ทำไม ปี 2022 โลกเสี่ยงเจอภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” Economic Recession

ทำไม ปี 2565 โลกเสี่ยงเจอภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” Economic Recession

3 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ภาวะเศรษฐกิจถดถอย คือ การลดลงของ GDP เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ขจัดผลของฤดูกาลแล้ว และติดลบอย่างน้อย 2 ไตรมาสติดต่อกัน
  • สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาสินค้าทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ IMF คาดว่า GDP ของรัสเซียและยูเครนมีแนวโน้มติดลบอย่างรุนแรง
  • อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่สูงสุดในรอบ 40 ปี ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรง จนมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย
  • 3 ชาติยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจทั้ง สหรัฐฯ ยุโรป และจีน ซึ่งมี GDP รวมกันคิดเป็น 2 ใน 3 ของโลก พร้อมใจกันชะลอตัว
  • ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีปัญหาเรื่องเงินทุนไหลออก ค่าเงินอ่อนค่า หนี้ต่างประเทศสูง และเศรษฐกิจพึ่งพา 3 ชาติยักษ์ใหญ่สูง มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยตามไปด้วย
  • ขณะที่ไทย แม้จะมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี แต่คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกได้

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง “เศรษฐกิจถดถอย” (Economic Recession) กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก จากหนึ่งในสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เกิดการกลับทิศ (Inverted Yield Curve) หรือ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว ซึ่งถือเป็นภาวะผิดปกติที่การลงทุนในช่วงเวลาที่ยาวนานกว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าระยะสั้น

หากดูส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี กับ 2 ปี เริ่มมีแนวโน้มลดลงจนเข้าใกล้ศูนย์มาตั้งแต่ปลายปี 2564 จนล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย. 2565 ที่ผ่านมา ส่วนต่างนี้ได้ลงมาติดลบแล้วเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี แม้ว่าปัจจุบันจะพลิกกลับมาอยู่ในแดนบวกแล้วก็ตาม

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กำลังสะท้อนว่า เศรษฐกิจในอนาคตมีความไม่แน่นอนสูงและการลงทุนในระยะยาวก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะหากเรามองไปรอบตัว จะเห็นว่า โลกกำลังเจอกับวิกฤตซ้อนวิกฤตอยู่ โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เข้ามาซ้ำเติมปัญหาโควิด-19 ที่ยังมีอยู่ อีกทั้งสัญญาณของ Inverted Yield Curve ก็มักจะนำมาสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในเวลาต่อมา

ภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” (Economic Recession) คืออะไร?

ก่อนอื่น พี่ทุยชวนทุกคนมารู้จักก่อนว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Economic Recession) คืออะไร? ในทางเศรษฐศาสตร์มีการให้นิยามเอาไว้ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอย คือ การลดลงของ GDP เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ขจัดผลของฤดูกาลออกแล้ว (% Quarter on Quarter: %QoQ) และติดลบอย่างน้อย 2 ไตรมาสติดต่อกัน หรือบางครั้ง GDP ที่แม้อาจจะไม่ได้ติดลบติดต่อกัน แต่เกิดการลดลงอย่างรุนแรง ขยายเป็นวงกว้าง และกินเวลายาวนานในระดับหนึ่ง

หรือพี่ทุย ขอพูดง่าย ๆ คือ ภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้า กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง ทั้งด้านการผลิต การใช้จ่ายสินค้าอุปโภค บริโภคต่าง ๆ รวมถึงการลงทุน การส่งออก จนเกิดผลกระทบทำให้การจ้างงานลดลง เกิดจำนวนคนว่างงานเพิ่มมากขึ้น 

ทำไม ปี 2565 โลกเสี่ยงเจอภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” Economic Recession

จากตัวอย่างด้านบนที่แสดง GDP ของแต่ละประเทศเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (% QoQ) จะเห็นว่า ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร รวมถึงไทย เข้าสู่ภาวะถดถอยประเทศละ 2 ครั้ง จากการที่ GDP ติดลบอย่างน้อย 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยครั้งแรกเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินโลกในช่วงปี 2551 – 2552 ขณะที่ครั้งที่สองเป็นช่วงวิกฤตโควิด-19 ระบาดหนักในปี 2563

สงครามรัสเซีย-ยูเครน ต้นตอสำคัญที่ทำให้ราคาของแพงขึ้น

รัสเซียและยูเครน แม้จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกไม่มากนัก (สัดส่วน GDP รวมกันเพียง 2% ของ GDP โลก) แต่ทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าสำคัญของโลก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์หลายรายการ

  • ปุ๋ยเคมี (รัสเซียเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก)
  • แร่พาลาเดียม (รัสเซียเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก)
  • น้ำมันดิบ (รัสเซียเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลก)
  • ก๊าซนีออน (ยูเครนเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก)
  • น้ำมันดอกทานตะวัน (รัสเซียและยูเครนส่งออกรวมกันราว 80% ของโลก)
  • ข้าวสาลี (รัสเซียและยูเครนส่งออกรวมกันราว 30% ของโลก)
  • ข้าวโพด (รัสเซียและยูเครนส่งออกรวมกันราว 20% ของโลก)

การบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย ทำให้บรรดาชาติตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ส่งผลให้สินค้าเหล่านี้เกิดขาดตลาดและดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้น จนเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศทั่วโลกสูงสุดในรอบหลายสิบปีจนบั่นทอนกำลังซื้อของคนภายในประเทศ

สงครามที่เกิดขึ้นยังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในหลาย ๆ เมืองของยูเครนอีกด้วย โดยวิทยาลัยด้านเศรษฐศาสตร์เคียฟ (Kyiv School of Economics: KSE) ประเมินว่า นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนในช่วงปลายเดือน ก.พ. 2565 ถึงต้นเดือน พ.ค. 2565 ทำให้ที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ถนน โรงงานอุตสาหกรรม ท่าเรือ สนามบิน และอื่นๆ เสียหายรวมกันคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 92 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 60% ของ GDP ยูเครนเลยทีเดียว

ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า GDP ของยูเครนปี 2565 มีแนวโน้มติดลบรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 35% ส่วน GDP รัสเซียก็มีแนวโน้มติดลบ 8.5% รุนแรงที่สุดในรอบ 28 ปี สงครามครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนวิกฤตครั้งใหม่ที่เข้ามาซ้ำเติมปัญหาต่าง ๆ จากวิกฤตโควิด-19 ที่ยังมีอยู่

ทำไม ปี 2022 โลกเสี่ยงเจอภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” Economic Recession

การขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วและแรงของสหรัฐฯ

ตั้งแต่ต้นปี 2565 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาแล้ว 2 ครั้งติดต่อกัน รวม 0.75% จนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ขึ้นมาอยู่ที่ 0.75 – 1.00% จากต้นปีที่ 0 – 0.25% เพื่อต้องการหยุดยั้งเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดเดือน เม.ย. 2565 อยู่ที่ 8.3% แม้จะลดลงมาเล็กน้อยจากเดือน มี.ค. 2565 ที่ 8.5% (สูงสุดในรอบ 40 ปี) แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงมากในรอบหลายสิบปี

นักวิเคราะห์ทั่วโลกคาดการณ์กันว่า หากสงครามรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ จนทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ สูงต่อไป จะทำให้ Fed ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทุกครั้งสำหรับการประชุมรอบที่เหลือของปี เพื่อให้อัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2565 ขึ้นไปอยู่ในระดับที่สามารถหยุดยั้งเงินเฟ้อได้ (Neutral Rate) ที่ 2 – 3% นั่นหมายความว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 Fed จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 – 2% เลยทีเดียว

แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เร็วและแรงเช่นนี้ ทำให้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง JP Morgan ออกมาเตือนว่า จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย จากบริษัทและประชาชนต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ตลาดการเงินจะผันผวนจาก Fund Flow ที่ไหลเข้าออกรวดเร็ว 

ดังนั้น สิ่งสำคัญถัดจากนี้ที่นักลงทุนต้องติดตาม คือ ถ้า Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ตามเป้าแล้ว แต่ไม่สามารถสกัดเงินเฟ้อให้ลงมาได้ เศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกคงยากที่หลีกเลี่ยงแรงกระแทกจากควมผันผวนที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน 

3 ชาติยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ พร้อมใจกันชะลอตัว

เป็นที่น่าสังเกตว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันทั้ง สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังรุนแรง อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังมีอยู่ ทำให้ 3 ชาติยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลกอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ที่มีสัดส่วน GDP รวมกัน 2 ใน 3 ของ GDP โลก มีความเสี่ยงที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยด้วยกันทั้งสิ้น

สหรัฐฯ กำลังเจอกับความเสี่ยงจากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เร็วและแรงเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ประกอบกับ GDP ล่าสุดใน Q1/2565 ที่ติดลบ 1.4% (% QoQ) ทำให้สุ่มเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทันที หาก GDP ใน Q2/2565 ติดลบอีก

ในส่วนของยุโรป นับว่าเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ไม่มีท่าทีจะจบลงง่าย เนื่องจากยุโรปพึ่งพาการนำเข้าพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบจากรัสเซียคิดเป็นสัดส่วนถึง 30 – 40% 

การคว่ำบาตรของชาติตะวันตกต่อรัสเซีย ทำให้การนำเข้าพลังงานจากรัสเซียมายุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยุโรปที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียสูง จะมีอุปสรรคมากขึ้น สุดท้ายผลกระทบตกมาอยู่ที่ประชาชนที่ต้องเจอกับภาวะขาดแคลนสินค้าและของมีราคาแพง

สำหรับจีนเอง ซึ่งถือเป็นชาติแรกๆ ของโลกที่พบและควบคุมโควิด-19 ได้สำเร็จในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ปัจจุบันกลับพบจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น จนทางการจีนต้องล็อกดาวน์เมืองสำคัญทางการเงินและอุตสาหกรรมหลายแห่งตามมาตรการ Zero-COVID อาทิ เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เซินเจิ้น (Shenzhen) ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจของบริษัทชั้นนำ และการใช้ชีวิตของประชาชนต้องหยุดชะงักลง

มีการประเมินกันว่า การล็อกดาวน์ครั้งนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจจีนคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 18 ล้านล้านหยวน เทียบกับการระบาดระลอกแรกที่เมืองอู่ฮั่น (Wuhan) ที่เสียหายราว 1.7 ล้านล้านหยวน หรือมูลค่าความเสียหายครั้งนี้มากกว่าครั้งก่อนถึง 10 เท่า เนื่องจากมีการปิดเมืองมากกว่า และกระทบกับประชากรราว 160 ล้านคน เทียบกับครั้งก่อนที่เพียง 13 ล้านคน ทำให้มีแนวโน้มสูงที่ GDP จีน อาจชะลอตัวและไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ทางการจีนตั้งไว้ที่ 5.5%

ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

หากสถานการณ์ทุกอย่างดังข้างต้นยังไม่คลี่คลายในเร็ว ๆ นี้ ย่อมส่งผลกระทบชิ่งมาสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EMs) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ EMs ที่ประสบปัญหาเงินทุนไหลออกและค่าเงินอ่อนค่าอยู่ก่อนแล้ว มีหนี้ต่างประเทศสกุลเงินดอลลาร์สูง และมีเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าขายกับ 3 ชาติยักษ์ใหญ่สูง

โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบและอาหาร เนื่องจากราคาอาหารโลกที่อยู่ในระดับสูง ทำให้หลายประเทศที่นำเข้าต้องประสบกับภาวะขาดแคลนอาหาร เช่น ศรีลังกา ตุรกี บางประเทศในอเมริกาใต้ แอฟริกา และเอเชีย

ในส่วนของไทยเองมีโอกาสประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยค่อนข้างน้อย เนื่องจากไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดีทั้ง หนี้ต่างประเทศน้อย เงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาก รวมถึงมีการค้าขายกับรัสเซียและยูเครนน้อย

แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความไม่แน่นอนของสงคราม การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะสร้างความผันผวนต่อเงินบาทมากขึ้นและเงินเฟ้อไทยจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ซึ่งซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว

สุดท้าย หากมองไปข้างหน้า เราคงหนีไม่พ้นภาวะเศรษฐกิจที่จะเข้าสู่โหมดชะลอตัวอย่างแน่นอน ดังนั้น การหาสูตรและพร้อมที่จะปรับแผนการลงทุนอยู่เสมอ ด้วยการคำนึงถึงความเสี่ยงทั้งหมด จะช่วยให้เราสามารถยืนระยะหรือรอดพ้นจากวิกฤตที่จะเกิดขึ้นได้ 

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile