ค่าจ้าง

ค่าจ้างตามกฎหมายพื้นฐาน รวมสิทธิแรงงานที่ต้องรู้ครบในที่เดียว

5 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • เงินที่ถือเป็นค่าจ้างและไม่เป็นค่าจ้าง: เงินที่ถือเป็นค่าจ้าง ได้แก่ เงินเดือน ค่าคอมมิชชัน และเบี้ยเลี้ยงที่จ่ายประจำ ส่วนเงินสวัสดิการ ค่าล่วงเวลา (OT) และเงินโบนัส ไม่นับเป็นค่าจ้าง
  • ประเภทของการลาที่ได้รับค่าจ้าง: กฎหมายกำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาโดยได้รับค่าจ้าง เช่น ลาพักร้อนไม่เกิน 6 วัน/ปี, ลาป่วยไม่เกิน 30 วัน/ปี, ลาคลอดสูงสุด 120 วัน/ครรภ์ และลากิจไม่เกิน 3 วัน/ปี
  • ค่าชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง: แบ่งเป็น “ค่าตกใจ” กรณีเลิกจ้างกะทันหันโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า และ “เงินชดเชย” ตามอายุงาน โดยผู้ที่ทำงานครบ 120 วันขึ้นไปจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามช่วงอายุงาน (เช่น 1-3 ปี ได้เท่ากับค่าจ้าง 90 วัน)

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ใกล้สิ้นปีแบบนี้ ใครมีแผนลาออกยอมรับมาซะดี ฮึ ๆ New year New me แบบนี้ พี่ทุยฝากแปะโพยเล็กน้อย เกี่ยวสิทธิ ค่าจ้าง ตามกฎหมายแรงงานที่เราควรรู้ มีอะไรบ้างมาดูกันฮะ

การทำงานไม่ใช่แค่ได้เงินเดือนทุกเดือนเท่านั้น แต่เรายังมีสิทธิอื่น ๆ อีกมากมายที่กฎหมายรับรองไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการลา ค่าล่วงเวลา หรือเงินชดเชยต่าง ๆ วันนี้พี่ทุยจะมาอธิบายให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้ทุกคนรู้สิทธิของตัวเอง ไม่ถูกเอาเปรียบ และได้รับสิ่งที่ควรได้รับอย่างครบถ้วนครับ

 

ค่าจ้าง

 

เงินแบบไหนถือว่าเป็น ค่าจ้าง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า มันมีเงินอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นค่าจ้าง เพราะนี่สำคัญมาก เวลาคำนวณค่าชดเชย ค่าล่วงเวลา หรือสิทธิต่าง ๆ จะใช้ฐานค่าจ้างนี้

ในที่นี้จะนับเฉพาะเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในระยะเวลาปกติ ได้แก่

  1. รายการแรกคือ เงินเดือน นี่คือค่าจ้างหลักที่เราได้รับทุกเดือน เป็นเงินประจำที่แน่นอน
  2. รายการที่สองคือ ค่าคอมมิชชัน ถ้าเราได้รับค่าคอมมิชชันจากการขาย หรือจากผลงาน ก็นับเป็นค่าจ้างด้วย
  3. รายการที่สามคือ เบี้ยเลี้ยงที่จ่ายประจำ เบี้ยเลี้ยงที่ได้รับทุกเดือนอย่างแน่นอน ไม่มีเงื่อนไข ก็นับเป็นค่าจ้าง
  4. รายการที่สี่คือ ค่าจ้างในวันหยุดหรือวันลา เงินที่ได้รับในวันที่เราลาหรือหยุด ก็นับเป็นค่าจ้างเช่นกัน

 

แล้วเงินแบบไหนที่ไม่นับเป็น ค่าจ้าง

  1. รายการแรกคือ เงินสวัสดิการ เช่น ค่าอาหาร ค่าเช่าที่พัก ค่าเครื่องแบบ เพราะถือว่าเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้าง คนละอย่างกัน
  2. รายการที่สองคือ เบี้ยเลี้ยงที่มีเงื่อนไขถึงจะได้ เช่น ต้องขาด ลา มาสายไม่เกินเท่าไหร่ ๆ จะได้เงินจำนวนนี้ เพราะมีเงื่อนไข ไม่ใช่ได้แน่นอนทุกเดือน
  3. รายการที่สามคือ ค่าล่วงเวลา หรือ OT เพราะไม่ใช่ค่าจ้างที่ต้องได้ประจำอยู่แล้ว ได้ก็ต่อเมื่อทำงานล่วงเวลา
  4. รายการที่สี่คือ เงินโบนัส ถือว่าเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้างอีกเหมือนกัน บริษัทไหนจะให้ไม่ให้ ลูกจ้างร้องขอไม่ได้
  5. รายการที่ห้าคือ ค่าชดเชยการเลิกจ้าง นี่เป็นเงินที่ได้รับเมื่อถูกเลิกจ้าง ไม่ใช่ค่าจ้างประจำ
  6. รายการที่หกคือ ค่าน้ำมันหรือค่าเดินทางที่จ่ายตามจริง เพราะนับเป็นสวัสดิการอีกเช่นกัน และต้องมีใบเสร็จยืนยันครับ

 

ประเภทของการลาที่ได้ ค่าจ้าง

มาดูกันว่า การลาประเภทไหนบ้างที่เรายังได้รับค่าจ้าง ไม่ใช่ลาแล้วหักเงิน

  1. ประเภทแรกคือ ลาพักร้อน ไม่เกิน 6 วันต่อปี นี่คือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนมี ได้พักผ่อน แต่ยังได้เงินเดือนเต็ม
  2. ประเภทที่สองคือ ลาป่วย ไม่เกิน 30 วันต่อปี ถ้าป่วยจริง มีใบรับรองแพทย์ ก็ลาได้โดยไม่หักเงิน สูงสุด 30 วันต่อปี
  3. ประเภทที่สามคือ ลาคลอด อ้างอิงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานประกาศล่าสุด ให้ผู้หญิงลาคลอดได้สูงสุด 120 วันต่อครรภ์ โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ 60 วันแรก อีก 60 วันประกันสังคมจ่าย

กรณีลูกมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ แม่สามารถลาเพิ่มได้อีก 15 วัน แต่ต้องมีใบรับรองแพทย์มาแสดงด้วย

ส่วนคุณพ่อลาช่วยเหลือคุณแม่ได้ 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 90 วันนับแต่วันที่คลอด เริ่มบังคับใช้ 7 ธันวาคม 2568 นี้ รอ 30 วันหลังประกาศ

4. ประเภทที่สี่คือ ลาทำหมัน ตามกฎหมายไม่มีระบุว่าลาได้เยอะสุดเท่าไหร่ แต่ให้ลาได้ตามดุลยพินิจแพทย์ ถ้าแพทย์บอกว่าต้องพัก 3 วัน ก็ลาได้ 3 วัน โดยยังได้ค่าจ้าง

5. ประเภทที่ห้าคือ ลากิจ ไม่เกิน 3 วันต่อปี สำหรับธุระส่วนตัวที่จำเป็น ก็ลาได้โดยไม่หักเงิน แต่ไม่เกิน 3 วัน

6. ประเภทที่หกคือ ลาทหาร ไม่เกิน 60 วันต่อปี สำหรับคนที่ต้องไปเกณฑ์ทหาร หรือฝึกวิชาทหาร ก็ลาได้โดยยังได้ค่าจ้างครับ

 

ค่าล่วงเวลา หรือ OT

มาดูกันว่า ถ้าทำงานล่วงเวลา จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเท่าไหร่

  1. กรณีแรกคือ วันธรรมดา จ่าย 1.5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง ถ้าปกติได้ชั่วโมงละ 100 บาท ทำ OT ได้ 150 บาทต่อชั่วโมง
  2. กรณีที่สองคือ วันหยุด จ่าย 3 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง ถ้าปกติได้ชั่วโมงละ 100 บาท ทำ OT วันหยุดได้ 300 บาทต่อชั่วโมง

และมีระบุชัดเจนว่าใน 1 สัปดาห์ต้องทำ OT รวมกันไม่เกิน 36 ชั่วโมง นี่เป็นข้อจำกัดเพื่อไม่ให้ลูกจ้างทำงานหนักเกินไป

ถ้านายจ้างให้ทำ OT เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็ผิดกฎหมาย ลูกจ้างสามารถปฏิเสธได้ หรือร้องเรียนได้

นอกจากนี้ยังต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนด้วย ไม่สามารถบังคับให้ทำ OT ได้ ต้องตกลงกันก่อนครับ

 

ค่าตกใจ โดนเลิกจ้างกะทันหัน แต่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า

ถ้าถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า จะได้รับเงินชดเชยตามนี้ฮะ

  • กรณีแรกคือ เลิกจ้างทั่วไป ได้เงินชดเชย 1 งวดการจ่ายเงิน ถ้าได้เงินเดือนทุก 30 วัน ก็จะได้เงินเดือนเดือนนี้ บวกกับเงินเดือนอีกเดือนนึง 30 วันเป็นค่าชดเชย

ยกตัวอย่าง ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท โดนเลิกจ้างกะทันหัน จะได้เงินเดือนเดือนนี้ 20,000 บาท บวกกับค่าชดเชยอีก 20,000 บาท รวมเป็น 40,000 บาท

  • กรณีที่สองคือ เลิกจ้างเพื่อปรับโครงสร้างองค์กร เช่น ยุบแผนก ปรับเปลี่ยนกำลังคน จะได้เงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 60 วันสุดท้าย

ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 40,000 บาท เพราะ 60 วันเท่ากับ 2 เดือน

  • กรณีที่สามคือ เลิกจ้างเพราะย้ายที่ทำงาน ได้เงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 30 วันสุดท้าย

แต่ถ้ามีการบอกล่วงหน้าแล้ว แต่ลูกจ้างไม่อยากย้ายไปทำงานที่ใหม่ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 50% ของค่าชดเชยถูกเลิกจ้างที่มีสิทธิได้รับ

กรณีนี้ลูกจ้างไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ใช่เงินชดเชยให้ออก แต่เป็นเงินที่ให้เพราะลูกจ้างย้ายตามมาไม่ได้ครับ

 

เงินชดเชยเพราะถูกเลิกจ้าง

นอกจากค่าตกใจแล้ว ยังมีเงินชดเชยที่ได้รับตามอายุงาน โดยดูอายุงานครับ มีดังนี้

  1. กรณีแรกคือ ทำงานมาแล้วน้อยกว่า 120 วัน นายจ้างจ่ายหรือไม่จ่ายค่าชดเชยก็ได้ กฎหมายบอกให้ทำงานครบ 120 วันถึงจะจ่ายค่าชดเชยได้
  2. กรณีที่สองคือ 120 วันถึงไม่เกิน 1 ปี เท่ากับค่าจ้าง 30 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 20,000 บาท
  3. กรณีที่สามคือ 1-3 ปี เท่ากับค่าจ้าง 90 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 60,000 บาท เพราะ 90 วันเท่ากับ 3 เดือน
  4. กรณีที่สี่คือ 3-6 ปี เท่ากับค่าจ้าง 180 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 120,000 บาท เพราะ 180 วันเท่ากับ 6 เดือน
  5. กรณีที่ห้าคือ 6-10 ปี เท่ากับค่าจ้าง 240 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 160,000 บาท เพราะ 240 วันเท่ากับ 8 เดือน
  6. กรณีที่หกคือ 10-20 ปี เท่ากับค่าจ้าง 300 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 200,000 บาท เพราะ 300 วันเท่ากับ 10 เดือน
  7. กรณีที่เจ็ดคือ 20 ปีขึ้นไป เท่ากับค่าจ้าง 400 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 266,667 บาท เพราะ 400 วันเท่ากับ 13.33 เดือนครับ

 

กรณีพิเศษที่ไม่ได้ค่าชดเชย

มีบางกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้รับค่าชดเชย ต้องรู้ไว้ด้วย

  1. กรณีแรกคือ ลาออกเอง ถ้าเราลาออกเอง ไม่ใช่ถูกเลิกจ้าง จะไม่ได้ค่าชดเชย แต่จะได้เงินเดือนส่วนที่ยังไม่ได้รับ และวันลาพักร้อนสะสม
  2. กรณีที่สองคือ ทำผิดร้ายแรง ถ้าถูกเลิกจ้างเพราะทำผิดร้ายแรง เช่น ทุจริต ลักขโมย ทำร้ายผู้อื่น จะไม่ได้ค่าชดเชย
  3. กรณีที่สามคือ ทำงานไม่ครบ 120 วัน ถ้าทำงานยังไม่ถึง 120 วัน ก็ไม่ได้ค่าชดเชย แต่ยังได้เงินเดือนส่วนที่ยังไม่ได้รับ
  4. กรณีที่สี่คือ เป็นพนักงานทดลองงาน ถ้ายังอยู่ในช่วงทดลองงาน ถูกเลิกจ้างก็ไม่ได้ค่าชดเชย แต่ต้องดูว่าสัญญาระบุอย่างไรครับ

 

สิทธิอื่น ๆ ที่ควรรู้

นอกจากสิทธิที่กล่าวมาแล้ว ยังมีสิทธิอื่น ๆ ที่ควรรู้

  1. สิทธิแรกคือ วันหยุดประจำสัปดาห์ ต้องมีวันหยุดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน ไม่น้อยกว่า 1 วันต่อสัปดาห์
  2. สิทธิที่สองคือ วันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องให้หยุดในวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามที่รัฐกำหนด โดยยังได้รับค่าจ้าง
  3. สิทธิที่สามคือ เวลาพัก ถ้าทำงานเกิน 5 ชั่วโมงต่อเนื่อง ต้องมีเวลาพักอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
  4. สิทธิที่สี่คือ เงินชดเชยกรณีประสบอันตราย ถ้าประสบอันตรายจากการทำงาน มีสิทธิได้รับการรักษาและค่าชดเชยจากประกันสังคม
  5. สิทธิที่ห้าคือ เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วยจากการทำงาน ถ้าเจ็บป่วยเพราะการทำงาน มีสิทธิได้รับการรักษาและเงินทดแทนครับ

 

วิธีเรียกร้องสิทธิ

ถ้านายจ้างไม่ให้สิทธิตามกฎหมาย จะทำอย่างไร

  1. ขั้นแรก คุยกับนายจ้างก่อน อธิบายว่าสิทธิไหนที่เราควรได้ แต่ยังไม่ได้รับ บางทีอาจจะเป็นความเข้าใจผิด พอคุยกันก็แก้ไขได้
  2. ขั้นที่สอง รวบรวมหลักฐาน เก็บสัญญาจ้าง สลิปเงินเดือน ใบลา หลักฐานการทำงาน ไว้ทั้งหมด จะได้ใช้เป็นหลักฐานได้
  3. ขั้นที่สาม ร้องเรียนไปที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ยื่นเรื่องร้องเรียน เจ้าหน้าที่จะเข้ามาไกล่เกลี่ย
  4. ขั้นที่สี่ คณะกรรมการพิจารณาข้อพิพาท ถ้าไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ ก็จะส่งเรื่องไปคณะกรรมการพิจารณา
  5. ขั้นที่ห้า ฟ้องศาล ถ้ายังไม่ได้ความเป็นธรรม ก็สามารถฟ้องศาลแรงงานได้ แต่อาจจะใช้เวลานาน

สิ่งสำคัญคือ ต้องมีหลักฐานครบถ้วน และดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดครับ

 

ข้อควรระวังสำหรับลูกจ้าง

มีข้อควรระวังบางอย่างที่ลูกจ้างต้องรู้

  1. ข้อแรก อ่านสัญญาจ้างให้ดี ก่อนเซ็นต้องอ่านให้เข้าใจทุกข้อ รู้ว่าสิทธิและหน้าที่ของเราคืออะไร
  2. ข้อสอง เก็บหลักฐานทุกอย่าง เก็บสัญญา สลิปเงินเดือน ใบลา หลักฐานการทำงาน ไว้ทั้งหมด อย่าทิ้ง
  3. ข้อสาม ลาอย่างถูกต้อง เวลาลาต้องลาตามระเบียบ มีใบลา มีหลักฐาน อย่าลาแบบไม่เป็นทางการ
  4. ข้อสี่ ทำงาน OT ต้องมีหลักฐาน ถ้าทำ OT ต้องมีการบันทึก มีหลักฐานว่าทำจริง จะได้เรียกร้องค่า OT ได้
  5. ข้อห้า อย่าลงชื่อในเอกสารที่ไม่เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจ ต้องถามให้ชัดเจนก่อน อย่าเซ็นไปก่อน
  6. ข้อหก รู้สิทธิของตัวเอง ศึกษากฎหมายแรงงานพื้นฐาน รู้ว่าเรามีสิทธิอะไรบ้าง จะได้ไม่ถูกเอาเปรียบครับ

สิทธิเหล่านี้เป็นสิ่งที่กฎหมายรับรองไว้ให้ลูกจ้างขั้นพื้นฐาน ถ้าเรารู้สิทธิของตัวเอง ก็จะได้ไม่ถูกเอาเปรียบ และได้รับสิ่งที่ควรได้รับอย่างครบถ้วนนะฮะ

การทำงานไม่ใช่แค่ได้เงินเดือน แต่เรามีสิทธิอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งการลา ค่าล่วงเวลา เงินชดเชย และอื่น ๆ การรู้สิทธิของตัวเองจะช่วยให้เราไม่ถูกเอาเปรียบ และได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน อย่าลืมว่าเรามีสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานคอยช่วยเหลือ อย่ากลัวที่จะเรียกร้องสิทธิที่ถูกต้อง เพราะนี่คือสิ่งที่เราควรได้รับตามกฎหมายครับ

ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook

อ่านบทความอื่น ๆ

ประกันสังคม เลิกจ้าง ได้เงินชดเชยเท่าไหร่? เช็กสิทธิก่อนพลาด

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile