2 ค่ายรถยนต์ประกาศราคารถยนต์ไฟฟ้า EV ใหม่ หลังได้รับการสนับสนุนจากมาตรการจากภาครัฐ มาได้เหมาะเจาะกับช่วงที่ราคาน้ำมันกำลังแพงกันเลยทีเดียว ว่าแต่ลดเยอะขนาดนี้จะเปลี่ยนใจไป “ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า” เลยดีมั้ย ขับเยอะขับน้อย ต้องขับเท่าไหร่ถึงจะคุ้ม พี่ทุยไปหาคำตอบกัน
ราคาน้ำมันย้อนหลัง 3 ปี
จะเห็นได้ว่าหากเราดูราคาน้ำมันย้อนหลังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาราคาปรับตัวขึ้นมาสูงมาก โดยน้ำมันในทุกชนิดเมื่อเทียบราคาสูงสุดและต่ำสุดของ 3 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นเกินกว่า 2 เท่ากันทั้งนั้น เรียกได้ว่าช่วงนี้ถ้าเลี่ยงได้ก็อยากเลี่ยงที่จะขับรถกันเลยทีเดียว
ประจวบเหมาะกับช่วงนี้ที่มีทั้ง Motor Show 2022 แถมมาตรการรัฐออกมาสนับสนุนรถ EV ทำให้ 2 ค่ายรถอย่าง MG และ GWM ปรับลดราคากันอย่างหนัก สูงสุดถึง 246,000 บาทเลยทีเดียว
มาตรการรัฐสนับสนุน “ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า”
หลังจากคลอดมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ 15 ก.พ. 2565 ที่รัฐบาลไทยเองมีแพ็คเกจสนับสนุนรถ EV โดยตรง ช่วยลดราคารถ EV 160,500 ถึง 246,000 บาทต่อคันเลยทีเดียว ซึ่งมี 2 ค่ายใหญ่ที่ลงนามเข้าร่วมมาตรการนี้ได้แก่
- บริษัทเกรท วอลล์มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
- บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
หรือที่เราจะคุ้นตากับตัวย่อ GWM และ MG นั่นเอง โดยตอนนี้ทั้งสองค่ายได้เปิดราคาอย่างเป็นทางการแล้ว
ราคารถยนต์ไฟฟ้าปรับใหม่หลังจากลดราคา GWM
GWM ถือเป็นหนึ่งในค่ายหน้าใหม่สำหรับประเทศไทย GWM เป็นแบรนด์ยักษใหญ่จากจีนที่เพิ่งมาตีตลาดในไทย และเปิดตัวรถรุ่นแรกกลางปี 2564 ที่ผ่านมา ด้วยยอดขายครึ่งปีแรกถึง 2,641 คัน ถือว่าได้รับการตอบรับค่อนข้างดีสำหรับการมาตีตลาดในไทย ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ORA Good Cat ที่มีดีไซน์เตะตาเป็นอย่างมาก
โดยราคาปัจจุบันตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 2565 GWM ได้มีการปรับราคาหลังรวมส่วนลดจากการส่งเสริมใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยลง 160,500 บาท ทุกรุ่น โดยมีราคาดังนี้
- ORA Good Cat รุ่น 400 TECH จากราคาเดิม 989,000 บาท เป็นราคา 828,500 บาท
- ORA Good Cat รุ่น 400 PRO จากราคาเดิม 1,059,000 บาท เป็นราคา 898,500 บาท
- และ ORA Good Cat รุ่น 500 ULTRA จากราคาเดิม 1,199,000 บาท เป็นราคา 1,038,500 บาท
ราคารถยนต์ไฟฟ้าปรับใหม่หลังจากลดราคา MG
ทางด้านของ MG เองที่ยืนหนึ่งด้านรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอยู่แล้วก็เข้าร่วมและปรับราคาลงโดยจะมี 2 รุ่นด้วยกันที่เข้าร่วมมาตรการรัฐได้แก่ MG ZS EV ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Subcompact SUV และ MG EP ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Station Wagon
สำหรับ MG นั้นมีการปรับราคาสูงสุดถึง 246,000 บาท เลยทีเดียว โดยในแต่ละรุ่นจะมีส่วนลดจากมาตรการรัฐที่ไม่เท่ากัน
โดยสำหรับรุ่น MG ZS EV มีการปรับราคาดังนี้
- MG ZS EV รุ่น D จากราคาเดิม 1,189,000 บาท เป็นราคา 949,000 บาท
- MG ZS EV รุ่น X จากราคาเดิม 1,269,000 บาท เป็นราคา 1,023,000 บาท
และสำหรับรุ่น MG EP มีการปรับราคาดังนี้
- MG EP จากราคาเดิม 988,000 บาท เป็นราคา 761,000 บาท
- MG EP Plus จากราคาเดิม 998,000 บาท เป็นราคา 771,000 บาท
จุดคุ้มทุน “ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า” เทียบกับรถยนต์คือเท่าไหร่ ?
เพื่อที่จะเทียบกันให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดหน่อย พี่ทุยขอยก MG ZS มาเปรียบเทียบเพราะเป็นรุ่นที่ได้รับส่วนลดจากมาตรการรัฐ แถมเป็นรุ่นที่มีทั้งรถยนต์ และ รถยนต์ไฟฟ้า ด้วย โดย MG ZS รุ่น D+ นั้นมีราคาอยู่ที่ 739,000 บาท ราคาต่างกับรถยนต์ไฟฟ้า MG ZS EV รุ่น D อยู่ 210,000 บาท
สำหรับ MG ZS D+ นั้น สามารถเติม E85 ได้จะกินน้ำมันเฉลี่ย 13 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งในปัจจุบัน E85 ราคาอยู่ที่ 32.14 บาทต่อลิตร จะทำให้มีอัตราการกินพลังงานอยู่ที่ 2.47 บาท ต่อ 1 กิโลเมตร
ในด้านของการซ่อมบำรุง 1 แสนกิโลเมตรแรก MG ZS D+ จะมีค่าซ่อมบำรุงอยู่ที่ 26,731 บาท เท่ากับว่ามีอัตราค่าซ่อมบำรุงอยู่ที่ 0.27 บาทต่อ 1 กิโลเมตร เบ็ดเสร็จแล้ว MG ZS D+ จะมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าซ่อมบำรุงอยู่ที่ 2.74 บาทต่อ 1 กิโลเมตร
ทางด้านของรถยนต์ไฟฟ้า MG ZS EV D จะมีการใช้พลังงาน 0.13 kWh/km ซึ่งหากคิดที่ค่าไฟหน่วยละ 4 บาท ทุก 1 กิโลเมตรจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 0.52 บาท
ทางด้านของการซ่อมบำรุง 1 แสนกิโลเมตรแรกจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 8,500 บาท คิดเป็นค่าซ่อมบำรุง 0.085 บาทต่อกิโลเมตร เบ็ดเสร็จแล้ว MG ZS EV D จะมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าซ่อมบำรุงอยู่ที่ 0.605 บาท ต่อ 1 กิโลเมตร
เท่ากับว่ารถยนต์ไฟฟ้า MG ZS EV D จะประหยัดกว่า MG ZS D+ อยู่ที่ 2.135 บาทต่อกิโลเมตร เมื่อนำส่วนต่างของราคารถทั้ง 2 รุ่น หรือ 210,000 บาท มาเปรียบเทียบ จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ 98,378 กิโลเมตรหรือถ้าใครรู้ตัวว่าจะใช้รถยาว ขับเกินแสนกิโลเมตรแน่ ๆ รถยนต์ไฟฟ้า EV เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว แถมยิ่งขับเยอะก็จะยิ่งคุ้มกว่ามาก
แต่ก่อนตัดสินใจก็อย่าลืมสำรวจตัวแปรอื่น ๆ เพราะการคำนวณนี้เป็นเพียงคำนวณเบื้องต้น ยังไม่รวมค่าอะไหล่ ปัญหาจุกจิกที่สามารถเกิดขึ้นได้กับรถทั้ง 2 รุ่น อีกทั้งตัวแปรด้านราคาน้ำมันในอนาคตหากราคาลดลง จุดคุ้มทุนก็อาจจะห่างไปมากกว่านี้
รวมถึงการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันที่มีแท่นชาร์จไม่สะดวกเท่าจำนวนปั้มน้ำมัน และระยะเวลาการชาร์จที่ยาวนานกว่าการเติมน้ำมัน ซึ่งความสะดวกสบายเหล่านี้จะหายไปแน่ ๆ แถมคนที่จำเป็นต้องเดินออกต่างจังหวัดบ่อย ๆ อาจจะไม่ได้มีสถานีชาร์จเยอะในช่วงนี้ การจะไปต่างจังหวัดสักทีนั้นอาจต้องวางแผนกันดี ๆ
ถ้าใคร Conservative ไม่รีบเปลี่ยนรถช่วงนี้ ก็รอไปอีกสักหน่อยก็ได้ เพราะในอนาคตราคารถยนต์ไฟฟ้าจะมีแนวโน้มที่ถูกลงเรื่อย ๆ อีกทั้งความพร้อมด้านการชาร์จที่เป็นตัวแปรสำคัญก็จะพัฒนาขึ้นมากกว่านี้อย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าใครไม่อยากง้อน้ำมันแล้วก็ลองถอยรถยนต์ EV สักคันไปลองซิ่งกันดูได้
อ่านเพิ่ม