ใกล้สิ้นปีแบบนี้ ใครมีแผนลาออกยอมรับมาซะดี ฮึ ๆ New year New me แบบนี้ พี่ทุยฝากแปะโพยเล็กน้อย เกี่ยวสิทธิ ค่าจ้าง ตามกฎหมายแรงงานที่เราควรรู้ มีอะไรบ้างมาดูกันฮะ
การทำงานไม่ใช่แค่ได้เงินเดือนทุกเดือนเท่านั้น แต่เรายังมีสิทธิอื่น ๆ อีกมากมายที่กฎหมายรับรองไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการลา ค่าล่วงเวลา หรือเงินชดเชยต่าง ๆ วันนี้พี่ทุยจะมาอธิบายให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้ทุกคนรู้สิทธิของตัวเอง ไม่ถูกเอาเปรียบ และได้รับสิ่งที่ควรได้รับอย่างครบถ้วนครับ
เงินแบบไหนถือว่าเป็น ค่าจ้าง
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า มันมีเงินอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นค่าจ้าง เพราะนี่สำคัญมาก เวลาคำนวณค่าชดเชย ค่าล่วงเวลา หรือสิทธิต่าง ๆ จะใช้ฐานค่าจ้างนี้
ในที่นี้จะนับเฉพาะเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นค่าตอบแทนการทำงานในระยะเวลาปกติ ได้แก่
- รายการแรกคือ เงินเดือน นี่คือค่าจ้างหลักที่เราได้รับทุกเดือน เป็นเงินประจำที่แน่นอน
- รายการที่สองคือ ค่าคอมมิชชัน ถ้าเราได้รับค่าคอมมิชชันจากการขาย หรือจากผลงาน ก็นับเป็นค่าจ้างด้วย
- รายการที่สามคือ เบี้ยเลี้ยงที่จ่ายประจำ เบี้ยเลี้ยงที่ได้รับทุกเดือนอย่างแน่นอน ไม่มีเงื่อนไข ก็นับเป็นค่าจ้าง
- รายการที่สี่คือ ค่าจ้างในวันหยุดหรือวันลา เงินที่ได้รับในวันที่เราลาหรือหยุด ก็นับเป็นค่าจ้างเช่นกัน
แล้วเงินแบบไหนที่ไม่นับเป็น ค่าจ้าง
- รายการแรกคือ เงินสวัสดิการ เช่น ค่าอาหาร ค่าเช่าที่พัก ค่าเครื่องแบบ เพราะถือว่าเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้าง คนละอย่างกัน
- รายการที่สองคือ เบี้ยเลี้ยงที่มีเงื่อนไขถึงจะได้ เช่น ต้องขาด ลา มาสายไม่เกินเท่าไหร่ ๆ จะได้เงินจำนวนนี้ เพราะมีเงื่อนไข ไม่ใช่ได้แน่นอนทุกเดือน
- รายการที่สามคือ ค่าล่วงเวลา หรือ OT เพราะไม่ใช่ค่าจ้างที่ต้องได้ประจำอยู่แล้ว ได้ก็ต่อเมื่อทำงานล่วงเวลา
- รายการที่สี่คือ เงินโบนัส ถือว่าเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้างอีกเหมือนกัน บริษัทไหนจะให้ไม่ให้ ลูกจ้างร้องขอไม่ได้
- รายการที่ห้าคือ ค่าชดเชยการเลิกจ้าง นี่เป็นเงินที่ได้รับเมื่อถูกเลิกจ้าง ไม่ใช่ค่าจ้างประจำ
- รายการที่หกคือ ค่าน้ำมันหรือค่าเดินทางที่จ่ายตามจริง เพราะนับเป็นสวัสดิการอีกเช่นกัน และต้องมีใบเสร็จยืนยันครับ
ประเภทของการลาที่ได้ ค่าจ้าง
มาดูกันว่า การลาประเภทไหนบ้างที่เรายังได้รับค่าจ้าง ไม่ใช่ลาแล้วหักเงิน
- ประเภทแรกคือ ลาพักร้อน ไม่เกิน 6 วันต่อปี นี่คือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนมี ได้พักผ่อน แต่ยังได้เงินเดือนเต็ม
- ประเภทที่สองคือ ลาป่วย ไม่เกิน 30 วันต่อปี ถ้าป่วยจริง มีใบรับรองแพทย์ ก็ลาได้โดยไม่หักเงิน สูงสุด 30 วันต่อปี
- ประเภทที่สามคือ ลาคลอด อ้างอิงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานประกาศล่าสุด ให้ผู้หญิงลาคลอดได้สูงสุด 120 วันต่อครรภ์ โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ 60 วันแรก อีก 60 วันประกันสังคมจ่าย
กรณีลูกมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ แม่สามารถลาเพิ่มได้อีก 15 วัน แต่ต้องมีใบรับรองแพทย์มาแสดงด้วย
ส่วนคุณพ่อลาช่วยเหลือคุณแม่ได้ 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 90 วันนับแต่วันที่คลอด เริ่มบังคับใช้ 7 ธันวาคม 2568 นี้ รอ 30 วันหลังประกาศ
4. ประเภทที่สี่คือ ลาทำหมัน ตามกฎหมายไม่มีระบุว่าลาได้เยอะสุดเท่าไหร่ แต่ให้ลาได้ตามดุลยพินิจแพทย์ ถ้าแพทย์บอกว่าต้องพัก 3 วัน ก็ลาได้ 3 วัน โดยยังได้ค่าจ้าง
5. ประเภทที่ห้าคือ ลากิจ ไม่เกิน 3 วันต่อปี สำหรับธุระส่วนตัวที่จำเป็น ก็ลาได้โดยไม่หักเงิน แต่ไม่เกิน 3 วัน
6. ประเภทที่หกคือ ลาทหาร ไม่เกิน 60 วันต่อปี สำหรับคนที่ต้องไปเกณฑ์ทหาร หรือฝึกวิชาทหาร ก็ลาได้โดยยังได้ค่าจ้างครับ
ค่าล่วงเวลา หรือ OT
มาดูกันว่า ถ้าทำงานล่วงเวลา จะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเท่าไหร่
- กรณีแรกคือ วันธรรมดา จ่าย 1.5 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง ถ้าปกติได้ชั่วโมงละ 100 บาท ทำ OT ได้ 150 บาทต่อชั่วโมง
- กรณีที่สองคือ วันหยุด จ่าย 3 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมง ถ้าปกติได้ชั่วโมงละ 100 บาท ทำ OT วันหยุดได้ 300 บาทต่อชั่วโมง
และมีระบุชัดเจนว่าใน 1 สัปดาห์ต้องทำ OT รวมกันไม่เกิน 36 ชั่วโมง นี่เป็นข้อจำกัดเพื่อไม่ให้ลูกจ้างทำงานหนักเกินไป
ถ้านายจ้างให้ทำ OT เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็ผิดกฎหมาย ลูกจ้างสามารถปฏิเสธได้ หรือร้องเรียนได้
นอกจากนี้ยังต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนด้วย ไม่สามารถบังคับให้ทำ OT ได้ ต้องตกลงกันก่อนครับ
ค่าตกใจ โดนเลิกจ้างกะทันหัน แต่ไม่ได้แจ้งล่วงหน้า
ถ้าถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า จะได้รับเงินชดเชยตามนี้ฮะ
- กรณีแรกคือ เลิกจ้างทั่วไป ได้เงินชดเชย 1 งวดการจ่ายเงิน ถ้าได้เงินเดือนทุก 30 วัน ก็จะได้เงินเดือนเดือนนี้ บวกกับเงินเดือนอีกเดือนนึง 30 วันเป็นค่าชดเชย
ยกตัวอย่าง ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท โดนเลิกจ้างกะทันหัน จะได้เงินเดือนเดือนนี้ 20,000 บาท บวกกับค่าชดเชยอีก 20,000 บาท รวมเป็น 40,000 บาท
- กรณีที่สองคือ เลิกจ้างเพื่อปรับโครงสร้างองค์กร เช่น ยุบแผนก ปรับเปลี่ยนกำลังคน จะได้เงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 60 วันสุดท้าย
ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 40,000 บาท เพราะ 60 วันเท่ากับ 2 เดือน
- กรณีที่สามคือ เลิกจ้างเพราะย้ายที่ทำงาน ได้เงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้าง 30 วันสุดท้าย
แต่ถ้ามีการบอกล่วงหน้าแล้ว แต่ลูกจ้างไม่อยากย้ายไปทำงานที่ใหม่ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 50% ของค่าชดเชยถูกเลิกจ้างที่มีสิทธิได้รับ
กรณีนี้ลูกจ้างไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ใช่เงินชดเชยให้ออก แต่เป็นเงินที่ให้เพราะลูกจ้างย้ายตามมาไม่ได้ครับ
เงินชดเชยเพราะถูกเลิกจ้าง
นอกจากค่าตกใจแล้ว ยังมีเงินชดเชยที่ได้รับตามอายุงาน โดยดูอายุงานครับ มีดังนี้
- กรณีแรกคือ ทำงานมาแล้วน้อยกว่า 120 วัน นายจ้างจ่ายหรือไม่จ่ายค่าชดเชยก็ได้ กฎหมายบอกให้ทำงานครบ 120 วันถึงจะจ่ายค่าชดเชยได้
- กรณีที่สองคือ 120 วันถึงไม่เกิน 1 ปี เท่ากับค่าจ้าง 30 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 20,000 บาท
- กรณีที่สามคือ 1-3 ปี เท่ากับค่าจ้าง 90 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 60,000 บาท เพราะ 90 วันเท่ากับ 3 เดือน
- กรณีที่สี่คือ 3-6 ปี เท่ากับค่าจ้าง 180 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 120,000 บาท เพราะ 180 วันเท่ากับ 6 เดือน
- กรณีที่ห้าคือ 6-10 ปี เท่ากับค่าจ้าง 240 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 160,000 บาท เพราะ 240 วันเท่ากับ 8 เดือน
- กรณีที่หกคือ 10-20 ปี เท่ากับค่าจ้าง 300 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 200,000 บาท เพราะ 300 วันเท่ากับ 10 เดือน
- กรณีที่เจ็ดคือ 20 ปีขึ้นไป เท่ากับค่าจ้าง 400 วัน ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะได้ 266,667 บาท เพราะ 400 วันเท่ากับ 13.33 เดือนครับ
กรณีพิเศษที่ไม่ได้ค่าชดเชย
มีบางกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้รับค่าชดเชย ต้องรู้ไว้ด้วย
- กรณีแรกคือ ลาออกเอง ถ้าเราลาออกเอง ไม่ใช่ถูกเลิกจ้าง จะไม่ได้ค่าชดเชย แต่จะได้เงินเดือนส่วนที่ยังไม่ได้รับ และวันลาพักร้อนสะสม
- กรณีที่สองคือ ทำผิดร้ายแรง ถ้าถูกเลิกจ้างเพราะทำผิดร้ายแรง เช่น ทุจริต ลักขโมย ทำร้ายผู้อื่น จะไม่ได้ค่าชดเชย
- กรณีที่สามคือ ทำงานไม่ครบ 120 วัน ถ้าทำงานยังไม่ถึง 120 วัน ก็ไม่ได้ค่าชดเชย แต่ยังได้เงินเดือนส่วนที่ยังไม่ได้รับ
- กรณีที่สี่คือ เป็นพนักงานทดลองงาน ถ้ายังอยู่ในช่วงทดลองงาน ถูกเลิกจ้างก็ไม่ได้ค่าชดเชย แต่ต้องดูว่าสัญญาระบุอย่างไรครับ
สิทธิอื่น ๆ ที่ควรรู้
นอกจากสิทธิที่กล่าวมาแล้ว ยังมีสิทธิอื่น ๆ ที่ควรรู้
- สิทธิแรกคือ วันหยุดประจำสัปดาห์ ต้องมีวันหยุดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน ไม่น้อยกว่า 1 วันต่อสัปดาห์
- สิทธิที่สองคือ วันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องให้หยุดในวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามที่รัฐกำหนด โดยยังได้รับค่าจ้าง
- สิทธิที่สามคือ เวลาพัก ถ้าทำงานเกิน 5 ชั่วโมงต่อเนื่อง ต้องมีเวลาพักอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
- สิทธิที่สี่คือ เงินชดเชยกรณีประสบอันตราย ถ้าประสบอันตรายจากการทำงาน มีสิทธิได้รับการรักษาและค่าชดเชยจากประกันสังคม
- สิทธิที่ห้าคือ เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วยจากการทำงาน ถ้าเจ็บป่วยเพราะการทำงาน มีสิทธิได้รับการรักษาและเงินทดแทนครับ
วิธีเรียกร้องสิทธิ
ถ้านายจ้างไม่ให้สิทธิตามกฎหมาย จะทำอย่างไร
- ขั้นแรก คุยกับนายจ้างก่อน อธิบายว่าสิทธิไหนที่เราควรได้ แต่ยังไม่ได้รับ บางทีอาจจะเป็นความเข้าใจผิด พอคุยกันก็แก้ไขได้
- ขั้นที่สอง รวบรวมหลักฐาน เก็บสัญญาจ้าง สลิปเงินเดือน ใบลา หลักฐานการทำงาน ไว้ทั้งหมด จะได้ใช้เป็นหลักฐานได้
- ขั้นที่สาม ร้องเรียนไปที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ยื่นเรื่องร้องเรียน เจ้าหน้าที่จะเข้ามาไกล่เกลี่ย
- ขั้นที่สี่ คณะกรรมการพิจารณาข้อพิพาท ถ้าไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ ก็จะส่งเรื่องไปคณะกรรมการพิจารณา
- ขั้นที่ห้า ฟ้องศาล ถ้ายังไม่ได้ความเป็นธรรม ก็สามารถฟ้องศาลแรงงานได้ แต่อาจจะใช้เวลานาน
สิ่งสำคัญคือ ต้องมีหลักฐานครบถ้วน และดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดครับ
ข้อควรระวังสำหรับลูกจ้าง
มีข้อควรระวังบางอย่างที่ลูกจ้างต้องรู้
- ข้อแรก อ่านสัญญาจ้างให้ดี ก่อนเซ็นต้องอ่านให้เข้าใจทุกข้อ รู้ว่าสิทธิและหน้าที่ของเราคืออะไร
- ข้อสอง เก็บหลักฐานทุกอย่าง เก็บสัญญา สลิปเงินเดือน ใบลา หลักฐานการทำงาน ไว้ทั้งหมด อย่าทิ้ง
- ข้อสาม ลาอย่างถูกต้อง เวลาลาต้องลาตามระเบียบ มีใบลา มีหลักฐาน อย่าลาแบบไม่เป็นทางการ
- ข้อสี่ ทำงาน OT ต้องมีหลักฐาน ถ้าทำ OT ต้องมีการบันทึก มีหลักฐานว่าทำจริง จะได้เรียกร้องค่า OT ได้
- ข้อห้า อย่าลงชื่อในเอกสารที่ไม่เข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจ ต้องถามให้ชัดเจนก่อน อย่าเซ็นไปก่อน
- ข้อหก รู้สิทธิของตัวเอง ศึกษากฎหมายแรงงานพื้นฐาน รู้ว่าเรามีสิทธิอะไรบ้าง จะได้ไม่ถูกเอาเปรียบครับ
สิทธิเหล่านี้เป็นสิ่งที่กฎหมายรับรองไว้ให้ลูกจ้างขั้นพื้นฐาน ถ้าเรารู้สิทธิของตัวเอง ก็จะได้ไม่ถูกเอาเปรียบ และได้รับสิ่งที่ควรได้รับอย่างครบถ้วนนะฮะ
การทำงานไม่ใช่แค่ได้เงินเดือน แต่เรามีสิทธิอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งการลา ค่าล่วงเวลา เงินชดเชย และอื่น ๆ การรู้สิทธิของตัวเองจะช่วยให้เราไม่ถูกเอาเปรียบ และได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน อย่าลืมว่าเรามีสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานคอยช่วยเหลือ อย่ากลัวที่จะเรียกร้องสิทธิที่ถูกต้อง เพราะนี่คือสิ่งที่เราควรได้รับตามกฎหมายครับ
ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook
อ่านบทความอื่น ๆ
ประกันสังคม เลิกจ้าง ได้เงินชดเชยเท่าไหร่? เช็กสิทธิก่อนพลาด