วันที่ 28 พ.ย. 2022 ทาง BlockFi แพลตฟอร์มให้กู้ยืมเงินคริปโตเคอร์เรนซี ยื่นขอคุ้มครองการล้มละลาย กลายเป็นโดมิโนตัวล่าสุดที่ล้มลง จากเหตุการณ์ที่ทางอุตสาหกรรมมองว่าเป็น “ฤดูหนาวของคริปโตฯ” ในคำร้องขอคุ้มครอง ล้มละลาย ทาง BlockFi ระบุเอาไว้ว่า ทางบริษัทมีเจ้าหนี้มากกว่า 1 แสนราย โดยเจ้าหนี้รายใหญ่อันดับสองของบริษัทก็คือ FTX ที่เพิ่งยื่นล้มละลายไปก่อนหน้าเพียงไม่กี่สัปดาห์
สำหรับบริษัทคริปโตฯ อื่นๆ อาจเดือดร้อนแค่ฝากเงินดิจิตัลไว้กับทาง FTX แล้วไม่สามารถถอนออกมาได้ แต่กับ BlockFi แล้ว FTX เป็นทั้งเจ้าหนี้และผู้ที่กำลังจะเข้ามาซื้อบริษัท
เกิดอะไรขึ้นกับ BlockFi บริษัทที่เคยมีมูลค่ามากถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 1 หมื่นล้านบาทรายนี้
รู้จัก BlockFi กันก่อน
BlockFi เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งในปี 2017 และได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเกิดการระบาดของโควิด-19 ตามไปกับกระแสคริปโตเคอร์เรนซีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงโดย BlockFi นั้น ได้รับความนิยมจากนักลงทุนรายย่อย
BlockFi ได้ออกผลิตภัณฑ์หลักเป็นการให้ลูกค้าสามารถ “ฝากเงินคริปโตฯ โดยได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยสูงสุดถึงสองหลัก” เมื่อเทียบกับการฝากเงินในธนาคารที่ดอกเบี้ยไม่ถึงเลขหลักเดียว ประกอบกับความนิยมในเงินดิจิทัลที่พุ่งทะยานสู่ดวงจันทร์ไปหลายเหรียญแล้ว ทำให้ BlockFi ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนรายย่อย จนมีลูกค้ามากกว่า 5 แสนราย
นอกจากนี้ BlockFi ยังได้รับการพูดถึงในฐานะที่ทำให้คริปโตเคอร์เรนซีที่เป็นการเงินแบบ “กระจายศูนย์” (Decentralized) มีกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับการเงินแบบดั้งเดิมอย่างธนาคาร ที่มีการฝากเงินให้ดอกเบี้ยและการกู้ยืมเงินมากขึ้น
ความนิยมของเงินดิจิทัล ส่งให้ตัว BlockFi สามารถเพิ่มทุนได้อย่างต่อเนื่องและมีการประเมินว่ามีมูลค่าสูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ในเดือน มี.ค. 2021
อย่างไรก็ตาม บรรดาบริษัทที่ให้กู้ยืมเงินเป็นคริปโตฯ อย่าง BlockFi ไม่ต้องมีเงินทุนสำรองใด ๆ แตกต่างกับธนาคารแบบดั้งเดิมที่ต้องมีเงินทุนสำรองยามฉุกเฉินไว้ใช้ ตามกฎการกำกับดูแลของธนาคารกลางในประเทศนั้น ๆ
เกิดอะไรขึ้นกับ BlockFi ล้มละลาย
เดือน พ.ย. 2021 หรือราว 1 ปีก่อนการยื่นล้มละลาย ทาง BlockFi เผชิญหน้ากับการถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ หรือ SEC
ทาง ก.ล.ต. สหรัฐฯ ได้เข้าสอบสวน BlockFi โดยหัวใจหลักของการสอบสวนก็อยู่ที่ผลิตภัณฑ์การฝากคริปโตฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงนั่นเอง
ในการตรวจสอบนั้น ทาง SEC ต้องการดูว่าผลิตภัณฑ์ที่ว่าไม่ได้เข้าข่ายเป็น “หลักทรัพย์” (Securities) หรือสินทรัพย์ทางการเงินที่ซื้อขายได้ ซึ่งหากเป็นหลักทรัพย์ ก็ต้องลงทะเบียนกับทางหน่วยงานกำกับดูแลให้เรียบร้อยก่อนถึงจะสามารถเปิดให้บริการ
เดือน ก.พ. 2022 ทาง SEC สั่งปรับ BlockFi เป็นจำนวนเงิน 100 ล้านดอลลาร์ และให้หยุดให้บริการผลิตภัณฑ์ฝากเงินกินดอกเบี้ยสูงทันที
หากใครจำกันได้เคสคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นกับ Zipmex แพลตฟอร์มให้บริการคริปโตฯ ของไทยเช่นกัน โดยทาง ก.ล.ต. ไทยได้เข้าตรวจสอบผลิตภัณฑ์ Z Wallet ที่ให้ฝากเงินดิจิทัลกินดอกเบี้ยสูง เนื่องจากผิดกฎที่ไม่ให้เอาเงินที่ลูกค้าฝากไปลงทุนต่อ
ส่วนทาง BlockFi นั้น ก็ได้นำเงินที่ลูกค้าฝากไปปล่อยกู้ต่อเพื่อเอาดอกเบี้ย สร้างรายได้ให้กับบริษัท ซึ่งทาง SEC เห็นว่าบริการนี้ไม่ต่างกับบริษัทหลักทรัพย์ที่มีการนำเงินลูกค้าไปลงทุนต่อยอด
เดือน มิ.ย. 2022 ทาง BlockFi ได้เพิ่มทุนอีกรอบหนึ่ง เป็นเงินรวม 350 ล้านดอลลาร์ แต่ที่น่าตกใจก็คือ มูลค่าของบริษัทลดลงจาก 3,000 ล้านดอลลาร์ เหลือแค่ 1,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ในแวดวงสตาร์ทอัพเรียกกันว่า “Down Round” หรือรอบเพิ่มทุนที่มูลค่าบริษัทร่วงนั่นเอง
หลังจากที่ข่าวการเพิ่มทุนรอบ Down Round แพร่กระจายออกไป ทาง BlockFi ประกาศปลดพนักงานลง 20% หรือมากกว่า 400 อัตรา ท่ามกลางการเสื่อมมนตร์ขลังของคริปโตฯ
กลางเดือน มิ.ย. ทาง BlockFi เปิดเผยว่า เป็นหนึ่งในเจ้าหนี้ที่เคยให้ทาง Three Arrow Capital เฮดจ์ฟันด์ด้านคริปโตฯ กู้ยืมเงินเหรียญ Bitcoin โดยเฮดจ์ฟันด์ดังกล่าวยื่นล้มละลายไปเมื่อเดือนมี.ค. สร้างความเสียหายประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ให้กับบริษัท
ปลายเดือน มิ.ย. 2022 ทาง FTX ให้ BlockFi ยืมเงิน 250 ล้านดอลลาร์ โดยทาง FTX หวังว่าเงินจำนวนนี้ จะช่วยให้ BlockFi ผ่าน “หน้าหนาวของวงการคริปโตฯ” นี้ไปได้ ก่อนที่ทาง FTX จะเพิ่มวงเงินเป็น 400 ล้านดอลลาร์ แลกกับการเข้าซื้อบริษัทในราคาที่ถูกลง
และในช่วงเดียวกันนี้เอง ก็มีรายงานข่าวว่าทาง FTX จะเข้าซื้อ BlockFi ที่กำลังมีปัญหา
เดือน ก.ค. 2022 Voyager และ Celsius สองผู้ให้บริการกู้ยืมเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นคู่แข่งของ BlockFi ยื่นขอคุ้มครองล้มละลาย
11 พ.ย. 2022 BlockFi ประกาศระงับถอนเงินของลูกค้า
16 พ.ย. 2022 FTX ที่ตั้งใจเข้าซื้อ BlockFi และเป็นคนคอยช่วยเหลือยามยาก ยื่นขอคุ้มครองล้มละลายเช่นเดียวกัน
28 พ.ย. 2022 BlockFi ได้ประกาศ “ล้มละลาย” โดยยื่นเรื่องต่อศาลแขวงในรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐฯ ตามมาตรา 11 เพื่อขอรับการพิทักษ์ทรัพย์จากภาวะล้มละลาย
จากแถลงการณ์ของ BlockFi มีเจ้าหนี้มากกว่า 100,000 ราย ซึ่งมีหนี้สินและทรัพย์สินรวมราว 1,000-10,000 ล้านดอลลาร์
