ปกติเวลาที่เราคาดหวังกับผลลัพธ์อะไรบางอย่าง
แล้วเรากลัวว่ามันจะไม่เป็นอย่างที่หวัง เรามักจะแก้ปัญหามันด้วย
การวาง “แผนการเงิน” กันทั้งนั้น ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ เลยทีเดียว
พอพูดถึงการวางแผน
พี่ทุยก็นึกถึงการวางแผนเกษียณที่เป็นแบบระยะยาว 20 ปี ++
และพี่ทุยขอยกความเห็นที่พี่ชายพี่ทุยคนนึงเคยตั้งคำถามกับเรื่อง ๆ นี้
นั่นก็คือ …
เราสามารถทำให้แผนที่เราวางไว้ เป็นแบบนั้นได้จริง ๆ มั้ย ?
พวกแผนระยะยาวแบบ 5-10 ปี หรือแผนที่ยาว ๆ แบบ 20 ปี ++
อย่างเช่น
แบรนด์ SONY ที่เริ่มต้นจากการผลิตหม้อหุงข้าวขาย
แต่ตอนนี้ก็มีหลายอย่างทั้ง หูฟัง ทีวี กล้อง ฯลฯ
หรือจะอย่าง TOYOTA ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่
เริ่มต้นจากผลิตเครื่องเย็บผ้า แต่ตอนนี้ก็มีการผลิตรถยนต์เป็นหลัก
ลองไปดูประวัติของบริษัทใหญ่ ๆ กว่าจะเป็นสินค้าที่ติดตลาดขนาดนี้
เริ่มแรกก็ไม่ได้เป็นแบบที่เราเห็นเลย
เพราะไม่น่าจะมีใครที่วางแผนระยะยาวได้แบบ 20 ปี
แล้วผลลัพธ์ออกมาแม่นเป๊ะแบบที่คิดไว้หรอก
สุดท้ายแผนทุกอย่างของเราที่เคยวางไว้
เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป มันต้องกระทบกับแผนเราแน่นอน
เช่น วันนี้เราวางแผนเกษียณด้วย “กองทุนรวม” ไปยาว ๆ
อยู่ ๆ อีก 5 ปีข้างหน้า มีสินค้าการเงินระดับนวัตกรรมเลย
ที่ช่วยให้ผลตอบแทนดีขึ้นและความเสี่ยงลดน้อย
เราก็ต้องย้ายจากกองทุนรวมไปที่สินค้านั้น ๆ
เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกครั้งเวลาที่ทำอะไรแล้ว
ต้องกลับมาตรวจสอบดูแลทุกครั้ง
โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนที่ต้องมาดูกันอย่างน้อยปีละครั้ง
ถ้ามี “โอกาส” ที่ดีกว่า
แน่นอนว่าเราก็ต้องย้ายไปแหล่งที่โอกาสดีกว่า
ไม่น่าจะมีใครจมปลักอยู่กับของเก่าที่แย่กว่า
หรือบางทีเป้าหมายของเราอาจจะเปลี่ยนไป
ไม่ก็เราเดินช้ากว่าหรือเร็วกว่าแผน
เราก็จะได้มาปรับปรุงแผนและวิธีเดินทางกันใหม่
ส่วนตัวแล้วพี่ทุยเชื่อว่า “การวางแผนย่อมดีกว่าไม่วางแผน”
การไม่วางแผนคือ การวางแผนไปสู่ความล้มเหลวอย่างที่สุด
การวางแผนจะช่วยทำให้เรามองภาพต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
และเข้าใจเรามากขึ้นว่าเราควรทำและไม่ควรทำอะไร
โลกเราเป็นโลกของความเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติ
ไม่มีอะไรที่เราคาดเดาได้ 100% หรอก
จะมีแต่คนที่ปรับตัวได้เท่านั้น จะเป็นคนที่อยู่รอด !