สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจยังไง ? ทำไมแบงก์ชาติผลักดัน

สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจยังไง ? ทำไมแบงก์ชาติผลักดัน

4 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • ธปท. ผลักดันสังคมไร้เงินสด เพิ่มค่าธรรมเนียม “เงินสด-เช็ค” และ เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมธุรกรรม ฝากถอนที่สาขา
  • ใน 5 ปีที่ผ่านมาธนาคารปิดสาขาลงจำนวนมาก บัญชีออนไลน์เพิ่มขึ้น ปริมาณการโอนเงินเพิ่มขึ้น แสดงถึงทิศทางการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างชัดเจน
  • เทคโนโลยีและสังคมไร้เงินสดผลักดันให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น สะดวกสบายขึ้น ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและเงินหมุนเวียนในต้นทุนที่ต่ำลง
  • เช็ค อาจมีการปรับเพิ่มเป็น 40 บาท ส่วน ฝาก-ถอน ที่สาขาเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมที่ธุรกรรมละ 5-10 บาท

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ยังมีอีกหลาย ๆ กิจกรรมที่ยังค่อย ๆ ปรับตัวอยู่ อย่างธุรกรรมทางการเงินเอง ที่แม้โลกจะขยับเข้าสู่ “สังคมไร้เงินสด” มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังมีหลงเหลือการใช้เช็คและเงินสดอยู่ ซึ่งนอกจากจะมีต้นทุนที่สูง ภาระในการจัดเก็บรักษา ก็ยังมีส่วนในการทำให้โลกร้อนอีกด้วย

ธปท. เองก็เร่งปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมการใช้ “เงินสด-เช็ค” โดยตั้งเป้าไว้ว่าการใช้เช็คและการสิ้นเปลืองกระดาษจะลดลงครึ่งหนึ่งภายใน 5 ปี รวมถึงการเก็บค่าธรรมเนียมทำธุรกรรม “ฝาก-ถอน” เงินสดที่สาขา

การเติบโตของธนาคารออนไลน์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจยังไง ? ทำไมแบงก์ชาติผลักดัน

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมายอดบัญชีออนไลน์ทั้ง Mobile Banking และ Internet Bank เติบโตขึ้น 3 เท่า จาก 36 ล้านบัญชี กลายเป็น 121 ล้านบัญชี ยอดปริมาณการโอนเงินเติบโตขึ้น 18 เท่า จากการโอน 800 ล้านรายการกลายเป็น 14,400 ล้านรายการ สาขาธนาคารในไทยเองก็ปิดตัวลงไปถึง 1,400 สาขา

จะเห็นได้ชัดเลยว่าคนไทยและธนาคารมีการปรับตัวและวางโครงสร้างพื้นด้านธุรกรรมดิจิทัลไว้แข็งแรงมาก ทำให้ไทยติดอันดับการใช้งานธุรกรรมดิจิทัล ผ่าน Mobile Banking เป็นอันดับ 1 ของโลก และติดอันดับ 4 การโอนเงินผ่าน e-payment

เทคโนโลยีและ “สังคมไร้เงินสด” ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ

จะเห็นได้ว่าการพัฒนาสู่สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society ของไทยเริ่มค่อย ๆ ขยับจากก้าวเล็ก ๆ แล้ว ทำให้วันนี้ สำหรับใครหลายคน “ไร้เงินสด หรือ Cashless” กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราแบบแทบไม่รู้ตัว อย่างสมัยก่อนที่เราจะทานอาหารร้านประจำ เราก็ยังควักเงินจ่าย ยิ่งไปกับเพื่อนแล้วก็คำนวณเงินแชร์กันจ่ายเงินสดกันทันที

ด้วยการเข้ามาทั้ง Mobile Banking การสแกน QR Code อีกทั้งการโอนเงินต่างธนาคารในสมัยนี้ก็ไม่มีค่าธรรมเนียมอีกแล้ว พฤติกรรมการใช้เงินของเราก็เปลี่ยนไป ปัจจุบันเรียกได้ว่า เป็นส่วนน้อยไปแล้วที่จะใช้เงินสดสำหรับชำระสินค้าและบริการ

จุดนี้เองยิ่งเป็นส่วนช่วยให้เกิดการตัดสินใจในการใช้จ่ายที่ง่ายขึ้น เกิดความสะดวกสบายเงินหมดก็ไม่ต้องเดินหาตู้  ATM เหมือนแต่ก่อน เงินหมุนเวียนในระบบยิ่งมากขึ้น ตัวทวีคูณทางการเงินและระบบเศรษฐกิจก็เติบโตไวขึ้น แถมยังมีต้นทุนที่ถูกกว่า

พี่ทุยยังแอบคิดเลยว่า อนาคตอาจจะมีการฝังซิปที่ข้อมูลแบบในภาพยนตร์ Sci-Fi สามารถไปไหนมาไหนโดยที่ไม่ต้องพกทั้งกระเป๋าตังและมือถือ (ใครก็ได้ปลุกพี่ทุยที)

ประโยชน์ของ “เช็ค”

สมุดเช็ค เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีต มีการใช้แพร่หลายในช่วงปี ค.ศ. 1990 เช็คมีหน้าที่ใช้ยืนยันการส่งมอบเงิน เพื่อสร้างความปลอดภัย ทำให้เราสามารถส่งมอบเงินจำนวนมาก ๆ ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปล้นหรือเงินจะส่งไปไม่ถึงให้กับผู้รับ

ดีกว่าการนำเงินสดจำนวนมาก ๆ ไปส่งมอบหรือชำระ และเช็คนั้นทำให้การบริหารเงินสดเป็นเรื่องง่าย แถมยังสามารถตรวจสอบรายการย้อนหลังได้ชัดเจนอีกด้วย

ในทางกลับกันเพื่อความปลอดภัยและการยืนยันตัวต้องมีระบบที่แน่นหนา ต้องมีการเปิดบัญชี มีลายเซ็นและเช็คมีอายุเพียง 6 เดือนนับจากวันที่สั่งจ่ายเท่านั้น

ซึ่งในปัจจุบันที่เรามีมือถือเป็นเครื่องมือในการยืนยันตน บวกกับเทคโนโลยีอย่าง Mobile Banking แล้วที่สามารถโอนเงินตรวจสอบความถูกต้อง มีต้นทุนการทำธุรกรรมที่ต่ำ แถมยังมีความปลอดภัยอีกด้วย ทำให้บทบาทของ เช็ค นั้น เริ่มลดลงไป

วางแผนปรับค่าธรรมเนียม “เงินสด-เช็ค” หนุน “สังคมไร้เงินสด”

เงินสดและเช็คเป็นธุรกรรมที่มีการใช้งานลดลงอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลข 11 เดือนแรกของปี 2564 มีอัตราการใช้เช็คอยู่ 63.8 ล้านรายการ ลดลง -15.9% จาก 11 เดือนแรกของ ปี 2563 ที่ 75.9 ล้านรายการ

ในด้านของมูลค่าการใช้เช็คนั้น 11 เดือนแรกของปี 2564 มีมูลค่าอยู่ที่ 34.1 ล้านล้านบาท ลดลง -12.1% จาก 11 เดือนแรกของปี 2563 ที่ 38.8 ล้านล้านบาท

อีกทั้งเช็คนั้นมีต้นทุนที่สูง มองเผิน ๆ อาจจะใช้แค่เจ้าหน้าที่ดูแล และสิ้นเปลืองกระดาษเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีค่าพิมพ์เช็ค อากรแสตมป์ เงินลงพัฒนาระบบปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง ต้นทุนในการส่งมอบ เคลื่อนย้าย และธนาคารที่รับมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาเช็คไว้ ต่อไปอีก 10 ปี ตามกฎหมายอีกด้วย

เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูง “เงินสด-เช็ค” จึงถูกเสนอให้มีการปรับ ทบทวนต้นทุนค่าธรรมเนียมใหม่ เดิมที่ธุรกรรมเช็คนั้นมีการเรียกเก็บที่ 20-30 บาท อาจจะมีการปรับราคาขึ้นเป็น 40 บาท เพื่อให้เหมาะสมและผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

วางแผนปรับค่าธรรมเนียม “ฝาก-ถอน” ที่สาขา

เพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลให้เต็มที่ และลดธุรกรรมเงินสดลง ทางด้านการฝากถอนผ่านทางสาขาเองก็จะมีการปรับค่าธรรมเนียมเช่นกัน โดยอาจจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็น 5-10 บาทต่อรายการ

ทั้งนี้เองการเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของสาขานั้นเป็นประโยชน์ต่อทั้งทางธนาคารเองและทางลูกค้าที่ใช้บริการ เนื่องจากหากช่วยลดการใช้ธุรกรรมผ่านสาขา และ เข้าสู่สังคมไร้เงินสดมากขึ้น ในมุมของธนาคารนั้นจะช่วยลดต้นทางการบริหารไปได้มาก ทางด้านลูกค้าเองก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางต่อคิว ที่เสียทั้งค่าเดินทางและยังเสียเวลาในการทำธุรกรรมอีกด้วย

โดยเป้าหมายนี้ไม่ได้ต้องการให้สังคมไร้เงินสดเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน แต่จะค่อย ๆ สนับสนุนและลดการใช้งานลงเรื่อย ๆ โดยไม่ทิ้งกลุ่มผู้ใช้งานที่ยังหลงเหลืออยู่

เห็นได้ชัดเลยว่าสังคมไร้เงินสดแทบจะกลายเป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว ซึ่งช่วยทำให้เราและธนาคารประหยัดต้นทุนไปได้มาก สร้างความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อย่าลืมศึกษาทำความเข้าใจ และ เฝ้าระวังการทำธุรกรรมทางออนไลน์ของตัวเราและคนรอบข้างไว้ด้วย เพราะเหล่ามิจฉาชีพนี้เองจะอาศัยช่องโหว่ในความไม่รู้ หรือความไม่ระวังในการหาผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้

อ่านเพิ่ม

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile