี่ยง” เต็มรูปแบบ เรียกว่า Risk-on กันอีกครั้ง GDP เริ่มกลับมา การจ้างงานดีขึ้น กำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มฟื้นตัว
ช่วงนี้ใครกล้าถือ กล้าลง กล้าตามตลาดจะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ยังกลัวและติดภาพอดีตที่ตลาดพังทำให้ไม่กล้าลงทุน ยังถือเงินสดอยู่มากทำให้เสียโอกาส ซึ่งพี่ทุยบอกเลยว่า จากในอดีตช่วงที่สร้างเศรษฐีหน้าใหม่ก็คือช่วงนี้เนี้ยแหละ
แต่ก็แน่นอนว่า “การบริหารความเสี่ยง” ตลอดช่วงที่เกิดวิกฤตเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรที่ 100% เพราะแม้ในช่วงที่เรียกว่าเศรษฐกิจฟื้นหลายครั้งก็มีการฟื้นหลอกเหมือนกัน หรือแม้แต่อยู่ดีดี รัฐบาลก็เปลี่ยนนโยบายได้เช่นกัน