ล่าสุดเหมือนทัวร์จะลงรัฐบาลอีกแล้ว เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่นั่งเก้าอี้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และเป็นประธานการประชุม ครม. วันที่ 20 ก.ย. 2565 แสดงความเป็นห่วงเรื่อง “เงินบาทอ่อนค่า” พร้อมสั่งกำชับ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว. คลัง ไปหารือ ธปท. กับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้ประคองเงินบาทหน่อย โดยตัวเลขที่อยากเห็นคือ 35 บาท ต่อดอลลาร์!
ได้ยินตัวเลขเท่านั้นแหละ คอมเมนท์ก็มารัว ๆ พี่ทุยเลยอยากชวนคุยประเด็นนี้ว่า ถ้าปี 2565 เราปฏิบัติการพยุงค่าเงินบาทให้อยู่แถว 35 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ จะเกิดอะไรขึ้น ตกลงแล้วทำแบบนี้ได้มั้ย แล้วจะเกิดอะไรตามมา และวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 20 กว่าปีก่อนที่เราเคยเจอ ซึ่งเป็นผลจากการตรึงค่าเงินไว้ 25 บาทต่อดอลลาร์ จนในที่สุดตรึงไม่ไหวต้องลอยตัว มีอะไรควรจำ แล้วเอามาเทียบกับประเด็น 35 บาทต่อดอลลาร์ ได้มั้ย
ทำไม เงินบาทอ่อนค่า ถึงขนาดต้องตรึง 35 บาท ต่อดอลลาร์
ก่อนอื่น พี่ทุยขอเล่าถึงทิศทางค่าเงินบาทว่า ตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กลับทิศทางมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้เงินทุนต่างชาติที่เคยไหลออกจากสหรัฐฯ ไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย ไหลกลับเข้าไปในสหรัฐฯ เพราะเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น ก็หมายถึงสินทรัพย์ที่ไม่เสี่ยงอย่างเงินสดให้ผลตอบแทนดีขึ้น ใจก็เลยพร้อมเสี่ยงลงทุนนอกบ้านน้อยลง
ด้วยเหตุนี้เงินดอลลาร์ก็เลยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ส่วนเงินสกุลอื่นๆ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ก็เลยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เพราะวันนี้นักลงทุนเขาต้องการกลับไปกอดเงินดอลลาร์ มากกว่ามาเสี่ยงลงทุนกับเรา
ล่าสุด ในการประชุม Fed วันที่ 21-22 ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา Fed ก็ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% สู่ระดับดอกเบี้ย 3.00-3.25% เเม้จะน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์เเละกังวลว่าจะขึ้นทีเดียว 1.00 % เลย เเต่ยังไงก็ตาม เพียง 0.75% ก็กระทบค่าเงินบาทของเราหนักเอาการเช่นกัน เพราะเช้ามาของวันที่ 22 ก.ย. 2565 (เวลาประเทศไทย) ก็อ่อนค่าลงจนมาอยู่แถว ๆ 37.36 บาท เรียกว่า อ่อนค่าสุดในรอบ 16 ปีเลยทีเดียว
ที่สำคัญ Fed ยังส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในอนาคต เพื่อให้สู่ระดับ 4.40% ภายในสิ้นปีนี้ แล้วจะเพิ่มขึ้นที่ 4.60% ในปี 2566 ด้านไทยเอง ก็ต้องติดตามนโยบายสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อปรับนโยบายรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมา มิเช่นนั้น เศรษฐกิจไทยน่าจะไปต่อได้ลำบากมาก ๆ
แนวโน้มค่าเงินบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
- เงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ เป็นอันดับ 5 ในเอเชีย ตามหลังเงินเยนญี่ปุ่น เงินวอนเกาหลีใต้ เงินเปโซฟิลิปปินส์ และเงินดอลลาร์ไต้หวัน
- เหตุผลสำคัญกดดันเงินบาทอ่อนค่ารอบนี้ มาจากเงินดอลลาร์แข็งค่าอย่างมาก แตกต่างจากช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่มาจากปัญหาเรื้อรังของเศรษฐกิจภายใน
- เงินดอลลาร์ยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง กดดันค่าเงินบาทให้มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไป อย่างน้อย 1-2 เดือนข้างหน้า
- ถ้าทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่ลดลงชัดเจน และ Fed ยังขึ้นดอกเบี้ยแข็งกร้าวแบบนี้ในการประชุมไตรมาสสุดท้ายปี 2565 ค่าเงินภูมิภาคนี้คงเจอแรงกดดันทำให้อ่อนค่าต่อถึงสิ้นปี 2565
Economic Intelligence Center (EIC)
แรงกดดันเงินบาทอ่อนค่าระยะใกล้
1) การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตามทิศทางนโยบายการเงินตึงตัวของเฟด และความกังวลภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย
2) เศรษฐกิจจีนอ่อนแอกว่าคาด ทำให้เงินหยวนและค่าเงินภูมิภาค รวมถึงเงินบาทอ่อนค่า
3) เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย ในช่วงที่นักลงทุนปิดรับความเสี่ยง
4) การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย
EIC ประเมินว่า ปลายปี 2565 ต่อเนื่องถึงปี 2566 เงินบาทจะมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าขึ้นจาก
1) เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง
2) ดุลบัญชีเดินสะพัดที่คาดว่าจะกลับมาเกินดุลปลายปีนี้
3) เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับเข้าตลาดการเงินไทยตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับดีขึ้น
4) อัตราเงินเฟ้อไทยที่จะปรับลดลงเร็วกว่าของสหรัฐฯ
คาดการณ์ ค่าเงินบาท
35-36 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2565
33.5-34.5 บาทต่อดอลลาร์ สิ้นปี 2566
โดยรวมแล้วเหตุผลที่เงินบาทอ่อนค่าตอนนี้ สาเหตุหลักก็มาจากเงินไหลกลับสหรัฐฯ ที่ดอกเบี้ยขาขึ้นแบบโหด ๆ ซึ่งผลกระทบจากเงินบาทอ่อนค่าก็คือ
เงินบาทอ่อนค่า กระทบใครบ้าง
ได้รับผลเสีย
- ผู้นำเข้าต้องนำเข้าของมาด้วยต้นทุนแพงขึ้น
- ผู้บริโภคซื้อสินค้านำเข้าแพงขึ้น
- คนไทยจะไปเที่ยวต่างประเทศแลกเงินดอลลาร์ ต้องใช้เงินมากขึ้น
- ธุรกิจที่เป็นหนี้สกุลเงินดอลลาร์ ต้องเอาเงินบาทไปแลกเพื่อจ่ายหนี้มากขึ้น
ได้รับผลดี
- นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาเที่ยวไทยแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินไทยได้มากขึ้น
- ผู้ส่งออกที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์แลกกลับมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น
เวลาเงินบาทอ่อนค่า ก็มีทั้งฝ่ายที่ได้ประโยชน์ แล้วก็ฝ่ายที่เสียประโยชน์ ในทางกลับกัน เวลาเงินบาทแข็งค่า คนที่เคยได้ประโยชน์ตอนเงินบาทอ่อนค่า ก็จะกลายเป็นผู้เสียประโยชน์ พอเป็นแบบนี้ เวลาที่เราเห็นค่าเงินอ่อนค่าลงมาก ๆ เราก็จะเห็นฝ่ายที่เสียประโยชน์ คือ ผู้นำเข้าออกมาเรียกร้องให้ทางการเข้าไปดูแลค่าเงินไม่ให้อ่อนค่าไปกว่านี้แล้ว และพอเวลาที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็ว ก็จะเห็นผู้ส่งออกออกมาขอให้ทางการดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งเกินไป เพราะกระทบรายได้ส่งออก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการที่ไปเรียกร้องให้ดูแลค่าเงิน ต้องการจริง ๆ ก็คือ อยากให้เงินบาทมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวนมากเกินไป เพราะจะได้วางแผนบริหารจัดการธุรกิจได้ถูก
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า ธปท. พยุงค่าเงิน 35 บาท/ดอลลาร์ เพื่อแก้ “เงินบาทอ่อนค่า”
คำถามก็คือ ถ้าสั่งให้ธปท. เข้าไปดูแลค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จะเกิดอะไรขึ้น อย่างแรกที่โดนแน่นอนคือสหรัฐฯ ก็จะจับตาไทยมากขึ้น และประกาศให้เราอยู่ในรายชื่อของประเทศที่มีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน
ในรายงานฉบับล่าสุดที่ออกปี 2565 ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการสรุปข้อมูลปี 2564 ไทยก็เป็นหนึ่งในรายชื่อที่สหรัฐฯ จัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตา หรือ Monitoring List ที่เข้าไปแทรกแซงค่าเงินและทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการค้าขายระหว่างกัน
12 รายชื่อที่กลุ่ม Monitoring List ที่สหรัฐฯ บอกว่าแทรกแซงค่าเงิน
1. จีน
2. ญี่ปุ่น
3. เกาหลีใต้
4. เยอรมนี
5. อิตาลี
6. อินเดีย
7. มาเลเซีย
8. สิงคโปร์
9. ไทย
10. ไต้หวัน
11. เวียดนาม
12. เม็กซิโก
สำหรับไทยนั้น ในรายงานปี 2565 ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่า ไทยเข้าแทรกแซงค่าเงินบ่อยครั้งในตลาดแลกเปลี่ยนเงิน กิจกรรมแทรกแซงค่าเงินดำเนินการค่อนข้างหนักผ่านการซื้อเงินตราต่างประเทศระหว่างปี 2559-2563 โดยจากข้อมูลที่หน่วยงานของไทยส่งให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ พบว่า มียอดขายสุทธิเงินตราต่างประเทศ 2.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2564 ซึ่งตัวเลขนี้มีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่ เงินบาทอ่อนค่าลง 9.9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ในปี 2564 ซึ่งทำผลงานได้ต่ำกว่าประเทศในภูมิภาค และโดยรวมเงินบาทอ่อนค่าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีเงินไหลออกจากต่างประเทศในช่วงโควิด
จะเห็นว่า ดอกแรกที่เจอแน่นอนถ้าเราสั่งแทรกแซงค่าเงิน ก็คือ โดนจับตาและประกาศให้รับรู้ทั่วโลก
อีกประเด็นคือ ธปท. จะต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อเข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อพยุงให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในมุมมองพี่ทุย ประเมินว่า ถ้าต้องแทรกแซงท่ามกลางปัจจัยระดับโลก ก็เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง จะทำก็คงทำได้ไม่เต็มที่มาก
และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การไปทำให้เงินบาทเป็นอย่างที่ “อยาก” ให้เป็น ไม่ใช่เป็นอย่างที่ “ควร” จะเป็น ก็เหมือนกับการทำให้เงินบาทไม่ได้เคลื่อนไหวไปตามกลไกตลาดที่แท้จริงนั่นเอง
เงินบาทอ่อนค่า รอบนี้ต่างจากวิกฤติต้มยำกุ้งตอน 2540 ยังไง
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับเงินบาทอ่อนค่าที่สุดในรอบ 16 ปีไว้อย่างน่าสนใจว่า ความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินเอเชียในภาพรวมปีนี้ มีสาเหตุสำคัญจากความไม่แน่นอนของจังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ปรับเปลี่ยนเร็วในระหว่างรอบการประชุม มากกว่าปัจจัยปัญหาเศรษฐกิจ เพราะถ้ามาดูเศรษฐกิจไทยเวลานี้ ถือว่าอยู่ในช่วงฟื้นตัว
ดังนั้น สถานการณ์เงินบาทในปัจจุบันจึงมีความแตกต่างไปจากสถานการณ์ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงเวลานั้นเศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเรื้อรังจากความไม่สมดุลหลายด้านพร้อมกันและต้องใช้เวลานานกว่าที่จะคลี่คลายลง
นอกจากนี้ เข้าใจว่า ธปท. ยังคงติดตามสถานการณ์ของเงินบาทอย่างใกล้ชิดและใช้เครื่องมือที่เหมาะสมอย่างระมัดระวัง เพื่อดูแลเสถียรภาพของค่าเงิน
ในส่วนของผู้ประกอบการนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะนำว่า เงินบาทยังคงมีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวน ดังนั้นผู้ประกอบการก็ต้องระมัดระวังและควรเลือกใช้เครื่องมือ เช่น การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าค่าเงิน อย่างฟอร์เวิร์ด หรือออปชั่น เพื่อปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะตลาดการเงินยังต้องใช้เวลาอีกระยะในการติดตามสถานการณ์เงินเฟ้อและประเด็นแวดล้อมอื่นของสหรัฐฯ
เมื่อไหร่ที่มุมมองเรื่องแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ชัดเจนมากขึ้นแล้ว ก็น่าจะช่วยให้แรงกดดันเงินบาทอ่อนค่า และสกุลเงินอื่นในภูมิภาคทยอยคลี่คลายลงได้
มาถึงตรงนี้ พี่ทุยก็อยากจะชวนทุกคนย้อนอดีตกลับไปเมื่อช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งกันเล็กน้อย ว่ากว่าจะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง จากการลอยตัวค่าเงินบาทนั้น เกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อจะได้ลองเปรียบเทียบกับภาพในวันนี้
ย้อนไทม์ไลน์…จาก 25 บาทต่อดอลลาร์ สู่การลอยตัวค่าเงินบาท
2 พ.ย. 2527
ไทยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนภายใต้ระบบตะกร้าเงิน เอาเงินบาทไปผูกติดกับดอลลาร์ (ช่วงนั้นเงินบาทอยู่ที่ 24-26 บาทต่อดอลลาร์)
- ข้อดี – ทำให้ผู้ค้าขายระหว่างประเทศไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าเงินผันผวน คำนวณรายได้และกำไรได้แม่นยำ
- ข้อเสีย – ธปท. ต้องใช้ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซื้อเงินบาทเพื่อรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้ได้ตามที่กำหนด
ปี 2537
เศรษฐกิจเริ่มเปราะบาง จากการที่คนกู้เงินจากต่างประเทศที่ดอกเบี้ยต่ำไปเก็งกำไรหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เงินไหลออกนอกประเทศ
ม.ค.-พ.ค. 2540
ไทยถูกโจมตีค่าเงินบาท ต้องใช้ทุนสำรองปกป้องเงินบาทไปถึง 29,500 ล้านดอลลาร์ แต่ยังมีแรงกดดันค่าเงินมาอีกระลอกปลายเดือน มิ.ย.
2 ก.ค. 2540
ทุนสำรองไม่พออุ้มค่าเงินแล้ว ตัดสินใจปล่อยลอยตัวค่าเงินบาท โดยค่าเงินอ่อนค่าลงทำสถิติสูงสุดที่ 56.50 บาทต่อดอลลาร์
ผลที่ตามมาจากการลอยตัวค่าเงิน
- หนี้ต่างประเทศเพิ่ม 2 เท่า (หนี้ต่างประเทศรวม 109,300 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นหนี้ภาครัฐ 24,700 ล้านดอลลาร์ หนี้ภาคเอกชน 85,200 ล้านดอลลาร์)
- ภาวะผิดนัดชำระหนี้สูงเป็นประวัติการณ์
- คนแห่ถอนเงินที่สถาบันการเงิน จนเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง
- บริษัทเงินทุน 56 แห่ง ถูกกระทรวงการคลังสั่งปิดกิจการ
- กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ใช้เงิน 1.4 ล้านล้านบาท เข้าไปอุ้มสถาบันการเงิน
- มีคนล้มละลาย คนตกงาน และคนยากจนเพิ่มขึ้น
- เศรษฐกิจไทยตกต่ำ
- วิกฤติลุกลามไปยังประเทศในเอเชีย
โดยรวมแล้ว พี่ทุยมองว่า วิกฤติต้มยำกุ้งในรอบปี 2540 ก็ทำให้เราเห็นแล้วว่า การที่เราไม่ปล่อยให้ตลาดเป็นไปตามกลไกที่ควรจะเป็น เข้าไปฝืนตลาด ทำให้คนไม่รู้ว่ามูลค่าที่แท้จริงของเงินอยู่ตรงไหน นั่นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะเมื่อถึงวันหนึ่งที่อุ้มไม่ไหว ก็กอดคอตายพร้อมกันถ้วนหน้า ทั้งทางการและนักลงทุน
ดังนั้นปล่อยให้เงินเคลื่อนไหวตามมูลค่าที่ควรจะเป็น น่าจะดีกว่า
อ่านเพิ่ม