ทุกวันนี้ทางเลือกในการหยิบยืมเงินไม่ได้มีเพียงแค่ธนาคารหรือโรงรับจำนำอีกแล้ว แต่ในโลกคริปโตก็ทำได้เหมือนกัน คือ DeFi Lending ที่ให้กู้ยืมเงินดิจิทัลโดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัลมาค้ำประกันได้
วันนี้พี่ทุยจะมาสรุปหลักการการกู้ยืมผ่าน DeFi Lending พร้อมแพลตฟอร์มที่ให้บริการว่ามีเจ้าไหนน่าสนใจบ้าง
DeFi Lending คือ อะไร ?
DeFi Lending คือ การกู้ยืมเงินผ่านระบบ Decentralized Finance (การเงินแบบกระจายศูนย์) เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบการให้บริการทางด้านการเงิน ผ่านเทคโนโลยีกระจายศูนย์ที่น่าจับตามองอย่างมากเพราะสะดวกสามารถรับเงินได้ทันที
นอกจากนั้น ยังมีจุดเด่นก็คือการกู้ยืมเงินผ่าน DeFi Lending มีความเป็นส่วนตัวสูง ผู้ให้กู้และผู้ถูกกู้จะไม่รู้จักกัน กระทั่งระบบก็ไม่รู้จักตัวตนของทั้งสองฝ่าย เพราะเป็นการกระทำผ่านแพลตฟอร์มกระจายศูนย์ ซึ่งช่วยปกป้องในเรื่องของข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลได้เป็นอย่างดี (แต่อาจจะมีเรื่องของการถูกแฮกเกอร์โจมตีบ้าง)
นอกจากนี้ สามารถมองได้ว่า DeFi Lending คือการหยิบเอาแนวคิดจากระบบการเงินเดิม มาผสมผสานกับเทคโนโลยี Blockchain จนเกิดเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลและต้องการสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในกิจส่วนตัวชั่วคราว โดยที่ไม่อยากจะนำสินทรัพย์ดิจิทัลเดิมที่ถืออยู่ ไปขายหรือโอนถ่ายกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นอย่างถาวร
หลักการของ DeFi Lending ที่คล้ายกับโรงรับจำนำ
เราอาจจะคุ้นเคยเรื่องการกู้ยืมสินทรัพย์อย่าง เงินสด ไม่ว่าจะเป็นจากธนาคารหรือโรงรับจำนำ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะต้องมีการนำสินทรัพย์ที่มีค่ามาค้ำประกันและถอนเอาเงินสดออกไป
หลักการนี้ก็เป็นหลักการเดียวที่ใช้ในการทำ DeFi Lending โดยแพลตฟอร์มที่ให้บริการ DeFi Lending จะให้ผู้ขอกู้ยืม ยืมสินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำกว่าสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ให้กู้ รับผลกระทบจากการที่มูลค่าสินทรัพย์ที่กู้ยืมไปผันผวนขึ้นสูงกว่าสินทรัพย์ที่ค้ำประกันไว้อยู่ ส่วนมากแล้ว DeFi Lending Platform จะกำหนดมูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกันต้องสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่ทำการกู้ไม่ต่ำกว่า 150%
แน่นอนว่าเมื่อจำนวนของสินทรัพย์ที่ทำการกู้ สูงกว่ามูลค่าของสินทรัพย์ที่นำมาวางค้ำ ตามอัตราส่วนของเงื่อนไขที่กำหนด ทางแพลตฟอร์มก็จะทำการยึดสินทรัพย์ที่นำมาวางค้ำโดยอัตโนมัติหรือเรียกว่าถูก LIQUIDATE
LIQUIDATE สิ่งที่ผู้ยืมสินทรัพย์บนแพลตฟอร์ม DeFi Lending ต้องทำความเข้าใจ
LIQUIDATE คือ การชำระหนี้ผ่านการยึดสินทรัพย์ที่นำมาวางค้ำโดยอัตโนมัติ โดยหลักการทำงานในส่วนของแพลตฟอร์ม DeFi Lending ก็คือ เมื่อมูลค่าของสินทรัพย์หลักประกันลดลงต่ำกว่ามูลค่าขั้นต่ำตามที่แพลตฟอร์มกำหนด ก็จะถูกยึดสินทรัพย์หลักประกันที่นำมาวางค้ำโดยอัตโนมัติ
ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มจะกำหนดสัดส่วนการ LIQUIDATE ต่างกัน แต่ส่วนใหญ่สินทรัพย์หลักประกันจะต้องมีมูลค่ามากกว่ามูลสินทรัพย์ที่กู้ออกไป เช่น สินทรัพย์ค้ำประกันต้องมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่กู้ 150% ดังนั้น หากมูลค่าสินทรัพย์หลักประกันค้ำมีสัดส่วนต่ำกว่า 150% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่กู้ก็จะ “เสี่ยงถูก LIQUIDATE” ได้
เมื่อสินทรัพย์ของผู้กู้เสี่ยงถูก LIQUIDATE ตามเงื่อนไขที่กำหนด ทางแพลตฟอร์มจะปล่อยสินทรัพย์ของผู้กู้ให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการในระบบ สามารถซื้อเอาไปได้ในราคาถูก เหมือนกับโรงรับจำนำ ปล่อยของที่หลุดจำนำนั่นเอง
ส่วนใหญ่แล้ว แพลตฟอร์ม DeFi Lending จะไม่ LIQUIDATE สินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด แต่จะ LIQUIDATE เป็นบางส่วนเท่านั้น ไม่ได้ LIQUIDATE ไปทั้งหมด ขึ้นอยู่กับจำนวนสินสินค้ำประกันเป็นสัดส่วนเกินจากเงื่อนไขของสินทรัพย์กู้ยืมไปเท่าใด ดังนั้น ผู้กู้ควรคำนวนราคาสินทรัพย์ค้ำประกันเผื่อราคาตกลงไป 50 – 60% ทุกครั้ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการถูก LIQUIDATE
แพลตฟอร์ม DeFi Lending ที่ได้รับความนิยมบนระบบ Blockchain
Aave
Aave เป็น Protocol กระจายศูนย์เพื่อสร้างสภาพคล่องให้กับตลาด (Automated Market Maker หรือ AMM) บนเครือข่าย Ethereum โดยผู้ใช้งานสามารถเป็นได้ทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้ แพลตฟอร์มมีรูปแบบโทเค็น DeFi แบบคู่ เช่น aToken (aToken จะเปลี่ยนตามเหรียญที่ทำการกู้หรือยืมบนแพลตฟอร์ม) และ AAVE
aToken จะเป็นโทเค็นที่แจกจ่ายให้กับผู้ให้กู้ โดยผู้ให้กู้จะได้รับเมื่อทำการวางสินทรัพย์ในระบบ นอกจากนั้น aToken ยังเป็นดอกเบี้ยที่ทบต้นทบดอก (compound) อีกด้วย ส่วน AAVE จะเป็นโทเค็นไว้สำหรับให้ผู้ถือ ได้รับสิทธิ์พิเศษในการโหวตเสียงเพื่อพัฒนาระบบ หรือที่เรียกว่า “governance token”
Aave พัฒนาโดยทีมจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตัวแพลตฟอร์มเริ่มปล่อย Mainnet ตั้งแต่ปี 2020 ปัจจุบันมีจำนวนสินทรัพย์ที่ถูกล็อคอยู่บนระบบกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์และมีสกุลเงินคริปโตให้ฝากและกู้ยืมมากกว่า 20 สกุลเงิน โดยนอกจากบน Ethereum แล้ว ผู้ใช้งานยังสามารถใช้งาน Aave ได้บนเครือข่าย Polygon และ Avalanche
Venus Finance
Venus Finance คือแอพพลิเคชันกระจายศูนย์ที่ทำงานบนเครือข่าย Binance Smart Chain (BSC) หรือ BEP20 ถือว่าเป็น Protocol กระจายศูนย์เพื่อสร้างสภาพคล่องให้กับตลาด (Automated Market Maker หรือ AMM) ผู้ใช้งานสามารถมอบสภาพคล่องให้กับแพลตฟอร์มโดยการเป็นทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้
ดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้ได้รับ จะมีทั้งเหรียญที่วางไว้ในระบบ (vtoken) และ XVS ซึ่งเป็นโทเค็นสำหรับให้ผู้ถือ ได้รับสิทธิ์พิเศษในการโหวตเสียงเพื่อพัฒนาระบบ หรือที่เรียกว่า “governance token” ในระบบ
จุดเด่นของ Venus Finance คือผู้ใช้งานสามารถใช้ vToken (vToken จะเปลี่ยนตามเหรียญที่ทำการกู้หรือยืมบนแพลตฟอร์ม) ที่จะได้มาเมื่อฝากสินทรัยพ์และมอบสภาพคล่องให้กับแพลตฟอร์ม นำไป Mint เหรียญ Stablecoin ที่ตรึงให้มีมูลค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์เสมอของ Venus Finance อย่าง VAI และนำ VAI ไป Stake เพื่อรับดอกเบี้ยเพิ่ม
ปัจจุบัน Venus Finance มีจำนวนสินทรัพย์ที่ถูกล็อคอยู่บนระบบ (TVL) กว่า 2,000 ล้านดอลลาร์และมีสกุลเงินคริปโตให้ฝากและกู้ยืมมากกว่า 20 สกุลเงิน
Maker
Maker คือแพลตฟอร์ม DeFi Lending ที่ทำงานอยู่บนเครือข่าย Ethereum (ERC-20) ที่มีเป้าหมายการดำเนินการองค์กรที่สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติ Decentralized Autonomous Organization หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า DAO โดย Maker นั้นเป็นที่รู้จักในการเป็นระบบค้ำประกันอเนกประสงค์ DAI (MCD) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า MakerDAO
DAI ก็คือโทเค็นที่ถูกตรึงไว้ให้มีมูลค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็น Stablecoin ที่จะตรึงค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์เสมอโดยไร้ศูนย์กลาง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ DAI กลายเป็น Stablecoin ที่ไม่มีหน่วยงานใดบริหารงานอยู่เบื้องหลัง เหมือนกับ Stablecoin อื่น ๆ อย่าง USDT หรือ BUSD
นอกจากนั้น การจะสร้าง DAI ขึ้นมา จะต้องนำสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Ethereum ไปค้ำ และเมื่อมีการสร้าง DAI ขึ้นมาจากการนำ Ethereum ไปค้ำ ระบบก็จะทำการเผาเหรียญ DAI เพื่อคงมูลค่าของเหรียญ DAI ไม่ให้ถูกสร้างมามากเกินไปจนทำให้หลุดจากการตรึงราคาตามเงินดอลลาร์ โดยมูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกันต้องสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่ทำการกู้ไม่ต่ำกว่า 125% ยกตัวอย่างเช่น หากนำ Ethereum มูลค่า 125 ดอลลาร์มาค้ำ จะกู้ DAI ได้ 100 DAI
Maker มี Governance Token หรือโทเค็นสำหรับให้ผู้ถือ ได้รับสิทธิ์พิเศษในการโหวตเสียงเพื่อพัฒนาระบบ อย่าง MKR ปัจจุบันมีจำนวนสินทรัพย์ที่ถูกล็อคอยู่บนระบบ (TVL) กว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ สามารถนำเอาสกุลเงินดิจิทัลอย่าง BTC, ETH, LINK, UNI, YFI, MANA, MATIC และ GUSD โดยสามารถดำเนินการผ่านทาง Oasis.app
สรุปแล้ว การให้บริการ DeFi Lending ก็คือบริการอีกรูปแบบหนึ่งในโลกของ Blockchain ที่นำเอารูปแบบของการกู้เงินจากสถาบันหรือองค์กรการเงินที่เราคุ้นเคยไปปรับใช้ในการพัฒนา ซึ่งแม้จะมีความสะดวก รวดเร็วและเป็นส่วนตัว แต่ก็ยังเป็นของใหม่มาก ๆ ทำให้มีช่องโหว่ให้แฮกเกอร์ได้โจมตีหลายครั้ง โดยอาศัยจุดอ่อนของการทำงานของระบบ พี่ทุยแนะนำให้ลองศึกษาและกู้ชั่วคราวเมื่อจำเป็นเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของสินทรัพย์ที่เราเป็นเจ้าของ
อ่านเพิ่ม
