ลากตั้งแต่ปลายปี 2565 จนถึงครึ่งแรกปี 2566 ทิศทางค่าเงินบาท ค่อนข้างสวิง แข็งค่าสลับอ่อนค่าอย่างรวดเร็วจาก 38 บาท ตกไป 32 บาท ในระยะไม่กี่เดือน ทำให้ธุรกิจและนักลงทุนปวดหัวไม่น้อย
เรื่องค่าเงินอาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วมีบทบาทกับชีวิตประจำวัน ยิ่งทั่วโลกกลับมาเปิดประเทศ ค่าเงินก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแลกเงินไปเที่ยว อีกส่วนก็เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยตรงจากกลุ่มผู้ทำธุรกิจส่งออกที่เป็นหนึ่งในกำลังหลักของประเทศ
ตอนนี้กลางปี 2566 ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าอีกครั้งมาถึงระดับประมาณ 33.5-34 บาทต่อดอลลาร์ พี่ทุยเชื่อว่าหลายคนทั้งที่กำลังมีแผนท่องเที่ยว นักลงทุน และผู้ประกอบการ คงมีคำถามว่าแล้วครึ่งหลังของปีนี้ ค่าเงินบาทจะมีทิศทางเป็นยังไง?
พี่ทุยขอพาทุกคนไปวิเคราะห์ปัจจัยและหาข้อสรุปทิศทางค่าเงินบาทไปด้วยกัน!!
ปัจจัยที่มีผลต่อ ทิศทางค่าเงินบาท แข็งค่า-อ่อนค่า
เงินสามารถเคลื่อนย้ายไปได้ทั่วโลก ถ้าไหลเข้าประเทศไหนมาก ค่าเงินประเทศนั้นก็จะแข็งค่ากว่าประเทศอื่น ทางกลับกันถ้าเงินไหลออกจากประเทศไหน ค่าเงินประเทศนั้นก็จะอ่อนค่ากว่าประเทศอื่น
ซึ่งมีอยู่ 2 ปัจจัย ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเงิน ประกอบด้วย
- อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ
“เงินจะไหลไปหาที่ที่ให้ผลตอบแทนสูง” นี่คือหลักการที่ใช้กับการไหลของเงินได้ตลอดกาล ซึ่งผลตอบแทนที่ว่านั้นก็คือ อัตราดอกเบี้ย ดังนั้นเงินมักจะไหลเข้าประเทศที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า
แต่ก็มีบางประเทศที่อัตราดอกเบี้ยสูงแต่ค่าเงินไม่แข็งค่า เช่น อาร์เจนติน่า, ตุรกี นั่นเพราะยังมีอีกหลักการ ก็คือ อัตราดอกเบี้ยที่ว่ามา ต้องเป็นอัตราดอกเบี้ยที่หักลบเงินเฟ้อแล้ว ซึ่งประเทศเหล่านั้นมีเงินเฟ้อสูงมาก แถมความน่าเชื่อถือยังน้อยเพราะการบริหารประเทศแย่
ฉะนั้นประเทศไหนที่ให้อัตราดอกเบี้ยหลังหักลบเงินเฟ้อแล้วยังสูง และการบริหารประเทศน่าเชื่อถือ เงินก็จะไหลเข้าประเทศนั้น ค่าเงินก็จะแข็ง
- การเคลื่อนย้ายเงินทุน
การเคลื่อนย้ายเงินทุนมีความเกี่ยวข้องกับ 2 ปัจจัยหลัก คือ
1. การค้าระหว่างประเทศ
ถ้าประเทศไหนส่งออกมากกว่านำเข้า ก็เท่ากับมีเงินเข้าประเทศมากขึ้น แต่ถ้าส่งออกน้อยกว่านำเข้า เท่ากับเงินออกจากประเทศ
2. การท่องเที่ยว
ประเทศไหนที่มีนักท่องเที่ยวขาเข้ามากกว่าขาออก เท่ากับมีเงินเข้าประเทศมากขึ้น ทางกลับกันถ้านักท่องเที่ยวขาเข้าน้อยกว่าขาออก เงินก็ออกจากประเทศ
เมื่อเอาเงินที่เข้าออกจาก 2 ปัจจัยนี้ อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ และ การเคลื่อนย้ายเงินทุน มาหักล้างกัน ถ้าได้ผลรวมว่าเงินไหลเข้าประเทศ ค่าเงินก็จะแข็ง ถ้าเงินไหลออกประเทศ ค่าเงินจะอ่อน
วิเคราะห์ ทิศทางค่าเงินบาท จาก 2 ปัจจัยหลัก สหรัฐฯ – ไทย
เริ่มจากปัจจัยอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ทั้งสหรัฐฯ และไทยประสบปัญหาเงินเฟ้อตั้งแต่ปีที่แล้วจนต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วหักลบเงินเฟ้อแล้วยังมากกว่าไทย ทำให้เห็นว่าปีที่แล้วเงินบาทเทียบกับดอลลาร์อ่อนค่ามาก
ณ ตอนนี้ เงินเฟ้อชะลอตัว ทำให้คาดว่าธนาคารกลางทั้งสหรัฐฯ และไทย คงไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปมากกว่านี้ ดังนั้นปัจจัยนี้จึงแทบไม่มีผลต่อค่าเงินแล้ว
ส่วนปัจจัยการเคลื่อนย้ายเงินทุน มีผลต่อประเทศไทยชัดเจน ด้านสหรัฐฯ มีผลน้อยมาก เพราะประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกและท่องเที่ยว ส่วนสหรัฐฯ เน้นการบริโภคภายใน
คาดว่าครึ่งหลังของปี การส่งออกไทยจะไม่ฟื้นตัวมากนักตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก จึงแทบไม่ส่งผลต่อค่าเงินบาท ส่วนการท่องเที่ยวต้องบอกว่ากำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังไม่ถึงระดับก่อน COVID-19 จะระบาด แต่ฝั่งนักท่องเที่ยวขาออกก็ไม่น้อยเช่นกัน ปัจจัยการท่องเที่ยวจึงมีบทบาทสำคัญต่อค่าเงินบาทในครึ่งปีหลัง
ส่วนเศรษฐกิจไทยยังไม่น่าฟื้นตัวมากหรือมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรวดเร็วจนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาได้มากพอจะเปลี่ยนแปลงทิศทางค่าเงินบาทได้
ฟันธงแนวโน้มค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์เป็นยังไงต่อ?
สรุปว่าปัจจัยที่จะมาดูกันก็มีแค่การส่งออกและท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งมีผลให้เงินเข้าประเทศได้ระดับหนึ่งแต่ไม่มาก ส่วนเศรษฐกิจไทยก็ไม่น่าเติบโตมากจนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาได้
พี่ทุยเลยมองว่าเมื่อรวมปัจจัยทั้งหมดซึ่งแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากแล้ว และสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตยังไม่ถึงระดับก่อน COVID-19 ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ควรอยู่ที่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้
อ่านเพิ่ม