กรณีความตึงเครียดทางทหารบริเวณพรมแดนรัสเซียกับยูเครนได้กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองกันอย่างใกล้ชิดมาหลายสัปดาห์แล้ว เพราะมีสัญญาณหลายอย่างส่งออกมาว่า “รัสเซียบุกยูเครน” ได้ทุกเมื่อ
เนื่องจากการเร่งเสริมกำลังทหารของรัสเซียกว่า 1 แสนนาย หลายฝ่ายจึงเกรงว่าจะนำไปสู่การรุกรานประเทศยูเครนในอีกไม่ช้านี้ และจะลุกลามไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจตะวันตกที่หนุนหลังยูเครนอย่างสหรัฐฯ และเหล่าพันธมิตรนาโต กับ รัสเซียและพันธมิตรของรัสเซีย เช่น จีน
จึงไม่แปลกที่ใครหลายคนคงเริ่มเตรียมหาคำตอบกันแล้วว่า หากรัสเซียเกิดตัดสินใจกรีธาทัพเข้าสู่พรมแดนของยูเครนขึ้นจริง ๆ แล้วจะมีผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจโลก และที่สำคัญที่สุดเลยคือประเทศไทยของเราจะได้รับผลกระทบอย่างไร
พี่ทุยหาคำตอบมาให้แล้ว
รัสเซียบุกยูเครน ไฟสงครามสะเทือนตลาดโลก
แน่นอนว่าผลพวงของสงครามจะไม่ได้หยุดอยู่แค่การเผชิญหน้าทางการทหารระหว่างกัน แต่ยังส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ารัสเซียเป็นผู้ส่งออกพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก โดยมีปริมาณการส่งออกน้ำมันอยู่ที่ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นผู้ส่งออกแก๊สธรรมชาติขายยุโรปรายสำคัญ โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของก๊าซธรรมชาติที่ใช้กันอยู่ทั่วทั้งยุโรป
อีกทั้งยังเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ โดยทั้งรัสเซียและยูเครนครองคิดสัดส่วนรวมกันถึง 29% ของตลาดโลก
ดังนั้นแล้ว หากเกิดสงครามขึ้นก็ย่อมจะส่งผลสะเทือนถึงศักยภาพการส่งออกสินค้าเหล่านี้ต่อตลาดโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม
ทางตรงก็คือ ปริมาณการส่งออกกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์จากทางรัสเซียจะน้อยหรือถูกตัดขาดลงไปโดยทันที เพราะปัจจุบันท่อส่งก๊าซธรรมชาติหลัก Nord Stream ที่ไปหล่อเลี้ยงหลายชาติในยุโรปของรัสเซียพาดผ่านพื้นที่ยูเครน
ส่วนทางอ้อมคือ การเจอกับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากขั้วมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งก็อาจรวมถึงการที่รัสเซียหันมาใช้มาตรการแบบเดียวกันตอบโต้ อาทิ การงดขายสินค้าให้กับเหล่าพันธมิตรตะวันตก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ อาทิ นิเกิล และแพลเลเดียม
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ปริมาณน้ำมันดิบสำรองทั่วโลกและปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ได้จากรัสเซียลดลงทันที
ในเบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่าทันทีที่เกิดการปะทะกันระหว่างกองทัพรัสเซียและยูเครน ราคาน้ำมันโลกจะดีดตัวสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 9488 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ซึ่งพี่ทุยขอบอกเลยว่า เป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก เพราะจะยิ่งกลายเป็นปัจจัยเข้ามาซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
หรือพูดให้ชัดกว่านั้นคือ เดิมตอนนี้ราคาข้าวของสินค้าก็แพงอยู่แล้ว ก็จะยิ่งแพงขึ้นไปอีก !!!
นอกจากนี้ ผลพวงจากสงคราม ย่อมทำให้ราคาสินค้าที่เป็นกลุ่มสินทรัพย์ปลอดภัย หรือ Safe Havens กลับมามีราคาสูงขึ้น อาทิ ทองคำ และเงินดอลลาร์ฯ
ผลกระทบต่อไทย
แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้งจากโดยตรงจากความตึงเครียดดังกล่าว แต่ก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยเฉพาะราคาโภคภัณฑ์ เงินเฟ้อ และค่าเงินที่จะผันผวนจากภาวะสงครามดังที่กล่าวไปแล้ว
ทว่าสิ่งที่น่ากังวลคือ แรงกดดันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกที่จะออกเดินสายเพื่อกดดันไทยและหลายประเทศอย่างเต็มที่ให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างตน และใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อรัสเซียอย่างหนัก เช่น การงดการนำเข้าและส่งออกสินค้ากับรัสเซีย
ซึ่งหากทำตามแรงกัดดันก็คงจะไม่ส่งผลดีต่อไทย เพราะปัจุบันรัสเซียก็ถือเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่ทำเงินให้ไทยอยู่ไม่น้อย โดยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 30 มีมูลค่าการค้าระหว่ากันต่อปีในช่วง 6 ปีหลังสุด เฉลี่ยอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท
ซึ่งสินค้าที่ไทยส่งออกไปขายส่วนใหญ่คือ ยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์จากยาง เครื่องจักร และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่สินค้านำเข้าคือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เหล็กและเหล็กหล้า ปุ๋ย และอลูมิเนียม
มิหนำซ้ำ การเล่นตามเกมของพวกชาติตะวันตกยังอาจทำให้ไทยผิดใจกับรัสเซียและกลุ่มพันธมิตรที่หนุนหลังรัสซีย อย่าง จีน อีกด้วย
แม้ไทยอาจเลือกใช้มีสูตรสำเร็จทางการทูตด้วยการวางท่าทีเป็นกลางโดยไม่ขอข้องแวะต่อเรื่องดังกล่าวมาประวิงเวลาเอาไว้ แต่การทำเช่นนั้นคงทำไปไม่ได้ตลอดรอดฝั่งนัก
เพราะยิ่งนานวันก็จะยิ่งต้องเผชิญแรงกดดันนานาชาติที่จะต้องเลือกว่าจะมีท่าทีอย่างใดออกมา และดูเหมือนว่านี่คือเกมความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่จะอยู่ต่อไปอีกหลายปี
เพราะนี่คือการชิงอำนาจกันในพื้นที่ยุโรปตะวันออก ระหว่างกลุ่มมหาอำนาจตะวันตกที่นำโดยสหรัฐฯ กับ กลุ่มมหาอำนาจในยุโรปตะวันออกเดิมอย่างรัสเซีย
ครั้นจะหวังพึ่งเวทีสหประชาชาติ หรือ อาเซียน ก็ดูจะลำบาก เพราะทั้งสองเวทีนี้ก็มีทั้งฝ่ายที่หนุนทั้งตะวันตกและรัสเซีย ดังนั้นการหาจุดยืนเป็นเสียงเดียวกันจากเวทีเหล่านี้จึงลำบาก
โดยเฉพาะจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ถือเป็นกลไกสำคัญของ UN คงทำไม่ได้แน่ ๆ เพราะทั้งรัสเซีย จีน สหรัฐฯ รวมถึงอังกฤษ ต่างเป็นเป็นสมาชิกถาวรด้วยกันหมด จึงมีสิทธิออกเสียงยับยั้งได้ ทำให้ไม่สามารถออกฉันทามติร่วมกันได้
ซึ่งพี่ทุยถือว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ผู้นำรัฐบาลของไทยต้องขบคิดให้ดีและถี่ถ้วน เพราะในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่แหลมคมเช่นนี้ เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่แต่ละฝ่ายต่างก็อ้างเหตุผลและความชอบธรรมของตนเอง
ทางที่ดีที่สุดพี่ทุยก็หวังว่าความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับยูเครนจะสามารถหาทางออกร่วมกันโดยสันติได้โดยเร็ว
เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาล้วนบ่งชี้แล้วว่า สงครามมีแต่สร้างบาดแผล และความสูญเสียแก่ทุกฝ่าย
อ่านเพิ่ม