รัฐบาลเสียงข้างน้อย คืออะไร ประเทศไหนเคยเจอบ้าง?

รัฐบาลเสียงข้างน้อย คืออะไร ประเทศไหนเคยเจอบ้าง?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • รัฐบาลเสียงข้างน้อย คือ รัฐบาลที่จัดตั้งด้วยพรรคการเมืองที่ไม่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด หรือไม่มีเสียงเกินครึ่งในสภาผู้แทนราษฎร (สส.)
  • ตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 การโหวตเลือกนายกฯ ต้องทำในที่ประชุมร่วมกันของสภา หมายความว่า สว. ชุดนี้ที่มาจากการแต่งตั้งจะมีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกฯ ร่วมกับ สส. ซึ่งหากจัดตั้งรัฐบาลด้วยจำนวน สส. ไม่เกิน 250 คน แต่ได้คะแนนโหวตจาก สว. อีก แล้วรวมได้เสียงโหวตเกิน 376 เสียง ก็จะกลายเป็นการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย
  • การบริหารงานภายใต้รัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นไปอย่างลำบาก การผ่านกฎหมายซึ่งใช้คะแนนเห็นชอบจาก สส. ก็ผ่านได้ยาก โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ซึ่งส่งผลต่อการทำตามนโยบายที่ให้ไว้ตอนหาเสียง จนสุดท้ายมักลงเอยด้วยการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

การเมืองไทยปี 2566 ต้องบอกว่าอุตลุด ผลเลือกตั้งชัดเจนมา 3 เดือน แต่ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี แถมจัดรัฐบาลกันไปกันมา อ้าว รัฐบาลก็ยังรวมเสียงได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสภาผูแทนราษฎรนี่? แล้วยังนี้ไทยเราจะมี รัฐบาลเสียงข้างน้อย กันหรือ?

วันนี้พี่ทุยขอพาไปดูกันหน่อยว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยคืออะไร เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ แล้วถ้าเกิดขึ้นจะมีปัญหาอะไรตามมาบ้าง? นานาประเทศในสากลมีใครตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยกันบ้าง ไปดูกัน

รัฐบาลเสียงข้างน้อย คืออะไร

รัฐบาลที่จัดตั้งด้วยพรรคการเมืองที่ไม่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด หรือไม่มีเสียงเกินครึ่งในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งโดยปกติแล้วการจัดตั้งรัฐบาลพรรคที่ได้คะแนนเสียงอันดับแรกจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แล้วรวบรวมพรรคอื่นให้มีเสียงเกินครึ่งหนึ่ง ซึ่งถ้าพรรคแกนนำมีคะแนนเสียงไม่ชนะขาดก็ต้องหาพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนมาก ทำให้การบริหารผลประโยชน์ยากขึ้น

เข้าใจกลไกรัฐสภาไทย นายกฯ รัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดขึ้นได้

ปัญหาคือเมื่อเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยแล้วจะส่งแคนดิเดตฝั่งตัวเองเป็นนายกฯ ได้อย่างไร? ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีบทเฉพาะกาล มาตรา 272 กำหนดให้ระหว่าง 5 ปีแรกของรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ การโหวตเลือกนายกฯ ต้องทำในที่ประชุมร่วมกันของสภา หมายความว่า สว. ชุดนี้ที่มาจากการแต่งตั้งจะมีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกฯ ร่วมกับ สส.

โดยแคนดิเดตนายกฯ จะต้องได้รับคะแนนโหวตมากกว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนโหวตทั้งหมดที่มีอยู่ทั้ง สส. และ สว. หมายความว่า สส. มีจำนวน 500 คน และ สว. มีจำนวน 250 คน รวม 750 คน ผู้ที่จะเป็นนายกฯ ต้องได้รับคะแนนโหวต 376 เสียงขึ้นไป

ซึ่งหากจัดตั้งรัฐบาลด้วยจำนวน สส. ไม่เกิน 250 คน แต่ได้คะแนนโหวตจาก สว. อีก แล้วรวมได้เสียงโหวตเกิน 376 เสียง ก็จะกลายเป็นการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

อย่างไรก็ตาม ช่วงก่อนโหวตเลือกนายกฯ อาจมี สส. ลาออกและต้องคำพิพากษา ส่งผลให้จำนวน สส. ลดลง ผู้ที่ได้รับโหวตเป็นนายกฯ อาจไม่ต้องใช้คะแนนเสียงรวมถึง 376 เสียง

ปัญหาที่จะเกิดหากมีรัฐบาลเสียงข้างน้อย

การบริหารงานภายใต้รัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นไปอย่างลำบาก การผ่านกฎหมายซึ่งใช้คะแนนเห็นชอบจาก สส. ก็ผ่านได้ยาก โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ซึ่งส่งผลต่อการทำตามนโยบายที่ให้ไว้ตอนหาเสียง จนสุดท้ายมักลงเอยด้วยการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่

นอกจากนี้เสถียรภาพก็น้อย หากเกิดการยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ หรือรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงที่น้อยกว่า ทำให้การลงคะแนนเสียงอภิปรายเสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น การเปลี่ยนตัวบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งก็ง่ายขึ้น

ว่ากันในโลกแห่งความเป็นจริง การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นไปได้ยากมาก และถึงจะเกิดขึ้นได้ก็แทบไม่สามารถยืนระยะได้เลย หรืออาจเกิดในช่วงแรก จากนั้นก็ใช้วิธีดูด สส. จากฝั่งฝ่ายค้าน ก่อนจะมีการโหวตร่างกฎหมาย แต่ตามประเพณีก็ไม่ควรทำหรอก

รัฐบาลเสียงข้างน้อย ในอดีตของไทย

รัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้ระบบรัฐสภาประเทศไทยเคยเกิดขึ้น 2 ครั้ง ช่วงปี 2512-2518 ซึ่งนับเป็นยุคที่การเมืองไทยร้อนแรงยุคหนึ่งเลยก็ว่าได้

  • รัฐบาลจอมพล ถนอม กิติขจร ปี 2512

การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 10 ก.พ. 2512 ขับเคี่ยวกันระหว่างพรรคใหญ่ 2 พรรค คือ พรรคสหประชาไทยมีจอมพล ถนอม กิติขจร เป็นหัวหน้าพรรค และพรรคประชาธิปัตย์ที่มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค การเลือกตั้งครั้งนั้นมีจำนวน สส. 219 คน พรรคสหประชาไทยได้ 74 คน พรรคประชาธิปัตย์ได้ 55 คน พรรคอื่นและผู้สมัครอิสระ 90 คน ครั้งนั้นพรรคสหประชาไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยร่วมกับพรรคอื่น และให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน แต่บริหารได้เพียง 2 ปี ก็ทำรัฐประหารตัวเอง

  • รัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ปี 2518

การเลือกตั้งครั้งนั้นมีจำนวน สส. ทั้งหมด 269 คน พรรคประชาธิปัตย์ที่มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค ได้ สส. 72 คน รวมกับพรรคอื่นได้ 103 คน จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคกิจสังคมที่มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ สส. 18 คน

ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงสนับสนุน 111 คน ไม่สนับสนุน 152 คน ทำให้ต้องสละสิทธิการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้สมาชิกพรรคการเมืองส่วนใหญ่มองว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มีความสามารถและประสบการณ์เพียงพอจะเป็นนายกฯ ได้ แม้จะมีคะแนนเสียง สส. เพียง 18 คน พรรคกิจสังคมจึงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล การบริหารงานต้องประนีประนอมกับพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค แต่ปัญหาผลประโยชน์ภายในและการเมืองภายนอก ทำให้มีการยุบสภาในวันที่ 12 ม.ค. 2519

กรณีรัฐบาลเสียงข้างน้อยในต่างประเทศ

เดือน ก.ย. 2564 พรรคเสรีนิยมภายใต้การนำของนายจัสติน ทรูโด แห่งแคนาดา ได้ที่นั่ง สส. 158 คน ยังไม่เกินจำนวนเสียงข้างมาก 170 คน ด้านพรรคอนุรักษ์นิยมได้ที่นั่ง 119 คน ทำให้พรรคเสรีนิยมจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และต้องอาศัยเสียงโหวตจากพรรคอื่นที่มีคะแนนรองลงมา

สวีเดนเป็นอีกประเทศที่จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี รัฐบาลปัจจุบันมี 3 พรรคร่วม ที่นั่งรวมกัน 112 ที่นั่ง มีพรรคที่ไม่เข้าร่วมรัฐบาลแต่สนับสนุนอีก 64 ที่นั่ง รวมคะแนนทั้งหมด 176 ที่นั่ง ส่วนฝ่ายค้านมี 173 ที่นั่ง ซึ่งในสภามีทั้งนั่งทั้งหมด 349 ที่นั่ง

แนวทางการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยสามารถเกิดขึ้นได้ เพียงแต่ว่าอาจเป็นทางเลือกสุดท้ายเลย เพราะต้องบริหารจัดการผลประโยชน์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล การผ่านกฎหมายก็ยากขึ้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็แทบเรียกได้ว่าเสียเปรียบ อีกทั้งประโยชน์ต่อประเทศในด้านเสถียรภาพก็น้อยกว่าการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile