เป็นที่ฮือฮาในวงการการเงินอย่างมากเมื่อ “Ascend Money” สตาร์ทอัพฟินเทคเจ้าของ E-Wallet ชื่อดังอย่าง TrueMoney เปิดเผยว่าได้รับเงินลงทุน Series C มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ โดยได้รับเงินทุนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ “Ascend Money” (แอสเซนด์ มันนี่) ร่วมกับ Bow Wave Capital Management และ Ant Group ผู้ให้บริการด้านการเงินรายใหญ่จากประเทศจีน (บริษัทสตาร์ทอัพยูนิคอร์น คือ บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ที่สามารถระดมทุนได้โดยมีมูลค่าประเมิน 1,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นไป)
การระดมทุนครั้งนี้ส่งให้ “แอสเซนด์ มันนี่” ขึ้นแท่นเป็นบริษัทสตาร์ทอัพยูนิคอร์นที่ 2 ของประเทศไทยต่อจาก Flash Express ซึ่ง “แอสเซนด์ มันนี่” เผยว่ามีแผนที่จะนำเงินลงทุนนี้ไปขยายธุรกิจ TrueMoney รวมถึงขยายบริการทางการเงินอื่น เช่น Digital lending, Digital Investment และการโอนเงินข้ามพรมแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วันนี้พี่ทุยจะพาไปรู้จักกับ “แอสเซนด์ มันนี่” ผู้พัฒนา TrueMoney จนก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นรายที่ 2 ของประเทศไทย
รู้จัก Ascend Money และธุรกิจ E-Wallet
“แอสเซนด์ มันนี่” เป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม Ascend Group ซึ่งอยู่ในเครือ C.P. Group โดยทำแอปพลิเคชัน E-Payment ที่รู้จักกันในชื่อว่า TrueMoney เริ่มต้นให้บริการเมื่อปี 2557 เติบโตอย่างโดดเด่นด้วยธุรกิจ E-Wallet ที่เปรียบเสมือนกระเป๋าเงินออนไลน์เพียงแค่เติมเงินเข้าไปก็สามารถจ่ายบิล เติมเงินมือถือ ชำระเงินค่าสินค้า เรียกได้ว่าย่อธนาคารเอามาไว้ในแอปพลิเคชันโดยไม่จำเป็นเปิดบัญชีกับธนาคาร
กระแสความนิยมจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์ ธุรกิจ E-Wallet จึงเติบโตและเข้ามาในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ซึ่งนอกจาก TrueMoney แล้วก็ยังมีแอปพลิเคชัน E-Wallet ชื่อดังอีกหลายเจ้า เช่น Rabbit Line Pay, ShopeePay ส่วนภาครัฐก็ส่ง E-Wallet ออกมาเช่นกันซึ่งก็คือ แอปเป๋าตังค์
ผู้ใช้ก็จะได้สิทธิประโยชน์มากมาย เช่น ส่วนลด การสะสมแต้ม ส่วนผู้ให้บริการก็จะได้ฐานข้อมูลลูกค้าเพื่อนำไปขยายธุรกิจ ซึ่งในอนาคตก็จะสร้างรายได้จากส่วนแบ่งการชำระเงินกับร้านค้า
Ascend Money มีมูลค่าประเมินอยู่ที่ 50,500 ล้านบาท ปี 2563 มีรายได้ 96.6 ล้านบาท ขาดทุน 216 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพที่จะขาดทุนเพื่อขยายธุรกิจ และก็เห็นผลชัดเจน โดยข้อมูลจาก Boku ระบุว่า TrueMoney ครองส่วนแบ่งตลาด Mobile Wallet ในไทยถึง 53% มีผู้ใช้งาน 17 ล้านคน (ข้อมูล ณ เดือน มี.ค. 2564) ตามมาด้วย Rabbit LINE Pay มีผู้ใช้งาน 7.5 ล้านคน (ข้อมูล ณ เดือน พ.ค. 2563)
เติบโตผ่าน 7-Eleven พร้อมสร้างฐานร้านค้าหนุน TrueMoney เติบโต
แม้ TrueMoney เพิ่งจะเริ่มให้บริการเมื่อปี 2557 แต่การอยู่ภายใต้ “แอสเซนด์ มันนี่” บริษัทในเครือ C.P. Group ก็สร้างความได้เปรียบเพิ่มการเติบโตอย่างรวดเร็วโดยอาศัยการใช้จ่ายที่ร้านสะดวกซื้อในเครือ C.P. ด้วยกันอย่าง 7-Eleven และในปี 2559 ก็ได้เป็นพันธมิตรกับ Ant Group ยิ่งทำให้ TrueMoney แกร่งมากขึ้น สามารถศึกษาเรียนรู้จากต้นแบบที่ประสบความสำเร็จแล้วในประเทศจีน
ต่อจากนั้นก็เดินหน้าสร้างพันธมิตรกับร้านค้า ร้านอาหาร ซึ่งเป็นกลุ่มออฟไลน์โดยเข้าไปติดตั้งจุดรับชำระเงิน (POS) ขณะเดียวกันก็ขยายความร่วมมือกับธุรกิจกลุ่มออนไลน์โดยให้บริการการชำระเงินเช่นกัน เพื่อให้ธุรกิจ E-Wallet ก้าวไปสู่ธุรกิจ E-Marketplace
นอกจากธุรกิจในประเทศไทยแล้ว “แอสเซนด์ มันนี่” ยังขยายไปสู่เพื่อนบ้านทั้งประเทศอินโดนิเซีย เวียดนาม เมียนมา กัมพูชา และฟิลิปปินส์
ต่อมา TrueMoney เพิ่มความหลากหลายของแพลตฟอร์มมากขึ้นด้วยความร่วมมือกับ Ascend Nano บริษัทในกลุ่ม Ascend Group เพิ่มบริการสินเชื่อ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็เปิดตัวบริการซื้อขายกองทุนรวมผ่านแอพพลิเคชั่น TrueMoney
COVID-19 หนุน “Ascend Money” เติบโตก้าวกระโดดจากฐานที่สร้างไว้
ต้องยอมรับเลยว่าแม้จะมีความสะดวกสบายมากขนาดไหนแต่การแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่ง TrueMoney ก็ได้รับอานิสงส์เช่นกัน การล็อกดาวน์เมื่อเดือน เม.ย. 2564 ทำให้ทั้งจำนวนครั้งที่ใช้ต่อวันและยอดใช้จ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้น โดยยอดใช้จ่ายเฉลี่ยเมื่อเดือนมี.ค. 2563 อยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน ส่วนเดือน เม.ย. 2564 เพิ่มมาที่ 3,800 บาทต่อเดือน
สนามแข่งขันอันดุเดือด
กระแสการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ทำให้มีคู่แข่งกระโดดเข้าเพิ่ม Rabbit LINE Pay เป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่ใช้จุดแข็งจากความนิยมของแอปพลิเคชัน LINE และการเดินทางด้วย BTS ของคนเมือง ส่วน SeaGroup รีแบรนด์ AirPay เป็น ShopeePay เพื่อเป็นตัวเลือกชำระเงินในแพลตฟอร์ม Shopee ส่วนกลุ่ม Rider Delivery เช่น Grab ก็พัฒนา E-Wallet เพื่อใช้ในแพลตฟอร์มเช่นกัน
ซึ่งพี่ทุยคิดว่าในอนาคต E-Wallet จะเดินหน้าสร้าง Ecosystem เพิ่ม Marketplace ให้สิทธิประโยชน์ผู้ใช้มากยิ่งขึ้นทั้งส่วนลดและการสะสมแต้ม ส่งผลให้มีการเติบโตและการแข่งขันอย่างดุเดือดมากขึ้น