เป็นหนี้บัตรเยอะ อยากปิดหนี้ไว ทำไงดี ?

เป็นหนี้บัตรเยอะ อยากปิดหนี้ไว ทำไงดี ?

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • จับก้อนหนี้ทุกรายการมาจดเลยว่ามีหนี้ที่ไหนบ้าง แล้วหนี้แต่ละบัตรเป็นยอดเท่าไหร่ คิดดอกเบี้ยยังไง เพื่อรู้ให้ได้ว่าเราปัญหาเราใหญ่ขนาดไหน แล้วจะได้เริ่มต้นจัดการปัญหาได้อย่างถูกต้อง
  • ทำ บัญชีรายรับ – รายจ่าย เพื่อรู้ให้ได้ว่าในแต่ละเดือนเรามีเงินเหลือหลังจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเท่าไหร่ เรียกได้ว่าบรรทัดสุดท้ายของเราในแต่ละเดือนเป็นอย่างไรบ้าง
  • อีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยลดภาระ “ดอกเบี้ย” ได้เป็นอย่างดีเลย คือ การโอนยอดหนี้ หรือพูดง่าย ๆ คือ การรวบหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง มารวมไว้ในที่เดียว เพื่อให้ดอกเบี้ยถูกลง ปิดหนี้ได้ไว จัดการหนี้ได้สะดวกขึ้น

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ถึงแม้สถานการ์ณโรคระบาดทั่วโลก จะค่อย ๆ ดีขึ้นแล้ว แต่ก็ได้ทิ้งปัญหาเรื่องการเงินโดยเฉพาะเรื่อง “หนี้” ไว้อย่างมากมาย สำหรับใครที่มีหนี้อยู่ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มจัดการยังไง เดี๋ยววันนี้พี่ทุยจะมาชี้เป้าเทคนิคการรวบหนี้ กับ ttb flash เพื่อให้จ่ายดอกเบี้ยถูกลง เพียง 13% เรทเดียวคงที่ตลอดจนจ่ายครบ ที่จะมาช่วยให้สามารถปิดหนี้ได้เร็วขึ้น ลดภาระหนี้ให้น้อยลง ไปดูกัน

ใครที่เป็นหนี้ โอนหนี้มาที่ ttb flash ข้อดีจัดเต็ม !

ใครที่เป็นหนี้ โอนหนี้มาที่ ttb flash ข้อดีจัดเต็ม !

1. ดอกเบี้ยถูกกว่า เริ่มต้นแค่  13% ต่อปี

จากปกติ 25% ต่อปี ช่วยประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย

2. ดอกเบี้ยเรทเดียวคงที่

ไม่ใช่แค่ดอกถูกช่วงสั้น ๆ แต่ทีทีบี ให้ดอกถูกคงที่จนจ่ายครบ

3. ปิดหนี้ไวกว่า

เพราะดอกเบี้ยถูกกว่า

4. รวบยอดหนี้ไว้ได้ในที่เดียว

สะดวก จัดการง่าย ไม่วุ่นวาย

และถ้าหากใครสนใจใช้บริการโอนยอดหนี้กับบัตรกดเงินสด ttb flash เพื่อลดภาระหนี้ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ttbbank.com/fc/moneybuffalo-nov หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ ttb ทุกสาขา หรือโทร 1428 ได้เลย

บริการโอนยอดหนี้กับบัตรกดเงินสด ttb flash เพื่อลดภาระหนี้

ถึงแม้ในเวลานี้พวกเรากำลังฟื้นตัวจากวิกฤตโรคระบาดแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นได้ทิ้งความเสียหายเอาไว้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาการเงินที่น่าเป็นห่วงอย่างมากคือเรื่อง หนี้สิน

ตัวเลขที่น่าสนใจจากธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) แสดงให้เห็นว่าในเดือน ส.ค. 2565 ที่ผ่านมา จำนวนบัตรเครดิตที่อยู่ในระบบของไทยมีประมาณ 25.5 ล้านบัตรนั้น มียอดสินเชื่อคงค้างมีมากถึง 450,000 ล้านบาท

และข้อมูลที่น่าตกใจจากเครดิตบูโร คือ คนไทยโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y (ช่วงอายุ 28 – 42 ปี) ที่ถือว่าเป็นแรงงานสำคัญของประเทศ และมีกำลังซื้อที่สูง จากจำนวน 12 ล้านคน มีหนี้สินรวมกันมากกว่า 4.5 ล้านล้านบาท และเป็นหนี้สินเสีย (NPL) กว่า 300,000 ล้านบาท หรือประมาณ 6.67% เลยทีเดียว ซึ่งถือว่ามากกว่าคนในรุ่นอื่น ๆ เลย สะท้อนถึงความเปราะบางของสุขภาพทางการเงินที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง

3 ขั้นตอนบริหารหนี้บัตร ให้จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับใครที่ไม่ได้มีหนี้สินอาจจะรู้สึกไม่ได้กังวลอะไร แต่อย่าลืมว่าปริมาณหนี้มหาศาลขนาดนี้ สามารถส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาคได้ เพราะบ่งชี้ถึงความฝืดเคือง และความสามารถในการเติบโตที่อาจจะกระตุ้นได้ยาก เนื่องจากความสามารถในการบริโภคถูกจำกัดด้วยภาระหนี้ และทำให้ไม่สามารถใช้จ่ายได้อย่างคล่องตัว ในเวลานี้เรื่องหนี้จึงเป็นประเด็นที่ต้องการการเร่งมือแก้ไขอย่างมาก

ส่วนตัวพี่ทุยเองก็รู้สึกกังวลกับปัญหาเรื่องหนี้ในเช่นเดียวกัน เพราะอย่าง Inbox หลังบ้านของพี่ทุยเองที่ปกติก็มีคนเข้ามาถามเรื่องหนี้เยอะอยู่แล้ว ในช่วงเวลานี้ยิ่งเยอะเข้าไปอีก

สำหรับใครที่กำลังเป็นหนี้ แล้วหาทางบริหารจัดหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่ วันนี้พี่ทุยจะมาแนะนำขั้นตอนการจัดการหนี้อย่างเป็นระบบให้เข้าใจกันง่าย ๆ โดยวันนี้จะเน้นไปที่หนี้บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล แล้วก็พวกบัตรเครดิตต่าง ๆ เป็นหลักนะ

3 ขั้นตอนบริหารหนี้บัตร ให้จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1. รวบรวมข้อมูลหนี้ทั้งหมด

1. รวบรวมข้อมูลหนี้ทั้งหมด

อันดับแรก คือต้องตั้งสติ และเดินหน้าชนกับปัญหา โดยต้องรู้ให้ได้ว่าสถานการณ์หนี้สินของเราต้องนี้เป็นอย่างไร

โดยจับก้อนหนี้ทุกรายการมาจดเลยว่ามีหนี้ที่ไหนบ้าง แล้วหนี้แต่ละบัตรเป็นยอดเท่าไหร่ คิดดอกเบี้ยยังไง เพื่อรู้ให้ได้ว่าเราปัญหาเราใหญ่ขนาดไหน แล้วจะได้เริ่มต้นจัดการปัญหาได้อย่างถูกต้อง

เพราะหนึ่งในปัญหาในการแก้หนี้ที่พี่ทุยเจอมากที่สุดเลย คือ หลาย ๆ คนมักจะเลือกซุกปัญหาไว้ใต้พรม ละเลยปัญหา และเอาตัวรอดด้วยการจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อย ๆ

พี่ทุยบอกก่อนเลยว่าทำแบบนี้อันตรายมาก !! เหตุผลเพราะว่าปัญหาเรื่องการเงินโดยเฉพาะเรื่องหนี้มีสิ่งที่เรียกว่า “ดอกเบี้ย” ที่จะทำให้ปัญหายิ่งหนักมากขึ้นในอัตราเร่งเลย

ดังนั้นการรวบรวมข้อมูลจะทำให้เราเห็นภาพตัวเองมากขึ้น ช่วยให้เราสามารถจัดอันดับความสำคัญ และตัดสินใจได้ดีในขั้นตอนต่อ ๆ ไป

2 ประเมินความสามารถในการใช้หนี้

2 ประเมินความสามารถในการใช้หนี้

เมื่อเราเห็นปัญหาทั้งหมดของเราแล้ว จากนั้นมาดูกันว่าความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ของเราเป็นอย่างไรบ้าง

โดยขั้นตอนนี้จะเป็นการโฟกัสไปที่ “บัญชีรายรับ – รายจ่าย” เพื่อรู้ให้ได้ว่าในแต่ละเดือนเรามีเงินเหลือหลังจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเท่าไหร่ เรียกได้ว่าบรรทัดสุดท้ายของเราในแต่ละเดือนเป็นอย่างไรบ้าง

ซึ่งสิ่งที่เราต้องทำคือประมาณการไปล่วงหน้าไปเลย 6 เดือนว่าจะเหลือเงินเป็นยอดกี่บาท เพราะบางครั้งหากคำนวณแค่เดือนเดียวอาจจะยังเห็นภาพไม่ชัดมากพอ เนื่องจากว่าแต่ละเดือนก็จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแตกต่างกันไป เช่น วันเกิดพ่อแม่ ครบกำหนดชำระค่าส่วนกลาง ค่าประกันชีวิต เป็นต้น ดังนั้นในสถานการณ์นี้การคำนวณล่วงหน้าจึงสามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่า