โดยเจ้าหนี้รายที่ใหญ่ที่สุดคือ Ankura Trust Company, LLC ซึ่งคำร้องระบุว่ามีการเรียกร้องค่าเสียหายแบบไม่มีหลักประกันมูลค่าประมาณ 729 ล้านดอลลาร์ ถัดมาคือ FTX US และ SEC ซึ่งมีการเรียกร้องค่าเสียหายแบบไม่มีหลักประกันจำนวน 275 ล้านดอลลาร์ และ 30 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ
แต่ BlockFi มีเงินสดในมือเพียง 256.9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ระหว่างกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้เท่านั้น
จาก Timeline การดำเนินงาน 1 ปีของ BlockFi จุดที่ทำให้ BlockFi เสียหายอย่างมหาศาล คือ มูลค่าที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็วของตลาดคริปโตทำให้บริษัทที่เคยมีมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ในเดือน มี.ค. 2021 มีมูลค่าลดลง ไปเหลือ 2 พันล้านดอลลาร์ ในเดือน มิ.ย. 2022 จากนั้นการกระทำผิดกฏหมาย โดยนำเงินของลูกค้าไปปล่อยกู้เพิ่มเติม ก็ทำให้โดนตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินเกี่ยวกับบัญชีดอกเบี้ย และจ่ายเงิน 100 ล้านดอลลาร์ เป็นค่าปรับให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ อีกด้วย
ฉะนั้น การที่ FTX เข้ามาอุ้มช่วงกลางปี ช่วยทำให้สภาพคล่องของ BlockFi กลับมาเพียงระยะสั้น แต่โดมิโนที่ล้มกันหลายเจ้า โดยเฉพาะคู่แข่งและเจ้าหนี้รายใหญ่ของ BlockFi ก็ทำให้ BlockFi รอดไม่พ้นจากเหตุการณ์โดยรวมทั้งหมด เพราะ ปัญหาด้านสภาพคล่อง และปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปีนั่นเอง
ใครจะเป็นรายต่อไป?
มีบริษัทด้านคริปโตเคอร์เรนซีอีกหลายรายที่กระทบกันไปตาม ๆ กันจากการปิดไม่ให้ถอนเงินของทาง FTX หลังต้องยื่นศาลขอคุ้มครองล้มละลาย
เเล้วเป็นที่พูดถึงกันอยู่เเล้วว่า บริษัทปล่อยกู้ยืมเงินคริปโตฯ “มักเป็นการปล่อยกู้เเบบไม่มีการค้ำประกัน” ทั้ง BlockFi, Voyager, Genesis และอื่น ๆ ทำให้เวลาลูกหนี้มีปัญหาก็จะส่งผลไปยังสภาพคล่องของผู้ปล่อยกู้ จากนั้นก็จะไม่มีเงินมาบริหารสภาพคล่อง
รายต่อไป ที่เพิ่งมีประเด็นอย่าง Genesis ก็ฝากเงินเอาไว้กับทาง FTX เป็นมูลค่าราว ๆ 175 ล้านดอลลาร์ และยังมีรายงานจากเว็บไซต์ Barron’s ว่า ทางหน่วยงานกำกับดูแลกำลังเข้าไปสอบสวน Genesis ว่าอาจจะฝ่าฝืนกฎ ก.ล.ต. หรือไม่ ? รวมถึงอย่างที่พี่ทุยบอกเมื่อกี้ ด้วยระบบการปล่อยกู้ที่เป็นช่องว่าง รู้จักใครให้ปล่อยกู้กันง่าย ๆ ก็เป็นอีกจุดที่ทำให้ธุรกิจดิ่งเหวเหมือนกัน
และจากการที่ผลิตภัณฑ์ฝากคริปโตกินดอกเบี้ยสูงนี้เป็นที่สนใจของหน่วยงานกำกับดูแล ก็ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์คล้ายกันอย่าง Nexo ก็กำลังจะโดนเล่นงานเป็นรายต่อไปเช่นเดียวกัน แม้ทางบริษัทจะสามารถถอนเงิน 219 ล้านดอลลาร์ ออกมาได้ทันก่อนที่ FTX จะล้มละลาย
อ่านเพิ่ม