ตลอดปี 2564 ที่ผ่านมา มีเเต่ข่าวระบบขนส่งสาธารณะปรับราคาสูงขึ้น เริ่มจากรถไฟฟ้า MRT ตามด้วยรถไฟฟ้า BTS กระทบมนุษย์เงินเดือนที่ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะเป็นประจำ เพราะเท่ากับว่า “ค่าครองชีพสูง” ขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รายได้คงที่หรืออาจจะปรับเพิ่มไม่มากนัก หรือบางรายอาจมีรายได้ลดลงอีกด้วย โดยล่าสุดมีประกาศจากบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM)
ตั้งเเต่วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เป็นต้นไป BEM จะปรับขึ้นค่าผ่านทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอก หรือง่าย ๆ คือ “ขึ้นค่าทางด่วน” ซึ่งเป็นการปรับทุก 5 ปี ตามสัญญาสัมปทาน โดยรายละเอียดการปรับราคา ดังนี้
- รถยนต์ 4 ล้อ เพิ่มเป็น 65 บาท จากเดิม 50 บาท
- รถ 6-10 ล้อ เพิ่มเป็น 105 บาท จากเดิม 80 บาท
- รถมากกว่า 10 ล้อ เพิ่มเป็น 150 บาท จากเดิม 115 บาท
เเม้การปรับขึ้นราคาของทางด่วนจะปรับทุก 5 ปี แต่ยังไงประชาชนก็ต้องได้รับผลกระทบทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเพียงแค่ยืดระยะเวลาออกไปเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ ช่วงต้นปี 2564 รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินก็ปรับเพิ่มค่าโดยสารเพิ่ม 1 บาท จากค่าโดยสารเริ่มต้น 16 บาท สูงสุด 42 บาท มาที่เริ่มต้น 17 บาท สูงสุด 42 บาท และสายสีม่วงขึ้นเปลี่ยนจากการคงราคาค่าโดยสารตลอดสายที่ 20 บาท เป็น 14-42 บาท ตามด้วยเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา รถไฟฟ้า BTS ได้สิ้นสุดโปรโมชั่นตั๋วรายเดือนทำให้ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าเดินทางที่คิดตามระยะทางซึ่งโดยรวมจะทำให้มีค่าโดยสารที่มากขึ้น
ค่าใช้จ่ายเพิ่ม เงินเฟ้อไม่เพิ่ม จริงหรือ?
ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ก.ย. 2564 ออกมาที่ 1.68% เมื่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทีไรก็มักมีการพูดคุยกันถึงค่าเงินเฟ้อ ในความรู้สึกเหมือนเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากนัก อย่างนั้นพี่ทุยขอให้ลองดูข้อมูลส่วนประกอบดัชนีราคาผู้บริโภคของประเทศไทย (CPI) พบว่า กลุ่มอาหารสดและพลังงานคิดเป็น 33.39% ถ้ารวมกับอาหารบริโภคในบ้านและนอกบ้านจะคิดเป็น 48.78% ตามด้วยค่าเคหะสถาน 22.8% หมวดการบันเทิง การอ่าน และการศึกษา 4.41% เครื่องนุ่งห่ม 2.2% ส่วนค่าโดยสารสาธารณะ 1.38%
ด้านค่าใช้จ่ายของคนทำงานในกรุงเทพฯ ช่วงอายุ 40-59 ปี ค่ากินอยู่และเสื้อผ้า 27.6% ค่าที่อยู่อาศัย 37% ค่าใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อนและบันเทิง 14.7% ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพ 13.4% และหากไม่มีรถส่วนตัวค่าเดินทางจะอยู่ที่ 7% แต่ถ้ามีรถส่วนตัวค่าใช้จ่ายส่วนนี้คิดเป็น 34.1%
จะเห็นว่าส่วนประกอบเงินเฟ้อกับค่าใช้จ่ายประจำวันมีสัดส่วนที่ต่างกันพอสมควร ค่าใช้จ่ายหลักบางรายการกลับมาสัดส่วนไม่มากในเงินเฟ้อ เช่น ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายด้านอาหารที่ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารสำเร็จรูปหรือกินข้าวนอกบ้าน สวนทางสัดส่วนในเงินเฟ้อที่เป็นอาหารสด เหตุผลที่มีสัดส่วนที่ไม่ตรงกันบ้างเพราะเงินเฟ้อเป็นการสำรวจทั่วประเทศจึงมีบางส่วนไม่ตรงกับการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่ว่าอัตราเงินเฟ้อไม่เพิ่มสูงเหมือนค่าใช้จ่ายก็มีส่วนที่จริงอยู่
ค่าครองชีพสูง เงินออมแทบไม่มี ปัญหาใหญ่วัยเกษียณ
คนวัยทำงาน Gen Y เติบโตมาในยุคที่เศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตต่ำลงและยังต้องเจอกับค่าครองชีพเพิ่มขึ้นนำรายได้ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ บีบให้ต้องคิดถึงแต่เงินใช้จ่ายระยะสั้น ส่วนเงินใช้จ่ายวัยเกษียณแทบจะลืมไปได้เลย อย่างไรก็ตามหากไม่มีการเตรียมตัวที่รอบคอบในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ปัญหามีวัยเกษียณจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน พี่ทุยขอพาไปส่องเหตุของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมวิธีแก้ไขกัน !
ประเด็นแรก ที่น่าเป็นห่วงมากคือภาระหนี้สิน ศูนย์วิจัยกสิกรเผยว่าไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนคิดเป็น 90.5% ของ GDP ซึ่งพี่ทุยเป็นห่วงมากเพราะหากยังมีภาระหนี้อยู่นั้นแทบไม่ต้องคิดถึงเรื่องเก็บเงินสำหรับวัยเกษียณกันเลย มากไปกว่านั้น Gen Y เป็นรุ่นที่ติดกับดักค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับ “ของมันต้องมี” ถึง 69% ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง อุปกรณ์ไอที และของฟุ่มเฟือย
ประเด็นที่สอง เงินออมมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ก็เป็นอีกประเด็นที่น่ากังวลซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่าคนไทย 37.9 ล้านคน มีบัญชีเงินฝากทั้งหมด 80.2 ล้านบัญชี เงินฝากรวมกัน 12 ล้านล้านบาท แต่ 11.16 ล้านล้านบาท เป็นของผู้ฝากรายใหญ่ 10% ที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือ 58% มีเงินฝากไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพรายเดือน
จากทั้งสองประเด็นฉายภาพให้เห็นว่าค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นขณะที่เงินออมก็แทบไม่มีเหลือ วิธีแก้ปัญหาคงมีไม่มากนักโดยต้องเริ่มจากลดค่าใช้จ่ายในเมื่อค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องหันไปลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นแทน เมื่อมีเงินออมมากขึ้นก็ต้องเริ่มลงทุนนอกเหนือจากแค่ฝากเงิน เช่น กองทุนรวม หุ้น หรือเหรียญคริปโต เป็นต้น
ค่าครองชีพสูง ก็ยิ่งต้องลงทุน
แต่เงินเฟ้อกับการลงทุนก็เป็นเรื่องที่ตัดขาดจากกันไม่ได้นอกจากจะกัดกินมูลค่าเงินออมแล้ว เป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลายว่าการลงทุนมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าเงินเฟ้อ แต่อย่างที่พี่ทุยโชว์ให้ดูว่าอัตราเงินเฟ้ออาจต่ำกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจริง ถ้าเราตั้งเป้าหมายการลงทุนโดยใช้ตัวเลขเงินเฟ้อ จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจต่ำกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
พี่ทุยเลยแนะนำว่าเราต้อง “ตั้งเป้าหมายการลงทุน” โดยใช้ตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงกว่าตัวเลขที่ประกาศออกมาเพื่อเพิ่มส่วนเผื่อให้ค่าใช้จ่ายประจำวันที่เพิ่มมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ เช่น อัตราเงินเฟ้อที่ 1% ควรใช้ตัวเลขที่ 2% เป็นต้น และถ้าใครทำตามคำแนะนำอย่างมีวินัย พี่ทุยเชื่อว่าจะมีเงินออมเหลือเก็บทั้งระยะสั้นและได้วางแผนสำหรับการเกษียณอีกด้วย
พี่ทุยแนะนำตัวอย่างการลงทุนง่าย ๆ ที่ทุกคนมีเเนวโน้มทำได้ เริ่มจากการออมเงินเพียงเดือนละ 500 -1,000 บาท และลงทุนทุกเดือน (DCA) ด้วยกองทุนรวมที่เน้นหุ้นเติบโตทั่วโลก เช่น กองทุน ONE-UGG-RA ที่ลงทุนผ่านกองทุน Baillie Gifford Worldwide Long Term Global Growth Fund มีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่ 19.95% 3 ปีย้อนหลัง มีผลตอบแทน 33.75% ต่อปี และ 5 ปีย้อนหลัง มีผลตอบแทน 25.68% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ต.ค. 2564)
แต่การลงทุนก็ต้องมาพร้อมความเสี่ยงโดย 1 ปีที่ผ่านมา กองทุน ONE-UGG-RA ก็เคยขาดทุน 11.13% และ 3 ปีย้อนหลัง ขาดทุนสูงสุด 16.03% อย่างไรก็ตามหากลงทุนด้วยมุมมองระยะยาวก็จะช่วยให้ผ่านช่วงเวลาขาดทุนไปได้ มากไปกว่านั้นการลงทุนทุกเดือน (DCA) ทำให้เราได้ลงทุนทุกช่วงเวลาซึ่งก็จะได้ลดต้นทุนในช่วงที่ราคาร่วง
การลงทุนต้องมาพร้อมความสบายใจซึ่งพี่ทุยมักจะใช้คำว่า “ลงทุนกับอะไรก็ได้ที่เติบโตและถือลงทุนระยะยาวจนเกือบลืมไปเลย” และเราจะไม่กังวลมากเวลาที่ตลาดร่วงแรงจนอาจเผลอทำอะไรที่ผิดพลาดไปโดยไม่ตั้งใจ อย่างเช่นขายตัดขาดทุนตอนที่ตลาดแตะจุดต่ำสุด
อย่างไรก็ตาม จากเเนวทางแก้ปัญหาที่พี่ทุยกล่าวมาข้างต้นเป็นมุมมองของนักลงทุนที่มองว่า ควรมีเงินออม ลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน หรือหาทางลดหย่อนภาษีให้มากที่สุด ในขณะเดียวกันมุมมองอีกด้านก็มองว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะเเค่จัดการรายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายเเต่ละเดือนก็หนักหนาเเล้ว
มุมมองทั้ง 2 ด้านพี่ทุยมองว่า ไม่มีผิด ไม่มีถูก รวมถึงมุมมองอื่น ๆ ซึ่งคนที่ตัดสินและลงมือทำก็คือตัวเราเองว่า “จะเลือกทำอะไร ไม่ทำอะไร เพื่อให้อยู่รอดภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่”