ในวงการเทคโนโลยีด้านการเงินนั้นสิ่งที่น่าจับตามองธุรกิจหนึ่ง คือตลาดของ Mobile Payment ซึ่งหมายถึงการทำธุรกรรมทางการเงินด้วยโทรศัพท์มือถือนั่นเอง ในช่วงปี 2015 – 2019 ตลาด Mobile Payment เติบโตปีละกว่า 30% วันนี้พี่ทุยจะมาพูดถึงหนึ่งในแอปพลิเคชัน Mobile Payment ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในอเมริกา นั่นก็คือ “Venmo” นั่นเอง ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย
ความเป็นมาของ “Venmo”
เวนโม่นั้นถูกสร้างขึ้นในปี 2009 โดย Magdon-Ismail และ Kortina ที่มีไอเดียว่าทำไมการโอนเงินระหว่างกันถึงไม่ง่ายดายเหมือนส่งข้อความเวนโม่ในยุคทดลองจึงเป็นการทำในรูปแบบส่ง SMS ซึ่งได้เงินทุนมาพัฒนาที่ $1.2 ล้าน 2 ปีต่อมา Braintree เป็นบริษัทด้านฟินเทคก็สนใจซื้อเวนโม่ซึ่ง Bill Ready ที่เป็น CEO Braintree ขณะนั้นก็ทึ่งในไอเดียของเวนโม่กับรูปแบบของ Social Payment และซื้อกิจการมาในราคา $26 ล้าน แม้ว่าในขณะนั้นเวนโม่จะมีผู้ใช้แค่ 3,000 คนเท่านั้น ต่อมา PayPal ได้ซื้อ Braintree ปัจจุบันเวนโม่จึงเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของ PayPal เอง
Business Model เป็นแบบไหน
ประโยชน์ของเวนโม่นั้นง่ายมากก็คือ เพื่อใช้โอนเงินระหว่างกันโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่จุดที่ทำให้เวนโม่ไม่เหมือนการชำระเงินอื่น ก็คือมีการดัดแปลงการโอนเงินทั่วไปให้เป็นรูปแบบของ Social Media ด้วย มีฟังก์ชั่นการขอเพิ่มเพื่อน โดยสามารถเสิร์ชหาเพื่อนเจอได้ง่ายเพียงใส่เบอร์ หรือ Username เท่านั้น เมื่อเป็นเพื่อนกันบนเวนโม่แล้วเราก็สามารถจ่ายเงินหรือเรียกเก็บเงินเพื่อนเราได้ง่ายในอนาคตง่ายขึ้น แล้วเมื่อเราโอนเงินระหว่างกัน รายการนี้ก็จะโชว์ฟีดในหน้าไทม์ไลน์และบันทึกในรูปแบบการสนทนาให้เรากดไลค์หรือคอมเม้นการชำระเงินของเพื่อนได้ คนที่เป็นเพื่อนเราในเวนโม่ก็จะได้เห็นว่าเรามีการจ่ายเงินให้ใครด้วยโดยไม่ได้เปิดเผยมูลค่าเงิน คล้ายกับการแชร์กิจกรรมบนหน้า Facebook ที่ทำให้เราติดตามกิจกรรมของเพื่อนและครอบครัวได้
การใช้เวนโม่ก็ง่ายมากเพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน แล้วเปิดบัญชี ก็สามารถค้นหาชื่อแล้วจ่ายเงินได้เลย และยังแจ้งเตือนให้เพื่อนจ่ายเงินเราได้ด้วย ตัดปัญหาเพื่อนลืมจ่ายหนี้ไปเลย
นอกจากนี้เวนโม่ยังให้เราใช้อีโมจิในการอธิบายค่าใช้จ่ายนั้นได้ ดังนั้นในคืนวันศุกร์เราก็อาจจะได้เห็นหน้าฟีดเวนโม่ที่เต็มไปด้วยอีโมจิรูปพิซซ่า หรือเบียร์เต็มไปหมด เมื่อเราได้รับโอนเงินมา เงินนั้นก็จะยังอยู่ในบัญชีที่เวนโม่และเงินจะถูกโอนออกไปบัญชีธนาคารเราก็ต่อเมื่อเราแจ้งถอนเงินเท่านั้น หากรีบใช้เงินหน่อยก็จะมีค่าธรรมเนียมในการถอนเงินด่วนบ้าง
เวนโม่นั้นเริ่มเป็นที่นิยมเริ่มจากกลุ่ม Millennial และเพราะเป็นรูปแบบ Peer-to-Peer Network จึงเติบโตจากการแนะนำกันใช้ต่อ ๆ กัน ไม่ต่างจากการเติบโตของ Facebook หรือแอปแชทอย่าง Line ที่เราก็มักใช้ตามเพื่อนเพื่อความสะดวก จนคำว่าเวนโม่นั้นถูกใช้แทนคำว่าโอนเงินไปเลย เช่น บอกเพื่อนว่าเดี๋ยวเวนโม่ค่าอาหารไปให้นะ คล้ายกับการที่ Google มาถูกใช้แทนความหมายว่าค้นหา
ในปี 2020 เวนโม่มียอดการโอนเงินรวม $159 พันล้าน เติบโตขึ้น 59% จากปีก่อนหน้า ทำรายได้ $450 ล้าน และมีผู้ใช้งานในอเมริกากว่า 50 ล้านคน และ 80% ของคนจำนวนนี้มีอายุน้อยกว่า 34 ปี
คู่แข่งของ “Venmo”
เป็นที่น่าติดตามว่าในวงการเทคโนโลยีการเงินว่าจะมีผลิตภัณฑ์อะไรลงมาในตลาดบ้าง ซึ่งปัจจุบันบริษัทใหญ่หลายรายก็ลงมาตลาดนี้ด้วยแล้ว เช่น
- Google Pay ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับเวนโม่แต่มีให้บริการแล้วในหลายประเทศ
- Apple Pay ที่ชูจุดเด่นด้านความปลอดภัยด้วยการใช้การยืนยันตนด้วยลายนิ้วมือบนไอโฟน
- Zelle ที่เกิดขึ้นโดยการรวมตัวของธนาคารใหญ่หลายธนาคารในอเมริกามาออกแบบการโอนเงินต่างธนาคารเป็นเรื่องง่าย การใช้งานก็ไม่ต่างจาก Venmo แต่จุดที่ผู้ใช้งานใช้แตกต่างกันกับ Zelle ก็คือเวนโม่นั้นเป็นที่นิยมมากกว่าในการโอนยอดเล็ก โดยค่าเฉลี่ยของการโอนอยู่ที่ $10 เท่านั้น แต่ Zelle มักถูกใช้ในการโอนยอดที่ใหญ่กว่า
- Cash App ที่พัฒนาโดย Twitter และ Facebook ก็ลงมาเล่นในตลาดนี้เช่นกัน ที่จะทำให้การโอนเงินนั้นง่ายเหมือนส่งข้อความใน Messenger
ก้าวต่อไปของเวนโม่ เป็นอย่างไร ?
ในเมื่อปัจจุบันผู้ใช้งานก็แชร์การใช้จ่ายเงินของตัวเองแล้ว ก็ไม่ยากที่แบรนด์ต่าง ๆ จะโฆษณาอะไรให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นด้วยก็มาโฆษณาสินค้าในแอพชำระเงินอย่างเวนโม่ซะเลย ในมุมของ Bill Ready ก็มีมุมมองว่า ในที่สุดคนจะใช้สมาร์ทโฟนในการใช้จ่ายเงินทุกอย่าง จึงอยู่ที่ว่าด้วยประสบการณ์ใช้งานแบบไหนจึงจะดึงดูดคนให้คนเปลี่ยนนิสัยการใช้จ่ายเงินมาผ่านโทรศัพท์ทั้งหมดได้ และสิ่งที่เวนโม่มี ก็คือข้อมูลการใช้จ่ายเงินที่สามารถนำมาวิเคราะห์ต่อไปได้ด้วย
สรุปคือเวนโม่นั้นเป็นระบบการชำระเงินที่พยายามใส่ประสบการณ์ใช้งาน Social ลงไปด้วย ถือว่าเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงินธรรมดาได้น่าสนใจขึ้น น่าติดตามต่อไปว่าอนาคตเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของคนเราไปในทิศทางใดบ้าง โดยเฉพาะหากร้านค้ามีข้อมูลการใช้จ่ายเงินของเราเพิ่มขึ้น หรือเพื่อนใกล้ตัวเรารู้นิสัยการใช้จ่ายเงินของเราอีก แถมผู้เล่นรายใหญ่อื่นในตลาดอย่าง Apple, Facebook หรือ Twitter เองจะมีรูปแบบอะไรใหม่ ๆ มาให้เราลองใช้งานกันบ้างในอนาคต