ส่งออกไทย ติดลบ 9 เดือนติด ไม่น่ากังวล?

ส่งออกไทย ติดลบ 9 เดือนติด ไม่น่ากังวล?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • การขาดดุลการค้าไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป อย่างสหรัฐฯ ก็ประสบกับภาวะขาดดุลแบบนี้เรื้อรัง แต่ GDP กลับยังคงเติบโตได้อยู่ แถมประชาชนยังกินดีอยู่ดีขึ้นอีก เพราะในแง่หนึ่งถือเป็นสัญญาณสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดภายใน และการซื้อเข้ามาย่อมถูกกว่าการผลิตเอง
  • แม้ที่ผ่านมาไทยจะได้ดุลการค้ามาเยอะ แต่ผลประโยชน์ที่แท้จริงกลับตกไม่ถึงมือคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มทุนต่างชาติที่มาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก นอกจากนี้ ทุนไทยก็แห่ออกไปตั้งฐานการผลิตในต่างแดนมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
  • การจะก้าวไปสู่ “ชาติแห่งการค้า” ได้ เราจะมัวแต่มานั่งดูแต่ผลกำไรจากดุลการค้าอย่างเดียวไม่ได้แล้ว หากแต่ต้องมาดูว่าชาติเราตักตวงประโยชน์จากการเข้าไปส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตได้เท่าไรมากกว่า

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

หลายฝ่ายวิตกไม่น้อยเมื่อพบว่า ส่งออกไทยติดลบ 9 เดือนติด โดย ส่งออกไทย เดือน พ.ค. 2566 มีมูลค่า 24,340.9 ล้านดอลลาร์ ลดลง -4.6% ถึงแม้ดีขึ้นจากเดือน เม.ย. 2566 ที่ -7.6% ทำให้รวม 5 เดือนส่งออกยัง -5.1% และไทยขาดดุลการค้า 2.68 แสนล้านบาท จึงเป็นเหตุให้เกรงว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะไม่สามารถขยายตัวได้ตามเป้าที่วางไว้ นั่นเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจบ้านเราไปพึ่งพาภาคการส่งออกไว้เยอะ โดยคิดเป็น 60% ของ GDP เลยทีเดียว

โดยการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรหดตัว 16.3% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อหดตัวในรอบ 4 เดือน หดตัวจากสินค้าเกษตรสูงถึง 27.0% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรหดตัว 0.6% หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน แต่ยังมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ น้ำตาลทรายขยายตัว 44.3% กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวเมื่อเดือนก่อนหน้า ขยายตัวในตลาดอินโดนีเซีย เกาหลีใต้ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

แม้จะเป็นสัญญาณที่ไม่สู้ดีนักในทางเศรษฐกิจ แต่หากมองกันไปยาว ๆ จะพบว่านี่ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายไปเสมอไป เพราะเอาเข้าจริงแล้วหลายประเทศที่ขาดดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่องกันมากมากกว่า 10 ปี เช่น สหรัฐฯ กลับยังสามารถเติบโตและมีพัฒนาการในทางเศรษฐกิจที่ดีได้อยู่ 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น วันนี้พี่ทุยหาคำตอบมาให้พวกเราแล้ว 

ส่งออกได้เยอะ ไม่ได้แปลว่า คนในประเทศกินดีอยู่ดี

เรามักเชื่อกันว่า นโยบายการค้าที่ดีคือต้องได้กำไร กล่าวคือ ทำให้ประเทศมีรายได้จากการขายของ หรือส่งออก ให้มากกว่าซื้อเข้ามาหรือนำเข้า ทำให้ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาต่างมุ่งมั่นสร้างผลงานให้กับตนเองด้วยการทำให้การค้าไทยได้ดุลจากต่างประเทศมากที่สุด ต้องส่งออกเยอะ ๆ

แม้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยจะได้อานิสงส์จากภาคส่งออกมามากมาย แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงด้วยว่า การมุ่งจะเกินดุลการค้าอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว และก็คงไม่มีประเทศใดที่จะได้ดุลการค้าไปตลอดกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีขึ้นมีลงอยู่แบบนี้    

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ทุกประเทศคงไม่สามารถจะทำทุกอย่างได้ดีไปเสียทั้งหมด หรือหากทำได้ก็ไม่คุ้มค่ากับต้นทุนแรงงานและเวลาที่ลงไป สู้ไปจ้างให้ประเทศอื่นทำ หรือ ซื้อจากต่างประเทศจะดีกว่า

เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนขึ้นมา โดยเอาสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่อีกฝ่ายทำได้ดีกว่ามา

แม้หลายคนจะเข้าใจถึงความจำเป็นของการซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ก็มิวายไปคิดว่าฝ่ายเราต้องได้กำไรตลอดไป ทั้งที่จริง ๆ แล้วในบางครั้งการขาดดุลการค้าอาจทำให้คนในประเทศได้ใช้ของดี ราคาถูกจากต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ

จึงจะเห็นได้ว่าทำไมบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ ที่ขาดดุลมาตลอดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ดูจะไม่ค่อยแคร์เท่าไรว่าประเทศจะขาดดุลการค้าไปเท่าไรแล้ว นั่นก็เพราะโดยภาพรวมแล้วการจับจ่ายใช้สอยของประเทศเขาซึ่งถูกใช้เป็นมาตรวัดความกินดีอยู่ดีทางเศรษฐกิจยังเติบโตต่อไปได้ด้วยดี 

นอกจากนี้ ของที่นำเข้ามาก็ยังเป็นกลุ่มสินค้าทุนที่นำไปลงทุนเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ออกมาแล้วนำกลับไปขายตลาดโลกได้อีกด้วย อาทิ ไอโฟน และไอแพด จากบริษัทแอปเปิ้ล

ภาวะการขาดดุลการค้าของสหรัฐที่ดำรงมาตลอดหลังทศวรรษที่ 1980

ส่งออกไทย ติดลบ 9 เดือนติด ไม่น่ากังวล?

หรือกล่าวให้เข้าใจง่ายคือ การขาดดุลการค้าอาจถือเป็นสัญญาณที่ดีในทางเศรษฐกิจของบางประเทศเสียด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจภายในของเขายังแข็งแรงอยู่  

ส่งออกไทย ใครได้ประโยชน์

แม้หลายคนอาจคิดว่าที่สหรัฐฯ หรือ บางประเทศ ไม่ต้องสนใจเรื่องขาดดุลการค้ามากมาย เพราะประเทศเหล่านี้มีโครงสร้างที่ไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกมากเหมือนไทยเรา ซึ่งนั่นก็ถูกส่วนหนึ่ง

แต่พี่ทุยอยากชวนให้คิดต่อไปอีกหน่อยว่า แล้วรายได้จากการส่งออกที่มากมายมหาศาลเหล่านั้นที่เข้ามา เอาเข้าจริงแล้วเม็ดเงินเหล่านั้นตกไปอยู่ในกำมือของใครต่างหาก

ที่พูดเช่นนี้ เพียงอยากชี้ให้เห็นด้วยว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาคการส่งออกของไทยแท้จริงแล้ว มักจะคือบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะญี่ปุ่น จีน และสหรัฐฯ โดยเน้นลงทุนในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบ และยานยนต์ 

ดังนั้นรายได้จากการส่งออกที่สูง ๆ นั้นจะตกอยู่ในมือกลุ่มทุนเหล่านี้เป็นส่วนใหญ่ และเมื่อถึงเวลาเขาก็จะโอนรายได้เหล่านั้นกลับไปบริษัทแม่ เหลือทิ้งไว้ให้แต่ค่าแรงและภาษีให้ไทยบางส่วน

โครงการต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน แยกตามประเภทอุตสาหกรรม

ส่งออกไทย ติดลบ 9 เดือนติด ไม่น่ากังวล?

แหล่งที่มาของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ขอรับการส่งเสริม 10 อันดับแรก

แหล่งที่มาของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ขอรับการส่งเสริม 10 อันดับแรก

นอกจากนี้ รูปแบบการค้าและการลงทุนโลกได้มีการกระจายฐานการผลิตออกไปในหลายประเทศแล้ว โดยทำในลักษณะห่วงโซ่การผลิต (Valued Chain) กล่าวคือ เกิดการแบ่งส่วนกันผลิตเฉพาะในส่วนที่ประเทศนั้นมีความเชี่ยวชาญ หรือทำได้ดี ได้ถูกที่สุดจริง ๆ แล้วนำมาประกอบในอีกประเทศที่สาม หรือ ประเทศที่เป็นที่ตั้งของบริษัทแม่จริง ๆ 

จึงทำให้เกิดการนำเข้าส่งออกวัตถุดิบชิ้นส่วนกันไปมาของหลาย ๆ ประเทศ จนกว่าจะออกมาเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย ดังนั้นการมานั่งดูแค่ว่าประเทศไทยจะได้ดุลการค้าหรือไม่ เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยสะท้อนภาพทิศทางการพัฒนาของประเทศได้อีกต่อไปแล้ว หากแต่ควรหันมาสนใจว่าประเทศเราได้ประโยชน์อะไรจากการค้าและการลงทุนเหล่านั้นมากกว่า    

อนาคต ส่งออกไทย

ไทยมีแผนที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว เพราะตระหนักดีแล้วว่าการเติบโตด้วยการพึ่งพาแต่เครื่องยนต์การส่งออกเป็นตัวนำอย่างเดียวคงทำไปประเทศก้าวไปได้ไม่ไกลนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการจะก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

ซ้ำร้ายการที่พึ่งพาแต่การส่งออกกลับจะยิ่งทำให้ประเทศติดหล่มอยู่กับวังวนของการเป็นประเทศแห่งการเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้าราคาถูกตลอดไป

จึงจะเห็นได้ว่าระยะหลังมาภาครัฐมักเน้นย้ำเรื่องการพยายามสร้างผู้ประกอบการ สร้างแบรนด์สินค้า และการลงทุนเรื่องการวิจัยและนวัตกรรมมากขึ้น เพื่อทำให้สินค้าจากคนไทยเราเองแข่งขันได้ในเวทีสากล

แต่กระนั้น การที่ไทยมุ่งแต่จับจ้องแต่ตัวเลขการส่งออกอย่างเดียวคงจะไม่ทำให้ประเทศไทยเรียนรู้ที่จะผลักดันและพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นประเทศแห่งการค้า (Trading Nation) ได้ เพราะการเป็นประเทศแห่งการค้าได้เขาไม่ได้คิดแต่การส่งออกขายของได้กำไรอยู่ฝ่ายเดียว หากแต่ต้องมีการนำเข้าสินค้า และลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกไปด้วย 

ดังนั้นจุดที่ควรมุ่งเน้นคือทำอย่างไรที่ไทยเราจะใช้เครื่องมือทางการค้ามาทำให้ประชาชนคนไทยได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ต่างหาก

นอกจากนี้ รายได้จากการส่งออกคงจะไม่ใช่ตัวชี้วัดความเจริญและความกินดีอยู่ดีของประชาชนในประเทศได้อีกต่อไปแล้ว เพราะขณะนี้ทุนไทยในตลาดหลักทรัพย์ก็เริ่มออกไปตั้งฐานการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การดูองค์รวมของการพัฒนาความกินดีอยู่ดีของไทยเริ่มมีมิติมากขึ้น 

การลงทุนของไทยในต่างประเทศ

การลงทุนของไทยในต่างประเทศ

จึงอาจกล่าวได้ว่าตัวเลขส่งออก-นำเข้าที่ออกมาคงเป็นเพียงหนึ่งในสัญญาณชีพทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่จะเอามาชี้วัดความสำเร็จของนโยบาย/การพัฒนาประเทศก็คงจะไม่ใช่ 

เพราะโฉมหน้าการค้าและการลงทุนของโลกเราได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงไปด้วย

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile