ในช่วงที่ประเทศกลับมาเปิดเมืองอีกครั้งหลังโควิด-19 อุตสาหกรรมหนึ่งที่กำลังฟื้นตัวอย่างมากก็คือ กลุ่มธุรกิจการบิน วันนี้พี่ทุยเลยอยากจะพาไปรู้จักหุ้นตัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสายการบิน และเป็นหุ้นที่น่าสนใจเก็บเข้าพอร์ต นั่นก็คือ หุ้น BAFS
หุ้น BAFS ทำอะไร
บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘BAFS’ ประกอบธุรกิจหลักในการให้บริการระบบ จัดเก็บและเติมน้ำมันอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ สมุย สุโขทัย และตราด
นอกจากนี้เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ จากธุรกิจหลักเพียงแหล่งเดียว และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจจากธุรกิจข้างเคียงและธุรกิจอื่น ๆ อาทิ ธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ฯลฯ
โครงสร้างของ BAFS
ปัจจุบันบริษัทได้จัดโครงสร้างเพื่อเป็นแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืนตามกลุ่มอุตสาหกรรม 3 กลุ่มได้แก่
1. กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการบิน (Aviation)
ดำเนินธุรกิจให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยาน อย่างครบวงจร ทั้งระบบส่งนํ้ามันอากาศยานผ่านท่อแรงดันสูง ระบบจัดเก็บน้ำมันอากาศยาน และระบบเติมน้ำมัน อากาศยาน, ธุรกิจผลิตและประกอบรถเติมน้ำมันอากาศยาน, ธุุรกิจด้านออกแบบ ก่อสร้าง ติดตั้ง ดำเนินงาน บริหารจัดการ และให้บริการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และธุรกิจการให้เช่าทรัพย์สินและระบบให้บริการสาธารณูปโภค
2. กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน (Utilities and Power)
BAFS ได้ขยายการลงทุนไปในธุรกิจระบบขนส่งนํ้ามันทางท่อ เพื่อให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อที่อยู่ภายนอกท่าอากาศยาน และท่อส่งน้ำมันที่สามารถส่งน้ำมันได้หลาย์ชนิด โดยจะให้บริการขนส่งน้ำมันอากาศยานผ่านท่อใต้ดิน
นอกจากนี้ยังประกอบธุรกิจลงทุนหรือร่วมทุนในโครงการพลังงานทดแทน และสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ
3. กลุ่มอุตสาหกรรมบริการธุรกิจ (Business Solution and Service)
ดำเนินธุรกิจศึกษาวิเคราะห์ วิจัย พัฒนา ปรับปรุง ออกแบบ ผลิต และจําหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการ รวมทั้งการให้สิทธิและให้บริการ ด้านนวัตกรรมและดิจิทัล นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจให้บริการแรงงานในธุรกิจบริการ น้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่อากาศยาน ระบบท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและคลังน้ำมันเชื้อเพลิง
อย่างไรก็ตาม นโยบายของกลุ่มบริษัทุอาจมีการปรับเปลี่ยนไปตามปัจจัยทางด้านสภาวะเศรษฐกิจ การเมืองและการแข่งข้นทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม นโยบายการดำเนินธุรกิจใด ๆ ของแต่ละบริษัทในกลุ่มจะเป็นไปเพื่อให้เอื้อประโยชน์สูงสุดในการดำเนินธุรกิจของทั้งกลุ่มบริษัท
10 อันดับสายการบินที่ใช้บริการ BAFS สูงสุด
วิสัยทัศน์ BAFS คืออะไร
BAFS มุ่งมั่นเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการพัฒนาชุมชน สังคม ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการแบ่งปันความรู้ ความสามารถและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งปลูกจิตสํานึกการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อให้สังคมรุ่นต่อไป มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าปัจจุบัน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เติมเต็มโลก ด้วยธุรกิจที่ยั่งยืน” (Uplifting the World through Sustainable Business)
3 กลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจ
1. กลยุทธ์เติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth Strategy) ตั้งเป้าหมายสัดส่วนรายได้ในปี 2569 มาจากกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับอากาศยาน (Aviation) 50% จากกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสาธารณูปโภค และพลังงาน (Utility and Power) 40% และอีก 10% จากกลุ่มบริการธุรกิจ (Business Solutions and Services)
เพื่อลดการพึ่งพิงรายได้หลักจากธุรกิจ บริการน้ำมันอากาศยาน ตลอดจนมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อย์ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero target) ภายในปี 2593
2. กลยุทธ์เปลี่ยนแปลงองค์กร (Organization Transformation Strategy) เพื่อให้กลุ่มบริษัทมีโครงสร้างองค์กรที่ยืดหยุ่น คล่องตัว และมีความสามารถในการแข่งขัน
3. กลยุทธ์บริหารทรัพยากรมนุษย์ (People Strategy) เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
โครงสร้างรายได้ ครึ่งปีแรก ปี 2565
โครงสร้างรายได้หลักของกลุ่มบริษัทมีการเปลี่ยนแปลง โดยในครึ่งปีแรก ปี 2565 รายได้หลัก แยกตามกลุ่มธุรกิจประกอบด้วย รายได้ค่าบริการจากการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน 61.6% รายได้ค่าบริการจากการให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่อ 16.8% และรายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า 21.6%
ผลการดำเนินงานปี 2562 – 2564
หากพิจารณาในงบปี 2564 สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อการเดินทางด้วยอากาศยานและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโลกและไทย
โดยภาครัฐยังคงใช้มาตรการควบคุมการ เดินทางเข้าประเทศเพื่อป้องกันการติดเชื้อในวงกว้าง จึงทำให้การเดินทางทางอากาศยานยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้รายได้รวมของกลุ่มบริษัท ในปี 2564 มีจำนวน 1,664 ล้านบาท ลดลง 218 ล้านบาท คิดเป็น 11.6% เมื่อเทียบกับรายได้รวมของปี 2563
ซึ่งปรับลดลงตามปริมาณการเติมน้ำมัน อากาศยานที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการเดินทางจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นสำคัญ โดยกลุ่มบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท จำนวน 784 ล้านบาท คิดเป็นผลขาดทุนต่อหุ้นที่ 1.23 บาท
จุดแข็งของ หุ้น BAFS
1. บริษัทได้รับการประกาศเป็นรายชื่อหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment (THSI)
ได้รับการประกาศรายชื่อหุ้นยั่งยืน โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศให้เป็นรายชื่อข้องบริษัทจดทะเบียน ที่ด้ําาเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคํานึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และ บรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance หรือ ESG) ซึ่งบริษัทได้รับการประกาศเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2558 – 2564
2. การเติบโตไปพร้อมกับภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย
หนึ่งในจุดแข็งของไทย คือ การท่องเที่ยว ที่ยังคงมีการเติบโต เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งหุ้น BAFS เป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว หรือจะสามารถบอกได้ว่า “เป็นหุ้นที่มีการเติบโตไปพร้อมกับจุดแข็งของประเทศไทย ซึ่งนั่นก็คือ การท่องเที่ยว” มากไปกว่านั้นยังเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับเครื่องบิน ที่ปัจจุบันมีสายการบิน low cost เกิดขึ้นค่อนข้างมาก ทำให้คนหันมาเลือกใช้การเดินทางทางอากาศกันเพิ่มมากขึ้น
3. การบริการด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐานสากล
บาฟส์ เป็นสุดยอดแห่งเทคโนโลยีและเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะแห่งงานบริการ บริษัทได้มีการควบคุมคุณภาพเชื้อเพลิงตามข้อกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำมันอากาศยาน Aviation Fuel Quality Requirements For Joint Operated System Checklist (AFQRJOS Checklist)
ซึ่งมาตรฐานนี้ถูกจัดทำขึ้นโดยองค์กรที่เป็นตัวแทนของบริษัทน้ำมันชั้นนำของโลก และได้รับการรับรองจาก International Air Transport Association (IATA) โดยบริษัทมีข้อกำหนดและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการเติมน้ำมันอากาศยานเป็นไปตาม Joint Inspection Group (JIG) ซึ่งเป็นมาตรฐานของบริษัทน้ำมันทั่วโลก
ดังนั้นสายการบินต่าง ๆ ที่มาใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าทุกเที่ยวบินจะได้รับน้ำมันอากาศยานที่ได้มาตรฐานและคุณภาพตรงความต้องการของลูกค้า
4. การกําหนดราคาที่สามารถแข่งขันได้
บริษัทมีนโยบายในการกําหนดอัตราค่าบริการการเติมน้ำมันอากาศยาน ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้กับคู่แข่งขัน ซึ่งคือท่าอากาศยานต่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย และสําหรับท่าอากาศยานดอนเมือง บริษัทกําหนดอัตราค่าบริการเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานของระบบท่อแรงดันสูง ค่าจัดเก็บและเติมน้ำมันอากาศยาน
อัตราส่วนทางการเงินของ หุ้น BAFS
หากพิจารณาในงบ ปี 2564
ในส่วนของ ‘กำไรต่อหุ้น (EPS)’ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับงบปี 2563 โดยขาดทุนต่อหุ้นอยู่ที่ 1.23 บาทต่อหุ้น จากงบปี 2563 ขาดทุนต่อหุ้นอยู่ที่ 0.59 บาทต่อหุ้น
เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการเดินทางจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นสำคัญ โดยกลุ่มบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 784.8 ล้านบาทเลยทีเดียว
P/BV Ratio มีค่าที่สูงกว่า 1 บ่งบอกถึงนักลงทุนมองเห็นแนวโน้มในอนาคตว่า บริษัทฯ จะสามารถส่งมอบผลตอบแทนที่เป็นธรรม สร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนด้วยการบริหารผลประกอบการที่ดี และการเจริญเติบโตอย่างน่าเชื่อถือ ช่วยทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตนั่นเอง
ในส่วนของ D/E Ratio อยู่ที่ระดับ 2.87 เท่า ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2563 ซึ่งเท่ากับ 1.88 เท่า เนื่องจากกลุ่มบริษัท มีการกู้ยืมเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาวจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นรวมจำนวน 5,572.3 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2564 กลุ่มบริษัท มีหนี้สินรวมจำนวน 18,271.5 ล้านบาท โดยเงินกู้ยืมส่วนใหญ่นำมาใช้ในการลงทุนซื้อกิจการในกลุ่มโรงไฟฟ้า
ROA และ ROE ตามหลักการแล้วยิ่งสูงยิ่งถือว่า บริษัทนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากดูในงบปี 2564 แล้วพบว่า ทั้งสองอัตราส่วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากผลขาดทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
อนาคตของ หุ้น BAFS จะเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรที่ต้องติดตาม ?
1. ขยายการลงทุนไปยังธุรกิจพลังงานหมุนเวียน
ปี 2564 เป็นก้าวแรกของกลุ่มบริษัทในการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยบริษัท บาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (BC) ได้ลงทุน เข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย จํานวน 7 แห่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น อีกจำนวน 2 แห่ง กําลังการผลิตไฟฟ้า รวม 49.4 เมกะวัตต์ ซึ่งทุกโรงไฟฟ้าเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว อีกทั้งยังนับเป็นก้าวแรกสู่การขยายการลงทุนในต่างประเทศของกลุ่มบริษัท
อีกทั้งแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าในอนาคตมีมากขึ้นจากการเติบโตของเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น Digital Currency รถ EV Blockchain และ Smart City เป็นต้น บริษัทจึงมีแผนการลงทุนในธุรกิจพลังงาน หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการกระจายการลงทุนไปยังโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ รวมทั้งในโรงไฟฟ้า ประเภทอื่นที่ไม่ใช่พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีศักยภาพและมีความเสี่ยงที่ยอมรับได้
2. สภาวะอุตสาหกรรมในอนาคต
อุตสาหกรรมการให้บริการระบบจัดเก็บและเติมน้ำมันอากาศยาน เป็นธุรกิจที่การขยายตัวเติบโตควบคู่ไปกับธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจการบิน โดยแปรผันตามปริมาณการจราจรทางอากาศและเส้นทางบิน ซึ่งแต่ละเที่ยวบินจะมีอัตราการเติมน้ำมันขึ้นอยู่กับชนิดของอากาศยานและระยะทาง
ดังนั้น ปัจจัยใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจดังกล่าว ย่อมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการให้บริการระบบจัดเก็บและเติมน้ำมันอาศยานเช่นกัน
3. อานิสงส์จากโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกนั้น เป็นโครงการร่วมลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ EEC เพื่อรองรับการขนส่งทางอากาศทั้งการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในสนามบิน ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานของสนามบิน จำเป็นต้องมีการคัดเลือกเอกชนให้เข้ามาเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งรวมถึงระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน
ซึ่งบริษัทเข้าร่วมประมูลและได้รับคัดเลือกเป็นผู้ลงทุนและบริหารระบบการให้บริการน้ำมันอากาศยานของท่าอากาศยานในรูปแบบของกิจการร่วมทุนโดยบริษัทเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำให้เมื่อท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาเปิดให้บริการตามแผนในปี 2568 บริษัทก็จะยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจการให้บริการน้ำมันเชื่อเพลิงอากาศยานภายในประเทศได้ต่อเนื่อง
มุมมองของโบรคเกอร์
KGI Securities : คาดว่า BAFS จะมีผลขาดทุนสุทธิ
3Q65F ดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากที่ขาดทุนสุทธิ 199 ล้านบาทใน Q3/2564 และ 120 ล้านบาทใน Q2/2565 โดยผลประกอบการที่ดีขึ้นทั้ง YoYและ QoQ จะมาจากปริมาณการเติมน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นถึง 131% YoY และ 20% QoQ เป็น 780 ล้านลิตรใน 3Q65F เนื่องจากมีจำนวนเที่ยวบิน เพิ่มขึ้นทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) และดอนเมือง (DMK) (ข้อมูล ณ วันที่ 6 ก.ย. 2565)
Pi Securities : คาดว่าไตรมาสที่จะกลับมาทํากําไร คือใน Q4/2565 จากเดิมที่คาดไว้ก่อนหน้าใน Q3/2565 สืบเนื่องจากปริมาณการเติมเชื้อเพลิงอากาศยานที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด แต่ทั้งนี้คาดว่าปริมาณนี้จะแตะ 60% ของช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ได้ภายใน Q4/2565 หนุนจากจํานวน นักท่องเที่ยวที่กลับมาเฉลี่ย 1.5 ล้านคน/เดือน หลังเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจะทําให้ผลประกอบการพลิกเป็นกําไรครั้งแรกตั้งแต่ เกิดโควิด-19 ใน Q4/2565 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ส.ค. 2565)
Yuanta Securities: แนวโน้มผลประกอบใน 2H65 คาดขาดทุนลดลงต่อเนื่องจนใกล้จุดคุ้มทุนใน Q3/2565 และมีโอกาสพลิกมามีกำไรสุทธิใน Q4/2565 จากรายได้จากธุรกิจเติมน้ำมันอากาศยานจะเร่งตัวขึ้น ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งคาดว่า 2H65 จะคิดเป็น 3 เท่าตัวของ 1H65 อิงตัวเลขคาดการณ์ของสภาพัฒน์ที่ 9.5 ล้านคนในปีนี้
ล่าสุดยอดเติมน้ำมันเดือน ก.ค.2565 ของ BAFS ที่ 257 ล้านลิตรหรือ 8.3 ล้านลิตร/วัน เป็นระดับเกินจุดคุ้มทุนที่ 8 ล้านลิตร/วันแล้ว และปริมาณการขนส่งน้ำมันทางท่อไปภาคเหนือเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพราะปัจจุบันค่าขนส่งสุทธิที่ถูกกว่าการขนส่งทางรถในช่วงที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้น (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ส.ค. 2565)