เดิมทีข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบใน “อัฟกานิสถาน” คงจะไม่ได้อยู่ในความสนใจในไทยมากสักเท่าไหร่ แต่หลังจากเกิดกระแสดราม่าในโลกออนไลน์จากเพจ I Roam Alone ที่ได้เข้าไปทำรีวิวในอัฟกานิสถาน ก็ทำให้หลายคนเริ่มสนใจอัฟกานิสถานขึ้นมาทันที
วันนี้พี่ทุยจะพาทุกคนไปดูกันว่านอกจากประเด็นเรื่องสงครามแล้ว ในอีกแง่มุมอย่างเศรษฐกิจหรือธุรกิจมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ?
ตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ใน “อัฟกานิสถาน” (Afghanistan) เป็นยังไง ?

อย่างที่เรารู้กันว่า “อัฟกานิสถาน (Afghanistan) อยู่ในสภาวะติดหล่ม ไม่สงบมาตลอดหลายสิบปี ทำให้ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นหลัก และมีสหรัฐฯ คอยเป็นสปอนเซอร์หลักให้
ซึ่งเงินช่วยเหลือดังกล่าว คือ หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจมาตลอดหลายสิบปีอย่างแท้จริง เนื่องจาก 75% ของงบประมาณรายจ่ายภาครัฐมีแหล่งที่มาจากเงินช่วยเหลือของต่างชาติ ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจในประเทศอื่น ๆ โดยทั่วไปมักพึ่งพารายได้จากระบบการเก็บภาษี
นอกจากนี้ การที่มีทหารต่างชาติเข้ามาประจำการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะปี 2011 ที่มีมากถึง 130,000 คน ก็ยิ่งช่วยให้เกิดการซื้อขายและการจ้างงานจากประชาชนในพื้นที่อีกด้วย อย่างเช่น ร้านอาหาร วัตถุดิบประกอบอาหาร และร้านค้าต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกสบายแก่ทหารและเจ้าหน้าที่ต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานที่มั่น ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ GDP ในช่วงปี 2003-2012 ขยายตัวมากถึง 9.4%
พอในปี 2020 ต่างชาติเริ่มทยอยลดเงินช่วยเหลือลง เหลือแค่ 42.9% ของ GDP (เดิมในปี 2002 เงินช่วยเหลือคิดเป็น 100% ของ GDP) ก็ทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2015-2020 GDP นั้นเติบโตแค่ 2.5%
และในมุมของกำลังพลก็ถูกลดด้วยเหมือนกัน ในปี 2014 เหลือแค่ 15,000 คนเท่านั้น
เพียงเท่านี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่าเงินช่วยเหลือ การดำรงอยู่ของกองกำลังจากต่างชาติ และรายได้ทางเศรษฐกิจจากภาวะสงครามได้ช่วยค้ำจุน Afghanistan ไว้มากแค่ไหน
กลุ่มคนทำงานใน Afghanistan มีอาชีพอะไร ?
ส่วนตัวพี่ทุยมองว่าการมัวแต่หวังพึ่งพาแต่ต่างชาติเพียงอย่างเดียวดูจะไม่ใช่หนทางที่มีความยั่งยืนอะไรมากนัก เพราะเมื่อวิเคราะห์กันจริง ๆ แล้วจะพบว่าภาคธุรกิจเอกชนในประเทศมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยมาก คิดเป็นสัดส่วน 3% ของ GDP ทั้งที่จริง ๆ แล้วควรเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ช่วยสร้างผลิตสินค้าและบริการรวมถึงการจ้างงานในระบบให้เกิดขึ้นด้วยซ้ำ
จึงไม่แปลกที่การจ้างงานจากบริษัทเอกชนจึงมีน้อยมากในดินแดนของ Afghanistan ขณะเดียวกันเมื่อมีทางเลือกในการทำมาหากินไม่มากนัก ก็จำเป็นต้องหันไปพึ่งพาการจ้างงานจากภาคเกษตรเป็นหลักแทน โดยปัจจุบันภาคการเกษตรครองส่วนแบ่ง 44% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ โดยสินค้าภาคการเกษตรที่มีชื่อเสียงคือ ฝิ่น ขนสัตว์ และหนังสัตว์
ขณะเดียวกัน การมีกฎหมาย กฎระเบียบที่ยุ่งยากและไม่ทันสมัย ก็นับเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคต่อการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหรือนักลงทุนเริ่มต้นทำธุรกิจใน Afghanistan สะท้อนจากผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจในปี 2020 อยู่ในลำดับที่ 173 จากทั้งหมด 190 ประเทศทั่วโลก
Afghanistan คือ แหล่งเพาะปลูกฝิ่นรายใหญ่ของโลก
พอ Afghanistan มีการบังคับใช้กฎหมายค่อนข้างต่ำ ทำให้กลายเป็นแหล่งผลิต จำหน่าย และจ้างงาน ของสินค้าผิดกฎหมาย อย่างพวกฝิ่น สินค้าลักลอบหนีภาษี แร่หรือสารเคมีที่ต้องห้ามในระดับสากล
โดยเฉพาะฝิ่นนั้นถือเป็นสินค้าส่งออกที่ขึ้นชื่อของที่นี่เลยทีเดียว แม้ว่าทางการจะพยายามปราบปรามแล้วก็ตาม โดยข้อมูลจาก United Nation Office on Drugs and Crime ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการต่อต้านยาเสพติดและอาชญากรรมสากล เคยระบุว่า มากกว่า 90% ของฝิ่นที่มีอยู่ในโลกมีที่มาจากแหล่งผลิตใน Afghanistan
ส่วนสินค้าส่งออกที่มีความโดดเด่น แต่ไม่ผิดกฎหมาย ได้แก่ ผลไม้ ถั่ว พรหมทอมือ ผ้าขนสัตว์ ผ้าฝ้าย หนังสัตว์ และอัญมณี โดยมีตลาดส่งออกหลัก คือ อินเดีย ปากีสถาน และทาจิกิสถาน
ขณะที่สินค้านำเข้าหลัก คือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ อาหาร สิ่งทอ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยมีตลาดนำเข้าหลัก คือ ปากีสถาน อินเดีย สหรัฐอเมริกา เติร์กเมนิสถาน และจีน
รู้หรือไม่ ? Afghanistan คือ ตลาดส่งออกที่ไทยทำกำไรได้ดี

แม้ว่าที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ระหว่างไทยและ Afghanistan จะอยู่ห่างไกลกันมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวพันทางเศรษฐกิจกันเลย
โดยการค้าส่วนใหญ่เป็นฝ่ายไทยที่ได้ดุลการค้า เนื่องจากเป็นฝั่ง Afghanistan ที่สั่งซื้อสินค้าจากไทยเป็นส่วนใหญ่ โดยมีหม้อแบตเตอรี เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ และผลิตภัณฑ์จากยางเป็นสินค้าหลัก
ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากอัฟกานิสถานส่วนใหญ่จะเป็น เพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง ทองคำ ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ เครื่องคอมพิวเตอร์ และสิ่งพิมพ์
สรุป Timeline แบบฉบับย่อเรื่องราวแห่งความขัดแย้งของสงคราม
กว่าที่ Afghanistan จะมาถึงตอนนี้ ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอตัวเลย เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่อยู่ในวังวนของความขัดแย้งและภาวะสงคราม
ปี 1919 จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์หลังจากการที่ Emir Amanullah Khan ประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากสหราชอาณาจักร
ปี 1926-1929 ก็ได้เกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นหลัง Emir Amanullah Khan ได้พยายามนำนโยบายปฏิรูปทางสังคมมาใช้ แต่กลับกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมขึ้น จนเจ้าตัวต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ขณะที่ผู้นำคนใหม่ก็เข้าดำรงตำแหน่งแทน
ปี 1933-1979 สถานการณ์ใน Afghanistan ก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาการแย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่มนักการเมืองที่เชื่อมั่นในระบอบกษัตริย์กับกลุ่มที่เอนเอียงไปทางสหภาพโซเวียต
ปี 1979 จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึง เมื่อสหภาพโซเวียตเข้าบุกยึดอัฟกานิสถาน และแต่งตั้งรัฐบาลที่ตนสนับสนุนขึ้นปกครอง แต่ก็เกิดแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมจึงทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม
ซึ่งกลุ่มอนุรักษ์นิยมได้รับการสนับสนุนเงินทุนและอาวุธจากสหรัฐอเมริกา ซาอุดิอาระเบีย จีน ปากีสถาน และอิหร่าน จนกลายเป็นกองกำลังมูจาฮีดีน
ปี 1988 สหภาพโซเวียตต้องยอมจำนนถอนทัพออกไป แต่ก็ใช่ว่าความสงบสันติจะกลับมา เพราะยังคงเกิดการสู้รบระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศ เพื่อแย่งชิงการเป็นผู้นำ จนในที่สุดกลุ่มตาลีบันก็กลายเป็นผู้ชนะ โดยสามารถสถาปนาการตั้งรัฐบาลได้ในปี 1997
ปี 2001 สหรัฐอเมริกาได้นำกองทัพเข้ามาใน Afghanistan และล้มล้างรัฐบาลตาลีบัน เนื่องจากเห็นว่าไม่ให้ความร่วมมือในการส่งตัวผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมเครื่องบินพุ่งชนตกเวิลด์เทรดเมื่อ ก.ย. ปี 2001 หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ 9/11
ปี 2001-2019 ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรจะช่วยกันจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนขึ้นปกครองประเทศ แต่ต้องเผชิญกับความไม่สงบและความขัดแย้งมาโดยตลอด โดยเฉพาะแรงต้านจากกลุ่มตาลีบัน
ความพยายามเจรจาให้เกิดความสันติระหว่างกลุ่มต่าง ๆ มีอยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ล้มเหลว สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรก็เริ่มแสดงอาการอ่อนล้า และต้องการถอนทหารออกจาก Afghanistan เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจภายในของตนเองก็เริ่มมีปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ
ปี 2020 ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้น เมื่อประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ทำความตกลงกับกลุ่มตาลีบันว่าจะยอมถอนทหารทั้งหมดออกไปในเดือน พ.ค. 2021 เนื่องจากเกิดเสียงเรียกร้องภายในสหรัฐฯ ที่ต้องการถอนทัพเพื่อประหยัดงบประมาณลง
ส่วนผู้นำคนใหม่อย่าง โจ ไบเดน ยังคงยืนยันในจุดยืนเดิม แต่เลื่อนกำหนดเส้นตายไปเป็นภายในวันที่ 11 ก.ย. 2021 แทน
จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของ Afghanistan ล้วนจมอยู่ในภาวะความขัดแย้งและสงครามเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องของสงครามเพียงอย่างเดียว เพราะในอีกมุมหนึ่งยังมีชีวิตและปากท้องของผู้คนอีกนับล้านที่ต้องกินต้องใช้ ดังนั้น แม้มีความขัดแย้งแต่มุมของเศรษฐกิจและธุรกิจก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยเงื่อนไขที่มีอยู่