สรุป หุ้น PTT เจ้าของธุรกิจพลังงาน-ปิโตรเคมี เบอร์ 1 ของไทย

วิเคราะห์ หุ้น PTT เจ้าของธุรกิจพลังงาน-ปิโตรเคมี เบอร์ 1 ของไทย

6 min read    Money Buffalo

ฉบับย่อ

  • PTT ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีครบวงจร ผ่านธุรกิจที่ดำเนินงานเองและธุรกิจที่ลงทุนผ่านบริษัทในเครือ
  • ปี 2563 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 1,615,665 ล้านบาท (ลดลง  27.2% จากปี 2562) กำไรสุทธิ 37,766 ล้านบาท (ลดลง 59.4% จากปี 2562)
  • ในอนาคต PTT มีแนวโน้มเพิ่มพอร์ตการลงทุนในธุรกิจใหม่ใน 6 ด้านที่เป็นเทรนด์ใหม่ ได้แก่ New Energy Life, Science Mobility & Lifestyle, High Value Business, Logistics & Infrastructure และ AI & Robotics Digitalization
  • ประเด็นที่น่าติดตามในอนาคตของ PTT ได้แก่ (1) ความผันผวนของราคาพลังงาน (2) ความพร้อมในการลงทุนต่างประเทศ (3) แนวโน้มของการระบาดโควิด-19 และ (4) แผนการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม PTT ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile

ถ้าจะพูดถึงเรื่องของบริษัทใหญ่ที่หลายคนคุ้นเคยแล้วอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน พี่ทุยว่าคงไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อ หุ้น PTT หรือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อย่างแน่นอน

และวันนี้พี่ทุยจะพามาสรุป และวิเคราะห์แบบเจาะลึกกับว่า หุ้น PTT นั้นน่าลงทุนมากแค่ไหน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หุ้น PTT ทำอะไร ?

ต้องบอกว่า PTT จะแบ่งกิจการออกเป็น 2 แบบหลัก คือ กิจการที่ดำเนินการเอง และกิจการที่ลงทุนผ่านบริษัทย่อย ซึ่งกิจการที่ทาง PTT ดำเนินการเองได้แก่ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรม

ส่วนธุรกิจที่ลงทุนผ่านบริษัทย่อย และ/หรือกิจการที่ควบคุมร่วมกันกับกลุ่มบริษัทในเครือ ได้แก่ ธุรกิจสํารวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ธุรกิจนํ้ามันและค้าปลีก ธุรกิจไฟฟ้า และสาธารณูปการ ธุรกิจถ่านหิน ธุรกิจให้บริการ 

1. ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ

ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ การจัดหาก๊าซธรรมชาติ การขนส่งก๊าซธรรมชาติ การแยกก๊าซธรรมชาติ และการจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ รวมถึง การขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติทั้งในและต่างประเทศ

2. ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น

ลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจปิโตรเคมีแบบครบวงจรผ่านบริษัทในกลุ่ม PTT 4 บริษัท ได้แก่ (1) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP) (2) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) (3) บริษัท ไออาร์พีซี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (IRPC) และ (4) บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank)

3. ธุรกิจน้ำมัน 

ลงทุนใน บริษัท ปตท. นํ้ามัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTTOR) ดำเนินธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ในฐานะบริษัทชั้นนำระดับสากล

4. ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ

ดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับไทย ควบคู่ไปกับการขยายฐานการค้าไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก ครอบคลุมการจัดหา การนำเข้า การส่งออก และการค้าระหว่างประเทศของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ น้ำมันดิบ คอนเดนเสท ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ตัวทำละลาย เคมีภัณฑ์ น้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันปาล์มสำเร็จรูป กะลาปาล์ม และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

5. ธุรกิจสํารวจและผลิตปิโตรเลียม

ดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมผ่านบริษัทในกลุ่ม PTT คือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) ซึ่งดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สหภาพเมียนมา เวียดนาม อินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอลจีเรีย โมซัมบิก ออสเตรเลีย แคนาดา เม็กซิโก และบราซิล

6. ธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรม

ดำเนินงานด้านวิศวกรรม อสังหาริมทรัพย์ ดิจิทัลและเทคโนโลยี สนับสนุนการดำเนินธุรกิจของ PTT รวมถึงพัฒนาธุรกิจ New Business S-Curve โดยสร้างความเชื่อมโยงในการบริหารจัดการกลุ่มธุรกิจหลักของ PTT การวิจัยและพัฒนา และเสริมสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ของ PTT

อย่างเช่น ที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มจากความเป็นเลิศในด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม พัฒนาต้นแบบและแสวงหาโอกาสดำเนินธุรกิจ New Business S-Curve รองรับการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ

7. ธุรกิจอื่น ๆ

ธุรกิจถ่านหินและอื่น ๆ เช่น บริษัท ปตท. ศูนย์บริหารเงิน จำกัด (PTT TCC) ประกอบธุรกิจเป็นศูนย์บริหารเงินให้ PTT และบริษัทในกลุ่ม PTT โดยการจัดหาเงินสกุลต่างประเทศและเงินสกุลบาท ทั้งระยะยาวและระยะสั้น เพื่อให้กู้ยืมแก่ PTT หรือ บริษัทในกลุ่ม PTT รวมไปถึงการบริหารหนี้ การบริหารสภาพคล่อง และการบริหารเงิน เป็นต้น โดยคํานึงถึงผลประโยชน์ของ PTT และบริษัท ในกลุ่ม PTT เป็นสําคัญ

โครงสร้างรายได้ ปี 2563 ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT)

สรุป หุ้น PTT เจ้าของธุรกิจพลังงาน-ปิโตรเคมี เบอร์ 1 ของไทย

ถ้าเรามาดูผลประกอบการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในปี 2563 จะพบว่า รายได้ 1,615,665 ล้านบาท (ลดลง  27.2% จากปี 2562) ส่วนกำไรสุทธิ 37,766 ล้านบาท (ลดลง 59.4% จากปี 2562)

สาเหตุสำคัญที่สัดส่วนกำไรลดลงมากกว่าสัดส่วนของรายได้ ก็เพราะว่า
กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นของ PTT ได้รับผลกระทบจากการขาดทุน
สต็อกน้ำมันมูลค่าราว 19,000 ล้านบาท เป็นผลมาจากประสบปัญหาหลายอย่างตั้งแต่สงครามราคาน้ำมัน สภาวะน้ำมันล้นตลาดในช่วงปิดเมือง และความต้องการใช้น้ำมันในช่วงโรคระบาดที่ลดลงกะทันหันตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตามกลยุทธ์ที่กลุ่ม PTT นำมาใช้เพื่อรับมือกับวิกฤติโควิด-19 ในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมาก็คือ การจัดตั้งทีม PTT Group Vital Center ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อรับหน้าที่วางแผนและดำเนินกลยุทธ์ เพื่อบริหารจัดการสภาวะวิกฤตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งรักษาความสามารถในการแข่งขันและความแข็งแกร่งของกลุ่ม PTT ท่ามกลางสภาวการณ์ภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้

5 จุดแข็ง ของ PTT ที่น่าสนใจ

1. เป็นสมาชิก DJSI หรือ ดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9

ได้คะแนนสูงสูดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Oil & Gas Upstream & Integrated (OGX) การได้รับคัดเลือกนี้แสดงถึงการบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพ เทียบเคียงกับบริษัทชั้นนําในอุตสาหกรรมเดียวกันทั่วโลก คํานึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

2. เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของกระทรวงพลังงาน

PTT มีสัญญาเช่าทรัพย์สินระยะยาวที่สําคัญ คือ สัญญาให้ใช้ที่ราชพัสดุที่แบ่งแยกให้กระทรวงการคลังในการดําเนินกิจการ ของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ระหว่างกระทรวงการคลังกับบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ได้แก่ ที่ดิน สิทธิการใช้ที่ดิน ท่อและอุปกรณ์เครื่องมือที่ประกอบกันเป็นระบบขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ โดยต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายได้แผ่นดินตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ดังนั้น การมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จึงนับว่าเป็นจุดแข็งที่สำคัญของ PTT

3. มีฐานลูกค้าที่หลากหลายทั้งตลาดในและต่างประเทศ

PTT ดำเนินธุรกิจทั้ง “ตลาดในประเทศ” และ “ตลาดต่างประเทศ” ที่เป็นกลุ่มลูกค้าประเภท Business to Business (B2B) ประกอบด้วย ลูกค้าธุรกิจก๊าซ ลูกค้าธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และลูกค้าธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มลูกค้าประเภท Business to Consumer (B2C) ประกอบด้วยลูกค้าธุรกิจ ก๊าซสําหรับยานยนต์ โดยมีผลิตภัณฑ์หลักที่จําหน่ายคือ ผลิตภัณฑ์ก๊าซธรรมชาติ น้ํามันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์

4. ความสามารถในการแข่งขันและความแข็งแกร่งทางการเงิน

PTT ดําเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พัฒนาเทคโนโลยีส่งเสริมพลังงานทดแทน สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และขยายการลงทุนอยางต่อเนื่อง แม้ในปี 2563 ทั่วโลกและประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

5. เป็นผู้ประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติอย่างครบวงจร เพียงรายเดียวในไทย

ปัจจุบัน ปตท. และบริษัทในกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ โดยครอบคลุมตั้งแต่การสํารวจและผลิต การจัดหาก๊าซธรรมชาติ การนําเข้าก๊าซธรรมชาติในรูปแบบ ก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ Liquefied Natural Gas (LNG) และแปลงสภาพ LNG การขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ การแยกก๊าซธรรมชาติ การจัดจําหน่าย รวมถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการพัฒนาธุรกิจใหม่

รวมถึงยังเป็นผู้ดําเนินการจัดหา ขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ จัดจําหน่ายก๊าซธรรมชาติ และดําเนินธุรกิจแยกก๊าซธรรมชาติ รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

อัตราส่วนทางการเงินของ ปตท. (PTT)

สรุป หุ้น PTT เจ้าของธุรกิจพลังงาน-ปิโตรเคมี เบอร์ 1 ของไทย

ถ้าเราลองดูที่งบการเงินปี 2563 จะเห็นได้ว่า P/BV Ratio มีค่าที่สูงกว่า 1 บ่งบอกถึงนักลงทุนมองเห็นแนวโน้มในอนาคตว่าบริษัทฯ จะเติบโตจนมีกำไรสะสมกลับมาช่วยทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

“กำไรต่อหุ้น (EPS)” ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บ่งบอกถึงบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ต่ำลงเมื่อเปรียบเทียบกับงบปี 2562 โดยกำไรสุทธิปี 2563 อยู่ที่ 37,766 ล้านบาท ลดลง 59.4% จากปี 2562 อยู่ที่ 92,951 ล้านบาท

P/E Ratio เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก “กำไรต่อหุ้น (EPS)” ที่ลดลงแต่ราคาหุ้นไม่ปรับลงตามผลประกอบการที่ลดลง เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นว่ากำไรมีโอกาสเติบโตในอนาคต เมื่อผลประกอบการในอนาคตออกมากำไรเพิ่มมากขึ้น P/E ของ PTT ก็จะลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมนั่นเอง

D/E Ratio อยู่ที่ 0.62 ตามปกติแล้วบริษัทที่มี D/E Ratio มีค่าที่ต่ำ แปลว่าบริษัทมีภาระหนี้สินที่ต่ำ คือ มีการใช้เงินส่วนใหญ่ของตัวบริษัทเองในการทำธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงของธุรกิจที่มีน้อย มีโครงสร้างเงินทุนที่ดี อย่างไรก็ตาม ปตท. มีความพร้อมทางด้านกระแสเงินสดอีกมากราว ๆ 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งสามารถเป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้นให้กับบริษัทลูกที่มองเห็นโอกาสในการปิดดีลเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศอย่างรวดเร็ว

ROA และ ROE  ตามหลักการแล้ว ยิ่งสูง ยิ่งถือว่าบริษัทนั้นสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากดูในงบ ปี 2563 แล้วพบว่า ทั้งสองอัตราส่วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากกำไรสุทธิที่ลดลงนั่นเอง

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้นักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อยให้ความสนใจก็เพราะการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก PTT มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 25% ของกำไรสุทธิทำให้เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการเก็บผลตอบแทนจากเงินปันผล ถ้าเราไปดูที่ Dividend Yield อยู่แถวระดับ 4% มาโดยตลอดถือว่าเป็นจุดแข็งที่ดีของ PTT

เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ PTT

1. พัฒนาธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม PTT ประกอบกับการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

2. ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าโดยยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

ประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ปตท. เพื่อมุ่งสู่ระดับการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน ระดับที่ 3 อ้างอิง ตาม British Standards Institution: Framework for implementing the principles of the circular economy in organizations

3. สร้างคุณค่าร่วมกัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคม

งบประมาณการลงทุนทางสังคม อย่างน้อย 1-3% ของกำไรสุทธิ

4. สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน

สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม

5. การเตรียมความพร้อมของบุคลากรเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

เพิ่มระดับคะแนน Human Capital Index (HCI) อย่างน้อย 1% ต่อปี พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

6. ปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และมีจริยธรรม

ขจัดการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อกำหนด ให้เป็นศูนย์ และป้องกันการเกิดซ้ำในอนาคต ทั้งใน PTT และ กลุ่ม PTT

7. ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เร่งสร้างการเติบโตผลักดันเศรษฐกิจ

การสร้างมูลค่าจากการเติบโตของธุรกิจ กำไรจากธุรกิจใหม่ และการเติบโตทางธุรกิจ

อนาคตของ หุ้น PTT จะเป็นอย่างไร มีประเด็นอะไรที่ต้องติดตาม ?

1. การรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

ปตท. ได้เล็งเห็นถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงมีการปรับกลยุทธ์เพื่อเร่งดำเนินธุรกิจใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงการลงทุนในธุรกิจพลังงาน โดยได้ปรับพอร์ตการลงทุน เน้นไปที่ 6 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่

  • (1) New Energy (ธุรกิจด้านพลังงานใหม่)
    • EV CHARGING STATION ใน ปั้ม NGV
    • ร่วมมือกับ Foxconn Technology Group 
    • ลงทุนในบริษัท GRP ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ GPSC
    • ธุรกิจเปลี่ยนแบตเตอรี่ จักรยานยนต์ไฟฟ้า ตั้งบริษัท Swap & Go
    • ตั้งบริษัท On-I on Solutions รองรับธุรกิจ EV Charging Station นอกปั๊มน้ำมัน
  • (2) Life Sciences
    • จัดตั้ง บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ลงทุนในธุรกิจยา ธุรกิจ Nutrition ธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์
    • ซื้อหุ้น Lotus Pharmaceutical บริษัทยารักษามะเร็งในไต้หวัน
    • ร่วมทุนกับบริษัทย่อยของ NRF ดำเนินธุรกิจพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชแบบครบวงจร
    • ร่วมกับ IRPC ศึกษาการผลิตวัตถุดิบสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข
  • (3) Mobility & Lifestyle
    • ร่วมกับ LINEMAN ให้บริการ Cloud Kitchen ในปั้ม PTT
    • ร่วมกับโอ้กะจู๋ ให้บริการร้านอาหารเทรนด์สุขภาพ
  • (4) High Value Business
    • ต่อยอดธุรกิจปิโตรเคมี พัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น นำเม็ดพลาสติกมาพัฒนาให้มีมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบทำเครื่องมือเเพทย์ ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
  • (5) Logistics & Infrastructure
    • ร่วมกับ GULF ประมูลแหลมฉบังเฟส 3
    • พัฒนาท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3
  • (6) AI, Robotics & Digitalization
    • พัฒนา AI, Robotics & Digitalization
    • ปตท.สผ. จัดตั้งบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (เออาร์วี) ที่ทำธุรกิจเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์
    • การผลิตหุ่นยนต์และโดรน

โดย ปตท. วางเป้าหมายให้ทั้ง 6 กลุ่มธุรกิจที่อยู่ในแผนการลงทุน จะสร้างกำไรเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 15% จากกำไรทั้งหมดของบริษัทภายในปี 2573

2. ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ PTT ไม่สามารถควบคุมได้

เนื่องจากเครือของ PTT มีขนาดที่ใหญ่และอยู่ในกลุ่มพลังงานทำให้การขึ้นลงของ “ราคา” วัตถุดิบตั้งต้นให้การทำธุุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ราคาปิโตรเลียม ราคาปิโตรเคมี หรือราคาผลิตภัณฑ์ ส่งผลต่อผลประกอบการของ PTT โดยตรง

นอกจากยังมีปัจจัยความเสี่ยง เรื่องนโยบาย กฎ ข้อบังคับ หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีผลต่ออุตสาหกรรม รวมถึงภาวะเศรษฐกิจ ภาวะวิกฤต สถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น โควิด-19 สงครามราคาน้ำมัน สงครามการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของ PTT อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. ความพร้อมในการลงทุนต่างประเทศ

กลุ่ม PTT เป็นกิจการขนาดใหญ่ ซึ่งการขยายธุรกิจภายในประเทศได้ดำเนินการไปจนสมบูรณ์แล้ว โอกาสในการขยายธุรกิจในประเทศจึงถูกจำกัด โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 ที่เศรษฐกิจไทยเองก็มีศักยภาพในการเติบโตไม่สูงเท่ากับต่างประเทศ 

แนวโน้มในครึ่งปีหลังจะได้เห็นเครือ PTT รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ที่มีความพร้อมไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะในต่างประเทศมีโอกาสการขยายกิจการมากกว่าในประเทศ โดยสถานการณ์โควิด-19 ได้เร่งให้หลายกิจการในต่างประเทศที่สายป่านไม่ยาวพอมีการขายกิจการออกมาเยอะมาก ซึ่งล้วนเป็นโอกาสสำหรับผู้มีความพร้อมทางการเงินอย่าง ปตท. ที่พร้อมสนับสนุนทางการเงินให้กับบริษัทลูกที่มองเห็นโอกาสในการลงทุน

4. แผนการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม PTT ในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2564-2568)

PTT และบริษัทที่ PTT ถือหุ้นทั้ง 100 % มีแผนการลงทุนภายใน 5 ปีข้างหน้า (ปี 2564-2568) เป็นเงินรวมกันมากกว่าประมาณ 179,072 ล้านบาท โดยเน้นลงทุนในกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และบริษัทที่ PTT ถือหุ้นทั้งหมด

ขณะที่งบลงทุนบริษัทอื่น ๆ ที่ PTT ลงทุนแต่ไม่ได้ถือหุ้น 100% ในระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2568 เตรียมแผนลงทุนในวงเงินรวมกว่า 850,573 ล้านบาท ไม่นับรวมรวมโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการลงทุนหรือแสวงหาโอกาสในการลงทุน และจัดเตรียมงบลงทุนในอนาคต (Provisional Capital Expenditure) ในระยะ 5 ปีข้างหน้า จำนวน 804,202 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง สร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาเศรษฐกิจไทย ทั้งในธุรกิจหลักของกลุ่มโรงกลั่น ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมี

จะเห็นได้ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีการลงทุนอย่างมหาศาล ซึ่งแน่นอนว่าถ้าแผนการลงทุนไม่สามารถดำเนินการได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ก็อาจจะเป็นปัจจัยลบที่เข้ากดดันราคาหุ้น PTT อย่างหนักแน่นอน

5. การระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่จบง่าย ๆ 

ความเคลื่อนไหวของการกระจายวัคซีนทั่วโลกมีแนวโน้มจะทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัว และท้ายที่สุดความต้องการใช้น้ำมันก็จะเพิ่มขึ้นตามการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อการดำเนินงานเมื่อเทียบกับปีก่อนที่ได้รับผลกระทบทั้งในส่วนของการขาดทุนสต็อกน้ำมัน และความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงฉุดกำไรของธุรกิจแย่ลงด้วย

รูปบน ของ desktop
รูปล่าง ของ mobile