หลังจากที่เห็นตัวเลขการใช้จ่ายในระยะเวลา 6 เดือนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือ ทำให้มันกลับมาเป็นบวกให้มากที่สุด ด้วยการ “จำกัดรายจ่าย”

ซึ่งข้อดีของการทำ “บัญชีรายรับ – รายจ่าย” นั้นจะช่วยทำให้เห็นเงินเข้าออกที่ชัดเจน และทำให้เรารู้ว่าควรลงมือจัดการ ตัด หรือลดรายการค่าใช้จ่ายตัวไหนออกเพื่อให้เงินเหลือมากขึ้น เช่น ค่าแพ็กเกจโทรศัพท์ที่มากเกินไป ค่า Subscription แอปพลิเคชันที่ไม่ได้ใช้ แล้วจะได้มีสภาพคล่องไปโปะหนี้ได้มากขึ้น เพราะทุกบาททุกสตางค์ที่เราประหยัดได้ ก็คือเงินที่เราสามารถไปจัดการหนี้ได้นั้นเอง

3. รวบหนี้ และโอนยอดหนี้ นำหนี้ดอกเบี้ยต่ำมาโปะหนี้ดอกเบี้ยสูง

3. รวบหนี้ และโอนยอดหนี้ นำหนี้ดอกเบี้ยต่ำมาโปะหนี้ดอกเบี้ยสูง

โดยทั่วไปแล้วหนี้พวกบัตรต่าง ๆ ทั้งหนี้บัตรเครดิต และหนี้บัตรกดเงินสด มักจะตามมาด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงกว่าหนี้ประเภทอื่น ๆ

อีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยลดภาระ “ดอกเบี้ย” ได้เป็นอย่างดีเลย คือ การโอนยอดหนี้ หรือพูดง่าย ๆ คือ การรวบหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง มารวมไว้ในที่เดียว เพื่อให้ดอกเบี้ยถูกลง ปิดหนี้ได้ไว จัดการหนี้ได้สะดวกขึ้น

สำหรับใครกำลังมองหาบริการโอนยอดหนี้อยู่ พี่ทุยแนะนำให้ลองไปปรึกษาที่ ttb เพราะตอนนี้เค้ามี บริการโอนยอดหนี้ กับบัตรกดเงินสด ทีทีบี แฟลช (ttb flash) ที่ช่วยรวมยอดหนี้จากบัตรอื่น ๆ มาผ่อนจ่าย ให้เราบริหารจัดการหนี้ได้ในบัตรเดียว ดอกน้อยน่ารัก โดยเสนอดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 13% เรทเดียว คงที่จนจ่ายครบ ปิดหนี้ไว

เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพ พี่ทุยจะยกตัวอย่างการคำนวณให้ดูเลยว่าการโอนยอดหนี้มาที่ ttb ช่วยให้เราประหยัดเงินได้มากขนาดไหน

โอนยอดหนี้ มาที่ ttb ทั้งหมด 100,000 บาท

สมมติว่าเรามียอดหนี้อยู่ที่ 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดทั่วไปอยู่ที่ 25% ต่อปี โดยกำหนดให้ผ่อนเดือนละประมาณ 3,000 บาท ก็จะใช้เวลาผ่อนทั้งหมด 60 เดือน

แต่สมมติเรา โอนยอดหนี้ มาที่ ttb ทั้งหมด 100,000 บาท จะเหลือดอกเบี้ย 13% ต่อปี และผ่อน 3,000 ต่อเดือนเหมือนกัน เราจะใช้เวลาผ่อนเหลือเพียง 42 เดือน เท่านั้นเอง

ในอีกแง่หนึ่ง สมมติอัตราดอกเบี้ย 25% แล้ว ถ้าหากผ่อนระยะเวลา 42 เดือนเท่ากัน ก็จะยังคงเหลือยอดหนี้อีกประมาณ 40,000 บาทเลย

เพียงแค่เรา โอนยอดหนี้ มาที่ ttb ที่เดียว ก็จะสามารถประหยัดได้ทั้งเงินและเวลาเลยนะ ปิดหนี้ไวกว่า

โดยสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ttbbank.com/fc/moneybuffalo-nov

สุดท้ายพี่ทุยเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินนะ ถึงแม้ในช่วงเวลาที่กำลังเคลียร์หนี้อยู่อาจจะยากลำบากสักหน่อย ทำอะไร ๆ ก็อาจจะไม่คล่องตัวเท่าเดิม

แต่เมื่อไหร่ที่เราสามารถบริหารหนี้จนผ่านพ้นไปได้ รับรองเลยว่าโอกาสที่จะกลับมาเป็นหนี้อีกแทบจะไม่มีเลย เพราะเราได้เรียนรู้และมีทักษะเรื่องการบริหารเงินขั้นพื้นฐานแล้ว !

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile
บทความนี้เป็นบทความ Advertorial