นักลงทุนมักได้ยินประโยคเกี่ยวกับสภาพตลาดหุ้นในบางช่วงของปีที่ฮอตฮิตอย่าง Sell In May แต่กับช่วงปลายปีแบบนี้ ก็มีประโยคฮิตอย่าง Santa Claus Rally เป็นปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้นช่วงเทศกาลคริสต์มาส พี่ทุยคิดว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและจะขอพานักลงทุนทุกคนไปรู้จักเสียหน่อยว่า Santa Claus Rally คืออะไร พร้อมส่องสถิติย้อนหลังกัน
Santa Claus Rally คืออะไร
ความหมายที่แท้จริงคือ การที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นใน 7 วันทำการ ซึ่งก็จะอยู่ระหว่างหลังวันคริสต์มาสถึงไม่กี่หลังวันปีใหม่ อย่างไรก็ตามมีบางเว็บไซต์มองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดช่วงสัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาส
ตลาดหุ้นมักจะเงียบเหงาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี แต่นักลงทุนบางส่วนอาจใช้เวลานี้ปรับสัดส่วนพอร์ต ดังนั้นหากมีปัจจัยใดเข้ามาเพียงเล็กน้อยก็ผลักดันทิศทางตลาดได้ทันที ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นปัจจัยที่ส่งผลในเชิงบวกต่อตลาดหุ้น
ทำไมถึงเกิด Santa Claus Rally
ต้องบอกเลยว่ามีหลากหลายเหตุสำหรับปรากฏการณ์นี้ แต่ก็ยังไม่สามารถบอกเหตุผลที่แท้จริงได้ ดังนี้
1. เริ่มจากเหตุผลปรากฏการณ์นี้ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นักวิเคราะห์มองว่าเกิดจากลดหย่อนภาษีเงินได้จากการลงทุน (Tax-Loss Harvesting) ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่นักลงทุนมืออาชีพจะปรับพอร์ตการลงทุนด้วยการขายหุ้นที่ขาดทุน ซึ่งส่งให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นนักลงทุนที่เหลือในตลาดจะใช้จังหวะนี้ซื้อหุ้นส่งให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น
2. หลายคนก็มองว่าช่วงเทศกาลหยุดยาวปลายปี มีการบริโภคมากขึ้นหนุนให้ผลประกอบการไตรมาส 4 ออกมาดี นักลงทุนจึงใช้ช่วงเวลาก่อนเปิดเผยผลประกอบการในการสะสมหุ้น มากกว่านั้นตลาดได้แรงหนุนจากนักลงทุนที่มีอาชีพเป็นพนักงานซึ่งได้รับโบนัสช่วงนี้แล้วแบ่งเงินไปลงทุน
3. นักวิเคราะห์บางฝ่ายเชื่อว่าเหตุผลที่ทำให้เกิด Santa Claus Rally มาจากนักลงทุนโดยทั่วไปจะมีความรู้สึกเชิงบวกในช่วงเทศกาล ดังนั้นช่วงนี้จะเป็นช่วงที่มีแต่ข่าวดีจึงยิ่งส่งเสริมให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น
เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นบ่อยครั้ง นักลงทุนในตลาดก็จะเตรียมตัวคว้าโอกาสจากปรากฎการณ์ Santa Claus Rally แต่คำถามคือ ปรากฎการณ์นี้ยังคงเกิดขึ้นหรือไม่?
ส่องสถิติย้อนหลัง Santa Claus Rally
มองจากภาพกว้างด้วยการดูสถิติผลตอบแทนดัชนี S&P 500 ย้อนหลังระหว่างปี 1950 ถึง 2020 พบว่าเกิด Santa Claus Rally ถึง 57 ครั้ง โดยเฉลี่ยดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 1.3%
ลองเข้ามาดูสถิติระยะหลังของดัชนี S&P 500 นับตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2021 พบว่าเดือน ธ.ค. ดัชนีทำผลตอบแทนเฉลี่ย 0.80% มีผลตอบแทนสูงสุดที่ 6.53% และต่ำสุดที่ -9.18%
ขณะที่เดือน พ.ย. ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 1.71% มีผลตอบแทนสูงสุดที่ 10.75% และต่ำสุดที่ -8.01% จากข้อมูลนี้ก็ยังพอตอบได้ว่า Santa Claus Rally เกิดขึ้นจริง แต่มาล่วงหน้าตั้งแต่เดือน พ.ย. ด้วยซ้ำ
ส่วน Investopedia เผยข้อมูลผลตอบแทนสัปดาห์ก่อนถึงวันคริสต์มาสของดัชนี S&P 500 ชี้ว่าผลตอบแทนดังกล่าวอยู่ในช่วงกว้างตั้งแต่ 5.4% ในปี 2021 ถึง -10.7% เมื่อปี 2018
อีกทั้งข้อมูล 20 ปีย้อนหลังพบว่าสัปดาห์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนที่ 1.58% ส่วนสัปดาห์ที่ให้ผลตอบแทนติดลบมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนที่ -3.28% ดังนั้นอาจตอบได้ว่าในระยะหลัง Santa Claus Rally เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น
ด้านดัชนี SET ของไทย ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2021 พบว่าเดือน ธ.ค. ทำผลตอบแทนเฉลี่ย 2.07% มีผลตอบแทนสูงสุดที่ 19.52% และต่ำสุดที่ -8.01% ส่วนเดือนพฤศจิกายนทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 1.18% มีผลตอบแทนสูงสุดที่ 17.86% และต่ำสุดที่ -6.71% ดูเหมือนว่า Santa Claus Rally เกิดกับตลาดหุ้นไทยตรงตามนิยามมากกว่าสหรัฐฯ
Santa Claus Rally กลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนรับรู้กันหมดแล้ว จึงแห่ไปซื้อหุ้นเก็งกำไรกันตั้งแต่เดือน พ.ย. มากกว่านั้น Santa Claus Rally อาจเกิดจากนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรจากอีกปรากฏการณ์ซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือนมกราคม ชื่อว่า January Effect
ส่งผลต่อนักลงทุนอย่างไร?
ผลต่อนักลงทุนขึ้นอยู่กับแนวทางการลงทุน ถ้าหากเป็นนักลงทุนเน้นผลตอบแทนระยะยาว Santa Claus Rally ช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้พอร์ตการลงทุนได้ แต่ไม่มากพอจะยกระดับความมั่งคั่งโดยรวมได้ นักลงทุนระยะยาวจึงควรเตรียมตัวเก็บเกี่ยวประโยชน์นี้เพื่อการลงทุนระยะยาว ส่วนนักลงทุนสายเก็งกำไรต้องติดตามข้อมูลความน่าจะเป็นและเตรียมพอร์ตการลงทุนรอปรากฏการณ์นี้
สำหรับปีนี้ตลาดหุ้นถูกกดดันด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ดังนั้นจึงยากที่จะตอบว่า Santa Claus Rally จะเกิดในปีนี้หรือไม่ ไม่แน่ว่าตลาดอาจรับข่าวการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและกลับมาฟื้นตัว หรือ Santa Claus Rally อาจเกิดขึ้นไปแล้วเมื่อเดือน พ.ย. ซึ่งดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 5.38%
ควรลงทุนโค้งสุดท้ายปี 65 ?
หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่นักลงทุนคาดไว้ ตลาดหุ้นปรับตัวลงอย่างแรง ส่วนตลาดตราสารหนี้ปรับตัวลงเล็กน้อยรับข่าวดังกล่าว ขณะที่ทองคำปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากความกังวลว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวกว่าที่คาดไว้ ดังนั้นช่วงที่เหลือของปีนี้นักลงทุนควรลงทุนสินทรัพย์สามารถรับแรงกดดันจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย คือ ตราสารหนี้ระยะสั้น ทองคำไปก่อน แต่ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนนะ ไม่ใช่ใครบอกอะไรดี ก็ลงตาม…
…เดี๋ยวจะเดินตามขึ้นดอยไปด้วยกัน ม่ายยยยยเอาาาาาา
อ่านเพิ่ม
