ทำไม Apple เลือกเวียดนาม เป็นฐานผลิต Macbook - มุ่งสู่ธุรกิจการเงิน

ทำไม Apple เลือกเวียดนามเป็นฐานผลิต Macbook – มุ่งสู่ธุรกิจการเงิน

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • Apple เตรียมสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วน MacBooks ในจังหวัด Nam Dinh ทางตอนเหนือของเวียดนามเพราะชิ้นส่วนอื่น ๆ อยู่ในเวียดนามอยู่แล้ว ดังนั้นจะช่วยลดเวลาในการขนส่งไปประกอบอีกประเทศหนึ่ง ทำให้ส่งมอบสินค้าได้เร็วกว่าเดิม
  • Apple บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก เปิดตัวบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยถึง 4.15% ต่อปี โดยการเปิดบัญชีต้องเป็นเจ้าของ Apple Card ซึ่งเป็นบัตรเครดิตของ Apple ออกโดยธนาคาร Goldman Sachs
  • Apple เริ่มรุกตลาดการเงินด้วยบริการ Tap To Pay เปลี่ยน iPhone เป็นเครื่องรับบัตรเครดิต ต่อด้วยบริการ Buy Now, Pay Later ชื่อ Apple Pay Later จากนั้นตั้งบริษัท Apple Financing ดูแลการตรวจสอบเครดิตและตัดสินใจเกี่ยวกับสินเชื่อสำหรับบริการ Apple Pay Later
  • ในอนาคตอันใกล้ Apple จะต้องปล่อยบริการ Peer-to-Peer Lending ที่ให้ผู้ใช้บริการการเงินของ Apple สามารถปล่อยกู้ยืมเงินระหว่างกันได้ ในระยะยาว Apple ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ธุรกิจบริการการเงินแน่นอน Apple มีแผนจะทำ Apple Car

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

เคยมีรายงานว่าไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกในการขยายกำลังการผลิตชิ้นส่วน MacBooks แต่แล้วก็มีรายงานข่าวว่า Quanta Computer Inc. ซึ่งเป็นผู้ผลิต MacBook รายใหญ่ของ Apple เตรียมสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วน MacBooks ในจังหวัด Nam Dinh ทางตอนเหนือของเวียดนาม ทำไม Apple เลือกเวียดนาม เป็นฐานผลิต แล้วแผนธุรกิจขั้นต่อไปของ Apple คืออะไร พี่ทุยสรุปให้แล้ว ไปฟังกัน

ทำไม Apple เลือกเวียดนาม เป็นฐานผลิต Macbook ?

ปัจจัยหลักอาจเป็นเพราะมีโรงงานผลิตชิ้นส่วน MacBooks อยู่ในเวียดนามอยู่แล้ว ดังนั้นจะช่วยลดเวลาในการขนส่งไปประกอบอีกประเทศหนึ่ง ทำให้ส่งมอบสินค้าได้เร็วกว่าเดิม

นอกเหนือจากนั้น Apple มีแรงผลักดันให้ต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่รุนแรงยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น Hai Phong จังหวัดทางตอนเหนือของเวียดนามมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนและทางราง ด้านแรงงานเวียดนามก็มีค่าแรงที่ถูกแถมมีทักษะที่สูงในเชิงเปรียบเทียบกับค่าแรงและประเทศอื่น

ตอนนี้ Apple กำลังทำอะไร ? 

ยิ่งกว่านั้นก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Apple บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก เปิดตัวบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยถึง 4.15% ต่อปี โดยการเปิดบัญชีต้องเป็นเจ้าของ Apple Card ซึ่งเป็นบัตรเครดิตของ Apple ออกโดยธนาคาร Goldman Sachs เช่นเดียวกับบัญชีเงินฝากนี้ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Apple และ Goldman Sachs

บัญชีเงินฝากนี้ไม่มีขั้นต่ำและได้รับการคุ้มครองโดยสถาบันคุ้มครองเงินฝากสหรัฐฯ (FDIC) แถม Cash Back จากการซื้อผลิตภัณฑ์ของ Apple จะถูกโอนเข้าสู่บัญชีเงินฝากโดยอัตโนมัติ

สำนักข่าวต่างประโคมว่า Apple กำลังเปลี่ยนจากบริษัทเทคโนโลยีสู่ธนาคาร แต่แท้จริงแล้วนี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น วันนี้พี่ทุยขอพาทุกคนไปส่อง growth story ครั้งใหม่ของ Apple ที่จะมาหนุนการเติบโตอีกครั้ง หลังพึ่งพา iPhone มาแล้วกว่าสิบปี

รู้จักธุรกิจและสัดส่วนรายได้ของ Apple

ปี 2022 มีรายได้ 394,328 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7.8% จากปีก่อนหน้า ซึ่งก็เป็นการเติบโตระดับเดียวกับในอดีต แต่พอมาดูสัดส่วนรายได้จากแต่ละประเทศและผลิตภัณฑ์ ก็เริ่มเห็นสัญญาณว่า Apple ต้องหาการเติบโตครั้งใหม่แล้ว

Apple มีรายได้จากสหรัฐฯ 43% ยุโรป 24.1% จีน 18.8% เอเชียแปซิฟิก 7.4% และญี่ปุ่น 6.6% ซึ่งสัดส่วนแทบไม่เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปี 2019 สะท้อนว่าไม่มีตลาดในประเทศไหนที่เติบโตโดดเด่นแล้ว

ส่วนผลิตภัณฑ์ Apple มีรายได้จาก iPhone 52.1% Wearables, Home and Accessories 10.5%, Mac 10.2%, iPad 7.4% และ Services 19.8% ซึ่งสัดส่วนรายได้จาก iPhone ลดลงจากระดับเกิน 60% แต่ Apple ผลักดันรายได้จาก Services ขึ้นมาทดแทน และน่าจะเข้าใกล้จุดที่เติบโตมากที่สุดแล้ว

ทำไม Apple ถึงไม่เลือกผลักดัน iPhone ให้เป็นผลิตภัณฑ์หนุนการเติบโตของบริษัทต่อ คำตอบอยู่ที่สัดส่วนประชากรโลกที่มี Smartphone ซึ่งล่าสุดปี 2023 ประชากรโลกกว่า 86.34% มี Smartphone แล้ว โดย iPhone ครองตลาดสูงสุดที่ 23%

แต่ Apple มองว่าหากเปลี่ยนฐานลูกค้า iPhone ที่มีจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นลูกค้าของธนาคารสักแห่งจะมีขนาดและอำนาจต่อรองอย่างมาก

Apple มุ่งสู่ธุรกิจบริการทางการเงิน - Apple เลอกเวียดนาม เป็นฐานการผลิต

มุ่งสู่ธุรกิจบริการทางการเงิน

ฐานลูกค้า iPhone ต้องบอกว่ามีความเหนี่ยวแน่นมาก Warren Buffett นักลงทุนหุ้นคุณค่า (VI) ชื่อดังระดับโลกถึงกับบอกว่า “ถ้าคุณได้รับข้อเสนอ 10,000 ดอลลาร์ (343,600 บาท) เพื่อไม่ให้คุณซื้อ iPhone อีกเลยตลอดชีวิต คุณจะไม่รับข้อเสนอนี้แน่นอน

แต่ถ้าข้อเสนอนี้ถูกเสนอให้เจ้าของรถยนต์ยี่ห้อ Ford เจ้าของรถนี้จะรับข้อเสนอทันที และไปซื้อรถยนต์ยี่ห้ออื่น” คำพูดนี้แสดงถึงความมั่นใจต่อความแข็งแกร่งของแบรนด์ iPhone เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ Apple มีแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ชัดมาตั้งแต่แรกด้วยระบบปิด ทำให้ซอฟต์แวร์ที่เปิดให้โหลดบน App Store มีความน่าเชื่อถือ และยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งทำให้ iPhone ทำได้ทุกอย่างครบจบในที่เดียว ซึ่งไม่มีผลิตภัณฑ์จากธนาคารชนิดไหนที่ทำได้แบบนี้

นี่แหละเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Apple มั่นใจและกระโดดเข้าสู่วงการการเงินที่มีธนาคารขนาดใหญ่อยู่มากมาย

Apple กับธุรกิจบริการการเงินที่ไม่ได้มีแต่บัญชีเงินฝาก

Apple เริ่มรุกตลาดการเงินด้วยบริการ Tap To Pay เปลี่ยน iPhone เป็นเครื่องรับบัตรดิตเหมาะสำหรับร้านค้าขนาดเล็กที่เจอปัญหาติดต่อรับเครื่องรูดบัตรเครดิตจากธนาคาร Apple จะได้ลูกค้าจากกลุ่มร้านค้าขนาดเล็กมาใช้ iPhone และดึงลูกค้าใหม่มาได้อีก

ก่อนหน้านั้น Apple เปิดตัว Apple Card บัตรเครดิตที่ร่วมมือกับ Goldman Sachs และ MasterCard มีทั้งรูปแบบดิจิตอลและบัตรแข็งพกพา โดยจะไม่มีหมายเลขบนบัตร ไม่มีตัวเลข CVV วันหมดอายุ ลายเซ็นต์ มีเพียงแค่ชื่อผู้ถือบัตรเท่านั้น และไม่มีค่าธรรมเนียมหรือชำระขั้นต่ำ

ต่อด้วยบริการ Buy Now, Pay Later ชื่อ Apple Pay Later เกาะกระแสเทรนด์การใช้จ่ายของคนยุคใหม่ โดยจับมือกับ Goldman Sachs เพื่อขับเคลื่อนการใช้งาน Apple Pay ซึ่งเป็นตัวเลือกชำระเงินโดยไม่ต้องพกเงินสดหรือบัตรเครติดใช้เพียงอุปกรณ์ iPhone หรือ iPad

Apple ตั้งบริษัท Apple Financing ดูแลการตรวจสอบเครดิตและตัดสินใจเกี่ยวกับสินเชื่อสำหรับบริการ Apple Pay Later ซึ่งบริการนี้ร่วมมือกับ Goldman Sachs พันธมิตรเดิมที่ให้บริการจัดการการกู้ยืมและประเมินเครดิตกับบัตรเครดิต Apple Card

ซึ่งบริการที่กล่าวมาทั้งหมดจะถูกเก็บจัดเก็บไว้ใน Apple Wallet ที่เปรียบเสมือนกระเป๋าตังค์ทำให้ไม่ต้องพกบัตรเครดิต เงินสด มีเพียงแค่อุปกรณ์ของ Apple ไม่ว่าจะเป็น iPhone หรือ Apple Watch ก็ใช้จ่ายได้แล้วผ่านบริการ Apple Pay

พี่ทุยคาดว่า Apple จะต้องปล่อยบริการ Peer-to-Peer Lending ที่ให้ผู้ใช้บริการการเงินของ Apple สามารถปล่อยกู้ยืมเงินระหว่างกันได้ โดยมี Apple และพันธมิตรทางการเงินคอยให้บริการวิเคราะห์เครดิต

ในระยะยาว Apple ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ธุรกิจบริการการเงินแน่นอน Apple มีแผนจะทำ Apple Car โดยอาจรุกจากบริการซอฟต์แวร์ CarPlay อาศัยความได้เปรียบจาก Ecosystem ที่แข็งแกร่ง จากนั้นถ้าประสบความสำเร็จก็อาจตัดสินใจผลิตรถยนต์แบรนด์ตัวเอง ซึ่งถึงจุดนั้นเชื่อว่าต้องมีบริษัทรถยนต์มากมายพร้อมเป็นพันธมิตร

นอกจากนั้น Apple ยังมีการซื้อกิจการ Startup ที่ทำนวัตกรรมใหม่เป็นจำนวนมากในหลากหลายสาขา เช่น AI, AR/VR และ Semiconductor สร้างความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจใหม่เพิ่มการเติบโตได้อีก

อุปสรรคการเข้าสู่ธุรกิจบริการการเงิน

แม้จะเห็นว่า Apple เปิดตัวบริการใหม่มากมาย แต่มีรายงานข่าวว่าโปรเจคเหล่านี้มีความล่าช้า เนื่องจากความท้าทายด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เทคนิคเฉพาะทางในด้านอุตสาหกรรมการเงิน การทำระบบช่องทางจ่ายเงินเชื่อมต่อกับ Apple Pay การสร้างระบบประเมินความเสี่ยง การวิเคราะห์โอกาสฉ้อโกง

ในอนาคตเมื่อ Apple เข้าสู่อุตสาหกรรมด้วยการดำเนินธุรกิจเองก็จะมีอิสระน้อยลง ติดกฎข้อบังคับของหน่วยงานกำกับดูแล แต่ Apple หลีกเลี่ยงอุปสรรคข้อนี้ได้ด้วยการดำเนินธุรกิจแบบพันธมิตรกับสถาบันการเงินอย่างที่เป็นพันธมิตรกับ Goldman Sachs ในตอนนี้

สรุป

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า Apple กำลังเปลี่ยนตัวเองจากบริษัทเทคโนโลยีไปสู่บริษัทบริการทางการเงิน และมีแนวโน้มจะเพิ่มธุรกิจอื่นเข้ามาอีก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ทดแทนผลิตภัณฑ์เก่าที่เริ่มชะลอตัว พี่ทุยมองว่าน่าติดตามเหลือเกินว่า Apple จะกลายเป็นบริษัทแรกที่รวมนวัตกรรมทุกอย่างมาอยู่ด้วยกันในที่เดียวได้หรือไม่ ซึ่งมีโอกาสไม่น้อยเลยทีเดียว

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile