ประกันสังคม นับเป็นอีกตัวช่วยนึงที่ช่วยทุกคนได้ในวันที่เราไม่เหลืออะไรเลยนะครับ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานี่ ทุกคนเชื่อมั้ยว่าเพื่อนสนิทพี่ทุยโดนเลิกจ้างไปติด ๆ กัน 2 คนเลย แล้วแบบกระทันหันด้วยนะ เช่น วันนี้ HR เรียกพบ วันต่อมาก็ต้องเก็บของที่โต๊ะกลับบ้านเลย น่าตกใจเหมือนกันนะครับ
เอาล่ะ ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้กับเราขึ้นมา สิทธิแรกที่พี่ทุยอยากให้ทุกคนนึกถึงเลยคือเงินชดเชย ประกันสังคม เพราะกรณีเลิกจ้างเขาเพิ่งปรับอัตรามาใหม่โดยเพิ่มจาก 50% เป็น 60% ของค่าจ้าง ถึงแม้จะไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับเงินเดือนที่เราหายไป แต่อย่างน้อยก็ช่วยยืดสภาพคล่องไปได้สักพักระหว่างหางานใหม่ฮะ
วันนี้พี่ทุยจะมาอธิบายให้เข้าใจแบบละเอียดว่า เงินชดเชยจากประกันสังคมนี้คืออะไร ได้เท่าไหร่ มีเงื่อนไขยังไง และต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะได้รับสิทธิ มาดูกันเลยครับ
ประกันสังคมคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
ก่อนจะไปดูรายละเอียดเรื่องเงินชดเชย พี่ทุยอยากอธิบายก่อนว่าประกันสังคมคืออะไร และทำไมถึงสำคัญกับชีวิตการทำงานของเรา
ประกันสังคมเป็นระบบประกันที่รัฐบาลจัดทำขึ้นเพื่อคุ้มครองคนทำงาน ทั้งลูกจ้างและนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน แล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ชราภาพ หรือว่างงาน ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กำหนดไว้
การจ่ายเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือนจึงไม่ใช่เงินที่หายไปเปล่า ๆ แต่เป็นการสร้างหลักประกันให้กับตัวเราเอง เมื่อเจออุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็จะมีเงินช่วยเหลือให้ชีวิตผ่านไปได้
สิทธิประโยชน์จากประกันสังคมมีหลายอย่าง แต่วันนี้พี่ทุยจะเน้นเรื่องเงินชดเชยกรณีว่างงานโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสิทธิที่หลายคนอาจจะไม่รู้ หรือลืมไปว่ามีสิทธินี้อยู่ครับ
เงินชดเชยประกันสังคม กรณีเลิกจ้าง ได้เท่าไหร่
มาดูกันเลยว่าถ้าเราถูกเลิกจ้าง หรือลาออกเอง จะได้รับเงินชดเชยจากประกันสังคมเท่าไหร่บ้าง โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ๆ คือ
- กรณีที่ 1 ถูกเลิกจ้าง
ถ้าเราถูกนายจ้างเลิกจ้าง ไม่ใช่ความผิดของเรา เช่น บริษัทลดขนาด ปิดกิจการ หรือเลิกจ้างเพราะเหตุผลทางธุรกิจ เราจะได้รับเงินชดเชย 60% ของเงินเดือนเฉลี่ย สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาทต่อเดือน
ได้รับต่อเนื่องสูงสุด 180 วัน หรือก็คือ 6 เดือน ในระยะเวลา 1 ปี ถ้าคำนวณดู ๆ เงิน 6 เดือนรวมกันก็ได้สูงสุด 54,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินก้อนที่ช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้พอสมควร
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ถ้าเงินเดือนของเรา 12,000 บาท เราจะได้รับเงินชดเชยเดือนละ 7,200 บาท ต่อเนื่องไปจนกว่าจะหางานใหม่ได้ หรือจนครบ 6 เดือน
ถ้าเงินเดือนของเรา 20,000 บาท คำนวณตามสูตรจะได้ 12,000 บาท แต่เนื่องจากมีเพดานสูงสุดที่ 9,000 บาท เราจะได้รับแค่ 9,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น
- กรณีที่ 2 ลาออกเอง หรือหมดสัญญาจ้าง
ถ้าเราลาออกเอง ไม่ใช่ถูกเลิกจ้าง หรือหมดสัญญาจ้างแบบไม่ได้ต่อสัญญา เราจะได้รับเงินชดเชย 30% ของเงินเดือนเฉลี่ย สูงสุดไม่เกิน 4,500 บาทต่อเดือน
ได้รับต่อเนื่องสูงสุด 90 วัน หรือก็คือ 3 เดือน ในระยะเวลา 1 ปี ถ้าคำนวณดู ๆ เงิน 3 เดือนรวมกันก็ได้สูงสุด 13,500 บาท ซึ่งน้อยกว่ากรณีถูกเลิกจ้างพอสมควร
ยกตัวอย่างเช่นกัน ถ้าเงินเดือนของเรา 12,000 บาท เราจะได้รับเงินชดเชยเดือนละ 3,600 บาท ต่อเนื่องไปจนกว่าจะหางานใหม่ได้ หรือจนครบ 3 เดือน
ถ้าเงินเดือนของเรา 20,000 บาท คำนวณตามสูตรจะได้ 6,000 บาท แต่เนื่องจากมีเพดานสูงสุดที่ 4,500 บาท เราจะได้รับแค่ 4,500 บาทต่อเดือนเท่านั้นครับ
สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้คือ ถ้าเราว่างงานหลายครั้ง เราสามารถรับสิทธิได้ทุกครั้ง แต่เงินรวมที่ได้รับในปีนั้นจะไม่เกิน 180 วันสำหรับกรณีเลิกจ้าง และไม่เกิน 90 วันสำหรับกรณีลาออกนะฮะ
เงื่อนไขในการรับสิทธิเงินชดเชย ประกันสังคม
หลังจากที่รู้แล้วว่าเราจะได้รับเงินเท่าไหร่ สิ่งที่สำคัญต่อมาคือ เราต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ด้วย ไม่ใช่ว่าถูกเลิกจ้างแล้วจะได้รับเงินอัตโนมัติเลยนะครับ
เงื่อนไขแรก ต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน ในช่วง 15 เดือนก่อนว่างงาน นี่หมายความว่า ถ้าเราเพิ่งเข้าทำงานใหม่ ยังไม่ถึง 6 เดือน เราจะยังไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชย
เงื่อนไขที่สอง ต้องว่างงานต่อเนื่องอย่างน้อย 8 วัน นี่คือช่วงรอคอย ไม่ใช่ว่าเลิกจ้างวันนี้ พรุ่งนี้จะได้เงินทันที ต้องรอให้ครบ 8 วันก่อน ถึงจะเริ่มได้รับเงินชดเชย
เงื่อนไขที่สาม ต้องรายงานตัวผ่านระบบออนไลน์เดือนละ 1 ครั้ง จนกว่าจะมีงานทำ นี่เป็นการแจ้งให้ทางการรู้ว่าเรายังว่างงานอยู่ ยังต้องการความช่วยเหลือ ถ้าไม่รายงานตัว สิทธิก็จะหายไป
เงื่อนไขที่สี่ ต้องพร้อมทำงานและไม่ปฏิเสธการฝึกอาชีพที่จัดหาให้ ถ้ากรมการจัดหางานจัดหาอบรมหรือฝึกอาชีพให้ เราต้องไปเข้าร่วม ไม่สามารถปฏิเสธได้ ไม่งั้นสิทธิจะหายไป
เงื่อนไขที่ห้า ไม่ถูกเลิกจ้างเพราะความผิดร้ายแรง เช่น ทุจริต ลักขโมย ทำร้ายผู้อื่น ละทิ้งหน้าที่ ถ้าถูกเลิกจ้างเพราะเหตุผลเหล่านี้ จะไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชย
เงื่อนไขที่หก ไม่ได้รับสิทธิซ้ำในกรณีชราภาพ ถ้าเรารับบำนาญชราภาพจากประกันสังคมอยู่แล้ว ก็จะไม่สามารถรับเงินชดเชยกรณีว่างงานได้อีก
และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องลงทะเบียนภายใน 30 วัน ผ่านเว็บไซต์ e-Service ของกรมการจัดหางาน นับจากวันที่สิ้นสุดการจ้างงาน และการรับสิทธิเงินชดเชยนี้ไม่สามารถขอย้อนหลังได้นะทุกคนครับ
ขั้นตอนการขอรับเงินชดเชย ประกันสังคม
หลังจากที่รู้เงื่อนไขแล้ว มาดูกันว่าเราต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะได้รับเงินชดเชย ขั้นตอนไม่ยาก แต่ต้องทำให้ครบถ้วนและทันเวลา
ขั้นตอนแรก ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ e-Service ของกรมการจัดหางาน ภายใน 30 วันนับจากวันที่สิ้นสุดการจ้างงาน นี่เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ถ้าพลาดจะไม่สามารถรับสิทธิได้
ขั้นตอนที่สอง เตรียมเอกสารที่จำเป็น ได้แก่ บัตรประชาชน หนังสือรับรองการหยุดประกันจากนายจ้าง สมุดบัญชีธนาคาร และเอกสารอื่น ๆ ตามที่ทางการกำหนด
ขั้นตอนที่สาม รอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 7-14 วันทำการ ถ้าผ่านการอนุมัติ เงินจะโอนเข้าบัญชีที่เราแจ้งไว้
ขั้นตอนที่สี่ รายงานตัวทุกเดือนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อแจ้งว่าเรายังว่างงานอยู่ ยังต้องการความช่วยเหลือ ถ้าไม่รายงานตัว เงินงวดต่อไปจะไม่ได้รับ
ขั้นตอนที่ห้า เมื่อได้งานใหม่แล้ว ต้องแจ้งให้ทางการทราบ เพื่อหยุดการรับเงินชดเชย ไม่ควรปิดบังข้อมูล เพราะอาจมีปัญหาตามมาครับ
เคล็ดลับการใช้เงินชดเชยให้คุ้มค่า
เมื่อได้รับเงินชดเชยแล้ว เราควรใช้เงินนี้อย่างไรให้คุ้มค่า และช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาว่างงานไปได้
- เคล็ดลับแรก ใช้จ่ายอย่างประหยัด เงินชดเชยนี้น้อยกว่าเงินเดือนปกติมาก ต้องปรับลดค่าใช้จ่ายลง ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เหลือแต่ค่าใช้จ่ายจำเป็นเท่านั้น
- เคล็ดลับที่สอง ใช้เวลาว่างในการพัฒนาตัวเอง เรียนรู้สกิลใหม่ อัพเกรดความรู้ เข้าอบรมที่กรมการจัดหางานจัดให้ จะได้มีโอกาสหางานใหม่ที่ดีกว่าเดิม
- เคล็ดลับที่สาม หางานอย่างจริงจัง อย่านั่งเฉย รอแต่เงินชดเชย ต้องออกไปหางานอย่างจริงจัง ส่งประวัติไปหลาย ๆ ที่ เข้าสัมภาษณ์ให้มากที่สุด
- เคล็ดลับที่สี่ ขอคำปรึกษาจากกรมการจัดหางาน พวกเขามีบริการช่วยหางาน ให้คำปรึกษาอาชีพ จัดหาอบรม ใช้บริการเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์
- เคล็ดลับที่ห้า อย่าท้อแท้ การว่างงานเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ใช่ความผิดของเราคนเดียว เก็บตัวสักพัก แล้วลุกขึ้นมาสู้ต่อครับ
สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมนอกเหนือจากเงินชดเชย ประกันสังคม
แม้ว่าเงินชดเชยจากประกันสังคมจะช่วยเราได้ แต่มันก็ไม่เพียงพอ เราควรมีการเตรียมพร้อมด้านอื่น ๆ ด้วย
- สิ่งแรกคือ เงินสำรองฉุกเฉิน ควรมีเงินสำรองไว้อย่างน้อย 6-12 เดือนของค่าใช้จ่าย เพื่อรับมือกับการว่างงาน หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่น ๆ
- สิ่งที่สองคือ ทักษะที่หลากหลาย อย่าพึ่งพาแค่งานเดียว ทักษะเดียว ควรพัฒนาตัวเองให้มีทักษะหลาย ๆ ด้าน จะได้มีตัวเลือกมากขึ้นเมื่อต้องหางานใหม่
- สิ่งที่สามคือ เครือข่ายในวงการ รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกค้า จะได้มีคนแนะนำงานเมื่อว่างงาน หรือช่วยเหลือในยามจำเป็น
- สิ่งที่สี่คือ ประกันสุขภาพและประกันชีวิต เพราะเมื่อว่างงาน สวัสดิการจากบริษัทก็หายไป ต้องมีประกันส่วนตัวเพื่อป้องกันความเสี่ยง
- สิ่งที่ห้าคือ ไม่มีหนี้สินมากเกินไป ยิ่งมีหนี้น้อยเท่าไหร่ ยิ่งรับมือกับการว่างงานได้ง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องงวดผ่อนที่ต้องจ่ายทุกเดือนครับ
หลังจากที่พี่ทุยอธิบายมาทั้งหมดนี้ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมในกรณีว่างงาน แม้ว่าเงินที่ได้รับจะไม่มากมายมหาศาล แต่ก็เป็นความช่วยเหลือที่มีค่าในช่วงเวลาที่ยากลำบาก
สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ว่าเรามีสิทธิอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไร และต้องทำภายในเวลาที่กำหนด อย่ารอจนสายเกินไป อย่าลืมว่าเราจ่ายเงินสมทบทุกเดือน เราก็มีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ตอบแทนเมื่อเจอปัญหา
นอกจากนี้ เราควรมีการวางแผนการเงินที่ดีตั้งแต่ตอนที่ยังมีงานทำ มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ ไม่มีหนี้สินมากเกินไป และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จะได้ไม่ตื่นตกใจเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
อย่างไรก็ตามก็ขอให้ไม่ต้องมาใช้สิทธินี้กันนะครับ แต่ถ้าใครฟาดเคราะห์ ไหน ๆ ก็จ่ายเงินสมทบให้เขาไปกันทุกเดือน ก็อย่าลืมไปขอใช้สิทธิกันด้วยนะ เป็นสิทธิของเรา ไม่ต้องอาย ไม่ต้องกังวล ขอไปเลยครับ
ติดตามพี่ทุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook
อ่านบทความอื่น ๆ